🍥🍥🍥มาลาริน/ปชช.สบายใจค่ะ..กฤษฏีกาการันตีรบ. ร่าง พ.ร.ก.ถูกต้องตาม รธน. ต่างจากพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านยุคยิ่งลักษณ์

กฤษฏีกาการันตีรัฐบาล ร่าง พ.ร.ก.ถูกต้องตาม รธน.



เลขากฤษฏีกา" การันตีรัฐบาล ร่าง พ.ร.ก.ถูกต้องตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และ มาตรา 53 ของ กฎหมายวินัยการเงินการคลังทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.63  นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา ชี้แจงข้อกฎหมายที่สมาชิกสภาผู้เเทนราษฎรมีข้อสงสัยในการใช้คำว่า "อนุมัติ" แทนที่คำว่า ”เห็นชอบ” ไว้ในร่างกระพราชกำหนด(พ.ร.ก.)ว่า...👇
 
ความจริงไม่มีความแตกต่าง เพียงแต่ถ้าเป็นยามปกติมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาเพื่อให้ ส.ส.พิจารณาเห็นชอบ แต่มีบางกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนจำเป็นต้องมีกฎหมายขึ้นมาในช่วงที่สภาไม่ได้อยู่ในสมัยประชุม หรือถึงแม้อยู่ในระหว่างสมัยประชุม แต่มีความจำเป็นรีบด่วนต้องออกกฎหมายเพื่อดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสภาไม่สามารถตกลงกันได้

ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศ เช่น กรณีภาษีอากรที่เป็นเรื่องลับและเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบ และตามหลักการแบ่งแยกอำนาจของหลักสากล ให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจตราพระราชกำหนดใช้บังคับเหมือนพระราชบัญญัติได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายพระราชกำหนดจะมีผลยืดยาว เพราะที่สุดก็ต้องนำมาสู่การพิจารณาอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติในสภาซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจโดยแท้ จึงเป็นที่มาของคำว่า ”อนุมัติ”
 
ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ มีการรับฟังความเห็นประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอชี้เเจงว่า เมื่อตัว พ.ร.ก.เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นตาม 172 ของรัฐธรรมนูญ คือเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน และเราได้ทำภายใต้ พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 19 ที่ระบุว่ากฎหมายที่จำเป็นต้องตราขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะความมั่นคงเศรษฐกิจภัย หรือพิบัติ  เมื่อรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ถือว่าดำเนินการรับฟังความคิดเห็นโดยชอบ อย่างไรก็ตามแม้พ.ร.ก.ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อบังคับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่รัฐบาลก็ได้ดำเนินการอย่างดีที่สุดโดยประยุกต์การรับฟังความคิดเห็นให้สอดคล้องกับมาตรา 19 โดยมีการประชุมรับฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆจึงถือว่าดำเนินการครบถ้วนตามที่มาตรา 77 กำหนด
 
ส่วนที่ถามว่าทำไมต้องใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา และจะนับวันอย่างไรนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า การกำหนดใช้วันบังคับของกฎหมายปกติเริ่มแต่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากประกาศใช้ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวในการรับรู้รับทราบกฎหมาย และปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง บางฉบับมีการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ออกไปแล้วแต่กรณี แต่กรณีนี้เป็นสถานการณ์โควิดที่มีผลกระทบรุนแรงมากมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจและประชาชน การช่วยเหลือจึงจำเป็นต้องเร่งด่วน และไม่กระทบสิทธิของประชาชน แต่เป็นการช่วยเหลือ จึงกำหนดให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ส่วนที่ว่า พ.ร.ก.นี้สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลัง หรือไม่ ขอชี้แจงว่า การตรากฎหมายนี้ต้องเป็นไปตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่ารัฐสภา ครม. ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน

โดยรวมถือเป็นการรองรับหลักกฎหมาย อีกทั้งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังกำหนดว่าการตรากฎหมายที่เป็นการเฉพาะและเรื่องจำเป็น หากดำเนินการเร่งด่วนและต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศโดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน สามารถให้กู้เงินได้โดยรัฐบาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าระหว่างนั้นอยู่นอกสมัยประชุมสภา และเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน จึงอาศัยอํานาจตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และยังระบุไว้ในมาตรา 4 ของร่างพ.ร.ก.ด้วยว่าเป็นการกู้ตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวรวมถึงวัตถุประสงค์ของการกู้ ระยะเวลาการกู้ แผนงานโครงการ วงเงินที่อนุญาตให้กู้ และหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดำเนินการใช้จ่ายเงินกู้ด้วย

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/882751?utm_source=homepage&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=debate

ฝังกู้2ล้านล้าน ศาลตอกฝาโลงชี้ขัดรัฐธรรมนูญ 



รัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ตีตกร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ เหตุการกู้เงินต้องเป็นไปตามวิธีการงบประมาณ ไม่ใช่ซิกแซกกู้ แถมไร้ระบบตรวจสอบ 

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... มีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ รวมทั้งมีมติเสียงข้างมากเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นเนื้อหาของ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนวินิจฉัย ศาลได้พิจารณาว่า เงินกู้ตาม พ.ร.บ.นี้ เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเห็นว่า คำว่า “เงินแผ่นดิน” ไม่ได้มีการกำหนดความหมายไว้โดยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใด แต่เมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ประกอบความเห็นของพยานบุคคล ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญด้านการเงิน การคลัง และงบประมาณ ตลอดจนบรรดากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าเงินกู้ตาม ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นเงินแผ่นดินตามความหมายของรัฐธรรมนูญ 

และเมื่อพิจารณาแล้ว่าเงินกู้ดังกล่าวเป็นเงินแผ่นดิน การใช้จ่ายก็ต้องอยู่ในบังคับรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้การจ่ายเงินแผ่นดิน จะกระทำได้เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายว่าด้วยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยการเงิน การคลัง เว้นแต่ในกรณี "จำเป็นเร่งด่วน" รัฐบาลจะจ่ายไปก่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติและต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังใน พ.ร.บ.โอนเงินงบประมาณรายจ่าย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไป แต่ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า การดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามที่ ร่าง พ.ร.บ.นี้ มุ่งประสงค์ ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน การใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง เพื่อการรักษาเสถียรภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และความเป็นธรรมในสังคม 

ดังนั้น การที่ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... บัญญัติให้เงินกู้ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ นำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และบัญญัติให้คณะรัฐมนตรี รายงานการกู้เงิน ผลการดำเนินงาน และการประเมินผลการดำเนินการตามแผนงานในแต่ละยุทธศาสตร์ต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อทราบเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากที่ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจ่ายเงินแผ่นดินบัญญัติไว้ ทำให้การควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินดังกล่าวไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยกรอบวินัยการเงินการคลังที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ หมวด 8 ร่างพ.ร.บ.ในส่วนดังกล่าว จึงขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 

ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมติเอกฉันท์ ว่าร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงมีคำวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และมีข้อความขัด หรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.นี้ จึงมีผลให้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนี้ เป็นอันตกไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคสาม ที่ระบุว่า ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรี ระงับการดำเนินงานเพื่อประกาศใช้ ร่าง พ.ร.บ. จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ถ้าศาลวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราโดยไม่ถูกต้อง ให้ร่าง พ.ร.บ.นั้นเป็นการตกไป 

https://mgronline.com/daily/detail/9570000028546

เห็นไหมคะ...รัฐบาลลุงตู่ทำอะไรมักจะถูกต้องเสมอ 

ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่ชอบทำอะไรผิดวินัยการเงินการคลัง

ฝ่ายค้านน่าจะรู้ดีนะคะ

เชียร์ลุงไม่ผิดหวังเลยค่ะ...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่