ช่วงนี้ผม"นอนนา" ครับ มีนิทานก้อมสั้นๆ มาเล่าสู่กันฟัง
ชายสองคนไม่ถูกกันต่างฝ่ายต่างด่าและครหากัน
ชายคนแรก "คุณมันโง่แต่อวดฉลาด"
ชายคนที่สอง "คุณต่างหากที่โง่แต่อวดฉลาด"
เป็นอย่างนี้มาสักพักแล้วจนชาวบ้านเขาชิน และมักจะลงเอยที่ชายคนแรกส่ายหัวแล้วก็เดินจากชายคนที่สองไปอย่างระอา ชายคนที่สองก็จะติดตามไปปะทะคารมเรื่องใครโง่ใครฉลาดอีก แล้วก็ลงเอยที่ชายคนแรกส่ายหัวแล้วเดินจากไปอีก เลยทำให้ชายคนที่สองคิดว่าชายคนแรกกำลังวิ่งหนีตนหางจุกตูด จึงเห็นเป็นโอกาสที่จะสั่งสอนและจัดการ
คราวนี้ ชายคนที่สองจึงหันไปคว้ากระบุงเปล่ามาใบหนึ่ง เห็นท่อนไม้งามๆ เหมาะมือก็เอาใส่กระบุงยกใสบ่าแบกเดินตามชายคนแรกไป นึกกระหยิ่มวาดภาพในภวังค์ว่า "ไม้ท่อนนี้คงฟาดมัน(ชายคนแรก) สลบแน่ๆ " แล้วก็เจอก้อนอิฐ ขวาน ขวดแก้ว ปลากระป๋อง กระบอง มีด พร้า จอบ เสียมฯลฯ อะไรต่อมิอะไรอีกสารพัดที่เจอระหว่างทางเขาก็เก็บใส่กระบุงแล้ว "แบก" ใส่บ่าเดินตามชายคนแรกต่อ เมื่อชายคนแรกหยุด ชายคนที่สองที่ตามมาทันก็วางกระบุงลงพื้นแล้วเปิศึกดปะทะคารมกันอีก คราวนี้ชายคนที่สองชี้ไปที่กระบุง "สรรพอาวุธ" ของตน
"เป็นไง? เห็นอาวุธข้าเพียบขนาดนี้ กลัวล่ะซี้?" ชายคนที่สองคำรามใส่ แต่ชายคนแรกยักไหล่แล้วเดินจากไป ชายคนที่สองก็คว้ากระบุงยกใส่บ่าแล้วรีบตามเขาไป สักพักใหญ่ๆ ชายคนแรกหยุด ชายคนที่สองก็วางกระบุงลงพื้นแล้วปะทะคารมกันอีก
"เห็นอาวุธในกระบุงของข้าแล้ว กลัวและหนักใจล่ะสิท่า? ถึงได้หนีข้าตลอด"
ชายคนแรกไม่ตอบแต่ก็เดินจากไปอีก และชายคนที่สองก็รีบยกกระบุงอาวุธใส่บ่าเดินตามอีกบนเส้นทางที่ยังเหลืออีกยาวไกล
เส้นทางที่ชายสองคนกำลังเดินอยู่นั้นยาวววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววมาก ครั้นจะเล่าต่อก็คงจะวนลูปที่เหตุการณ์เดิมๆ จึงขอกล่าวคำวว่า เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้ ฯ จบนิทานก้อมจากเถียงนาน้อยเอาดื้อๆ ไว้เพียงเท่านี้ครับ มีความสุขช่วงวีคเอ็นด์กันถ้วนหน้าเด้อครับ
...นิทานก้อม "หนักมั๊ย?"...../วชรน
ชายสองคนไม่ถูกกันต่างฝ่ายต่างด่าและครหากัน
ชายคนแรก "คุณมันโง่แต่อวดฉลาด"
ชายคนที่สอง "คุณต่างหากที่โง่แต่อวดฉลาด"
เป็นอย่างนี้มาสักพักแล้วจนชาวบ้านเขาชิน และมักจะลงเอยที่ชายคนแรกส่ายหัวแล้วก็เดินจากชายคนที่สองไปอย่างระอา ชายคนที่สองก็จะติดตามไปปะทะคารมเรื่องใครโง่ใครฉลาดอีก แล้วก็ลงเอยที่ชายคนแรกส่ายหัวแล้วเดินจากไปอีก เลยทำให้ชายคนที่สองคิดว่าชายคนแรกกำลังวิ่งหนีตนหางจุกตูด จึงเห็นเป็นโอกาสที่จะสั่งสอนและจัดการ
คราวนี้ ชายคนที่สองจึงหันไปคว้ากระบุงเปล่ามาใบหนึ่ง เห็นท่อนไม้งามๆ เหมาะมือก็เอาใส่กระบุงยกใสบ่าแบกเดินตามชายคนแรกไป นึกกระหยิ่มวาดภาพในภวังค์ว่า "ไม้ท่อนนี้คงฟาดมัน(ชายคนแรก) สลบแน่ๆ " แล้วก็เจอก้อนอิฐ ขวาน ขวดแก้ว ปลากระป๋อง กระบอง มีด พร้า จอบ เสียมฯลฯ อะไรต่อมิอะไรอีกสารพัดที่เจอระหว่างทางเขาก็เก็บใส่กระบุงแล้ว "แบก" ใส่บ่าเดินตามชายคนแรกต่อ เมื่อชายคนแรกหยุด ชายคนที่สองที่ตามมาทันก็วางกระบุงลงพื้นแล้วเปิศึกดปะทะคารมกันอีก คราวนี้ชายคนที่สองชี้ไปที่กระบุง "สรรพอาวุธ" ของตน
"เป็นไง? เห็นอาวุธข้าเพียบขนาดนี้ กลัวล่ะซี้?" ชายคนที่สองคำรามใส่ แต่ชายคนแรกยักไหล่แล้วเดินจากไป ชายคนที่สองก็คว้ากระบุงยกใส่บ่าแล้วรีบตามเขาไป สักพักใหญ่ๆ ชายคนแรกหยุด ชายคนที่สองก็วางกระบุงลงพื้นแล้วปะทะคารมกันอีก
"เห็นอาวุธในกระบุงของข้าแล้ว กลัวและหนักใจล่ะสิท่า? ถึงได้หนีข้าตลอด"
ชายคนแรกไม่ตอบแต่ก็เดินจากไปอีก และชายคนที่สองก็รีบยกกระบุงอาวุธใส่บ่าเดินตามอีกบนเส้นทางที่ยังเหลืออีกยาวไกล
เส้นทางที่ชายสองคนกำลังเดินอยู่นั้นยาวววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววมาก ครั้นจะเล่าต่อก็คงจะวนลูปที่เหตุการณ์เดิมๆ จึงขอกล่าวคำวว่า เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้ ฯ จบนิทานก้อมจากเถียงนาน้อยเอาดื้อๆ ไว้เพียงเท่านี้ครับ มีความสุขช่วงวีคเอ็นด์กันถ้วนหน้าเด้อครับ