คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
พระอภิธรรมเบื้องต้น
http://pantip.com/topic/31586750
แนวคิดเรื่องจิต จากพระพุทธศาสนา
http://pantip.com/topic/31525862/comment4

แนวคิดเรื่องจิต จากพระอภิธรรม
http://www.abhidhamonline.org/thesis/thesis2.files/thesis2.htm
จากหนังสือ อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ศ.ดร. ระวี ภาวิไล
๓๓.๔ ตามหลักวิชาอภิธรรมนั้น รูปารมณ์มีอายุเท่ากับ ๑๗ ขณะจิต ในช่วงเวลาหนึ่งลัดนิ้วมือ ( ซึ่งเป็นหน่วยวัดเวลาในอดีต สมัยอรรถกถา เทียบเท่ากับ ๑/๔ วินาที) จิตเกิดดับได้แสนโกฏิดวง
จากนี้คำนวณได้ว่า รูปารมณ์มีอายุเพียง ๑๗ *๑/๔ *๑๐ ยกกำลัง – 12 วินาที หรือ เศษ ๔.๒๕ ส่วนล้านล้านวินาที ( ๔.๒๕/๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ วินาที) ซึ่งนับว่าสั้นมาก ข้อนี้หมายความว่า ถ้ารูปารมณ์ คือสีเหลือของมะม่วงและสีขาวของจาน สีทั้งสองจะต้องปรากฏขึ้นและดับไป สลับกันอยู่ประมาณ ๒๓๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ครั้งต่อวินาที ซึ่งเราไม่ได้เห็นการเกิดดับนั้น เราเห็นแต่ลูกมะม่วงและจาน ซึ่งคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปร ดังนั้น สิ่งที่เราเห็น หรือคิดว่าเห็น ก็ไม่ใช่รูปารมณ์ แต่เป็นบัญญัติอันถูกจิตปรุงแต่งขึ้น โดยอาศัยรูปารมณ์
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าเราเห็น ในโลกรอบตัว ก็เป็นบัญญัติธรรมโดยนัยเดียวกันนี้
เพื่อให้หลักการที่กล่าวถึงข้างบนชัดเจน ผู้ศึกษาควรพิจารณาจากประสบการณ์จริง ๆ โดยจะเพ่งพิจารณาสิ่งใดก็ได้ ที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า
๓๓.๕ หลักการทางอภิธรรมอีกประการหนึ่ง ซึ่งควรนำเข้ามาประกอบการพิจารณาวิเคราะห์เรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่ปรากฏทางจักขุทวาร จะต้องเป็นรูปารมณ์ หรือรูปายตนะเท่านั้น บัญญัติธรรมนั้นไม่ปรากฏทางจักขุทวาร แต่จะเป็นอารมณ์ทางมโนทวาร
ดังนั้นที่ว่าเรา เห็น มะม่วง ซึ่งมีรูปร่างสัณฐานเป็นก้อน เป็นลูกมีสาระนั้น แท้จริงต้องไม่ใช่การ “เห็น” แต่เป็น ความคิด ที่สืบเนื่องต่อจากการเห็นที่แท้จริง ดังนั้น ความมีรูปร่างสัณฐาน ฯลฯ รวมทั้งความเป็น มะม่วง ก็เป็นบัญญัติธรรมที่วิถีจิตทางมโนทวารปรุงแต่งขึ้น
และโดยนัยอันเดียวกันนี้ เราก็อนุมานได้ว่า โลกและชีวิตดังที่ปรากฏเป็นสรรพสิ่งหลากหลาย แผ่กระจายในกาลอวกาศ มีรูปร่างสัณฐานนานัปการ ล้วนเป็นบัญญัติธรรม อันวิถีจิตเนรมิตสร้างสรรค์ขึ้นโดยอาศัยเริ่มต้นจากรูปปรมัตถ์ที่ปรากฏทางทวาร ๕ กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และ สิ่งที่ต้องกาย แต่โลกแห่งบัญญัติธรรมนี้เอง ที่มีอำนาจครอบงำคุมขัง พันธนาการบุคคลไว้ ทั้งที่มันเป็นเพียงมายาการอันสูญเปล่า จากแก่นสารใด ๆ ทั้งสิ้น
---------------------------------------------------------
ปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่อยู่เหนือสมมุติบัญญัติ
http://www.dhammathai.org/articles/view.php?No=929
!
!
!
โดยสรุปแล้ว จิต + เจตสิก และรูป ที่ประกอบขึ้นเป็นบุคคล หรือเป็นสัตว์ใดๆ ก็ตามนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย เป็นเพียงการ ประชุมกันของส่วนประกอบ ที่มีความไม่เที่ยง เกิดดับ เกิดดับสืบต่อกันอย่าง รวดเร็ว (ชั่วลัดนิ้วมือ จิตมีการเกิดดับ แสนโกฏิขณะ หรือหนึ่งล้านล้านครั้ง) เป็นสภาพที่หาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของผู้ใด ว่างเปล่าจากความเป็นคนนั้นคนนี้ ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ว่างเปล่าจากความเป็นนั่น เป็นนี่ตามที่สมมุติกันขึ้นมา แต่เป็นสภาวธรรม อันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ขึ้นกับเหตุ ขึ้นกับปัจจัย พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถธรรมเหล่านี้ ก็คงมีอยู่ตามธรรมชาติ พระพุทธองค์ เป็นแต่เพียงผู้ทรงค้นพบ และนำมาเปิดเผย ให้เราทั้งหลายได้ทราบเท่านั้น
http://pantip.com/topic/31586750
แนวคิดเรื่องจิต จากพระพุทธศาสนา
http://pantip.com/topic/31525862/comment4

แนวคิดเรื่องจิต จากพระอภิธรรม
http://www.abhidhamonline.org/thesis/thesis2.files/thesis2.htm
จากหนังสือ อภิธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ ศ.ดร. ระวี ภาวิไล
๓๓.๔ ตามหลักวิชาอภิธรรมนั้น รูปารมณ์มีอายุเท่ากับ ๑๗ ขณะจิต ในช่วงเวลาหนึ่งลัดนิ้วมือ ( ซึ่งเป็นหน่วยวัดเวลาในอดีต สมัยอรรถกถา เทียบเท่ากับ ๑/๔ วินาที) จิตเกิดดับได้แสนโกฏิดวง
จากนี้คำนวณได้ว่า รูปารมณ์มีอายุเพียง ๑๗ *๑/๔ *๑๐ ยกกำลัง – 12 วินาที หรือ เศษ ๔.๒๕ ส่วนล้านล้านวินาที ( ๔.๒๕/๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ วินาที) ซึ่งนับว่าสั้นมาก ข้อนี้หมายความว่า ถ้ารูปารมณ์ คือสีเหลือของมะม่วงและสีขาวของจาน สีทั้งสองจะต้องปรากฏขึ้นและดับไป สลับกันอยู่ประมาณ ๒๓๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ครั้งต่อวินาที ซึ่งเราไม่ได้เห็นการเกิดดับนั้น เราเห็นแต่ลูกมะม่วงและจาน ซึ่งคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปร ดังนั้น สิ่งที่เราเห็น หรือคิดว่าเห็น ก็ไม่ใช่รูปารมณ์ แต่เป็นบัญญัติอันถูกจิตปรุงแต่งขึ้น โดยอาศัยรูปารมณ์
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดว่าเราเห็น ในโลกรอบตัว ก็เป็นบัญญัติธรรมโดยนัยเดียวกันนี้
เพื่อให้หลักการที่กล่าวถึงข้างบนชัดเจน ผู้ศึกษาควรพิจารณาจากประสบการณ์จริง ๆ โดยจะเพ่งพิจารณาสิ่งใดก็ได้ ที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า
๓๓.๕ หลักการทางอภิธรรมอีกประการหนึ่ง ซึ่งควรนำเข้ามาประกอบการพิจารณาวิเคราะห์เรื่องนี้ก็คือ สิ่งที่ปรากฏทางจักขุทวาร จะต้องเป็นรูปารมณ์ หรือรูปายตนะเท่านั้น บัญญัติธรรมนั้นไม่ปรากฏทางจักขุทวาร แต่จะเป็นอารมณ์ทางมโนทวาร
ดังนั้นที่ว่าเรา เห็น มะม่วง ซึ่งมีรูปร่างสัณฐานเป็นก้อน เป็นลูกมีสาระนั้น แท้จริงต้องไม่ใช่การ “เห็น” แต่เป็น ความคิด ที่สืบเนื่องต่อจากการเห็นที่แท้จริง ดังนั้น ความมีรูปร่างสัณฐาน ฯลฯ รวมทั้งความเป็น มะม่วง ก็เป็นบัญญัติธรรมที่วิถีจิตทางมโนทวารปรุงแต่งขึ้น
และโดยนัยอันเดียวกันนี้ เราก็อนุมานได้ว่า โลกและชีวิตดังที่ปรากฏเป็นสรรพสิ่งหลากหลาย แผ่กระจายในกาลอวกาศ มีรูปร่างสัณฐานนานัปการ ล้วนเป็นบัญญัติธรรม อันวิถีจิตเนรมิตสร้างสรรค์ขึ้นโดยอาศัยเริ่มต้นจากรูปปรมัตถ์ที่ปรากฏทางทวาร ๕ กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และ สิ่งที่ต้องกาย แต่โลกแห่งบัญญัติธรรมนี้เอง ที่มีอำนาจครอบงำคุมขัง พันธนาการบุคคลไว้ ทั้งที่มันเป็นเพียงมายาการอันสูญเปล่า จากแก่นสารใด ๆ ทั้งสิ้น
---------------------------------------------------------
ปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่อยู่เหนือสมมุติบัญญัติ
http://www.dhammathai.org/articles/view.php?No=929
!
!
!
โดยสรุปแล้ว จิต + เจตสิก และรูป ที่ประกอบขึ้นเป็นบุคคล หรือเป็นสัตว์ใดๆ ก็ตามนั้น แท้จริงแล้ว ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย เป็นเพียงการ ประชุมกันของส่วนประกอบ ที่มีความไม่เที่ยง เกิดดับ เกิดดับสืบต่อกันอย่าง รวดเร็ว (ชั่วลัดนิ้วมือ จิตมีการเกิดดับ แสนโกฏิขณะ หรือหนึ่งล้านล้านครั้ง) เป็นสภาพที่หาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของผู้ใด ว่างเปล่าจากความเป็นคนนั้นคนนี้ ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ว่างเปล่าจากความเป็นนั่น เป็นนี่ตามที่สมมุติกันขึ้นมา แต่เป็นสภาวธรรม อันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ขึ้นกับเหตุ ขึ้นกับปัจจัย พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม ปรมัตถธรรมเหล่านี้ ก็คงมีอยู่ตามธรรมชาติ พระพุทธองค์ เป็นแต่เพียงผู้ทรงค้นพบ และนำมาเปิดเผย ให้เราทั้งหลายได้ทราบเท่านั้น
แสดงความคิดเห็น
ทำไมเขาว่าจิตเรารับได้ทีละอารมณ์ จริงหรือ ?
แต่ทำไมบางครั้งถึงยังมีสติรู้ได้หลายส่วนของกาย หรือ
มีสติรู้ได้หลายอารมณ์ แต่ฟังครูอาจารย์บอกรู้ได้ทีละสิ่งเท่านั้น