เมื่อความรักต้องพังลง เพราะอาการทางจิต

" ถ้าคุณไม่อยู่กับเราในวันที่เราแย่ที่สุด และต้องการคุณมากที่สุด คุณก็ไม่ควรอยู่กับเรา ในวันที่ เราดีที่สุด ด้วยเช่นกัน "

ก็เรื่องของเราอาจจะแปลก สำหรับบางคน แต่มันก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง 
ตอนนี้ เราปกติดี แฮปปี้กับชีวิตดี และมีความสุขตามอัตภาพ

เกริ่นก่อนว่า เรามีปมกับคนเก่ง ในอดีตพ่อแม่เคยจับเราตอน ป.1 ไปเรียนเลข ป.4 ซึ่งเป็นการเรียนพิเศษตามเด็กคนอื่นที่พ่อแม่รู้จัก แต่ที่แตกต่างกับเด็กคนนั้น คือ เราไม่ได้เรียนเนื้อหา ป.2 ป.3 พูดง่ายๆ คือเรียนข้ามขั้น และเราไม่ได้ชอบเลขเป็นพิเศษ แต่เด็กคนนั้นทำเลขได้ดี เคยได้รางวัลเหรียญเงิน สสวท เลข ป.3 ก่อนที่จะถูกจับไปเรียนพิเศษ ผลคือเราเรียนไม่ได้ ร้องไห้หนักมาก ส่วนพ่อแม่เราเอาแต่ชื่นชมเด็กคนนั้น

พอโตมา ตอน ม.ต้น เราโดนเด็กที่เก่งกว่าเรา Bully หนักมาก ทั้งๆที่เราก็ไม่ได้ไประรานเขาก่อน ทำนองว่าหมั่นไส้เรา เกลียดขี้หน้าเรา
พ่อพูดว่า อยากได้คนที่ Bully เรามาเป็นลูกแทนเรา เพราะมันเรียนเก่ง ละคนที่ Bully เรา พูดจาเอาใจหรือประจบคนเก่งซะด้วยซิ ช่วงที่เราโดน Bully เรากระทบกระเทือนทางใจอย่าหนัก (ที่จริงมันก็มีเรื่องอื่นด้วย ที่บั่นทอนสภาพจิตใจเรา แต่เราคิดว่ามันบั่นทอนเล็กน้อย เลยไม่อยากพิมพ์ เราพิมพ์สัมผัสไม่เก่ง) จนเริ่มป่วยเป็นโรคจิตเภท เบื้องต้น จากการวินิจฉัยของแพทย์

ตอน ม.4 เราอยากเป็นคนเก่งในด้านเฉพาะทางสักด้านหนึ่ง (ที่จริงก็อยากเป็นมานานแล้ว แต่ปีนี้ เป็นปีที่เราเอาจริงกับมันจริงๆ) เราอยากลองสมัครสอบโครงการหนึ่งดู ซึ่งเราก็สืบรู้มาว่า มีรุ่นพี่คนหนึ่งห่างจากเรา 4 รุ่น เรียนโรงเรียนเดียวกับเรา เคยประสบความสำเร็จในการแข่งรายการนี้อย่างมาก เราเลยลอง search ชื่อเขาใน facebook ละก็ทักไปคุย เขาคุยกับเราดีมากๆ ซึ่งจริงๆ มันคุยกันก็ปกตินะ แต่เมื่อก่อนมีแต่คนพูดแย่ๆกับเรา เราเลยรู้สึกว่า มันเป็นการพูดคุยที่ดีมาก เราคุยกันบ่อยมากๆ ทุกอาทิตย์ บางช่วงก็ทุกวัน คุยเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาการสอบของโครงการนั้น ละก็แทรกเรื่องดินฟ้าอากาศ แอบถามข้อมูลส่วนตัวเขาเนียนๆ รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองไทย (เขาได้ทุน ณ ตอนนั้นเขาเรียนปริญญาตรีอยู่ต่างประเทศ) คุยไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปประมาณ 2 ปี เราชอบเขาแบบแฟนมาก ในช่วงเวลาหนึ่ง

เราได้เล่าให้เขาฟังว่า เรามีอาการทางจิตนะ เขาก็ดูเป็นผู้ฟังที่ดีมากๆ ตอนนั้น เราเองก็ยังไม่หาย แต่ตอนนี้หายจากโรคแล้ว5555555 เราระบายให้เขาฟังมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเขาก็ค่อยๆ ตอบแชทช้าลง โดยโกหกว่ายุ่ง เราเลยไปดูที่หน้า wall เขา ปรากฏว่า เขาตั้งค่าให้เราเห็นเฉพาะโพสสาธารณะของเขาเท่านั้น เราสังเกตถึงความผิดปกติ จึงทักไปถาม เขาเลยสารภาพว่า เบื่อเรามาก เขากล่าวว่า ด้วยการส่งข้อความมาในปริมาณนี้ เราบั่นทอนสภาพจิตใจเขา ให้เขารู้สึก overwhelmed แล้วก็ขอโทษที่ไม่ได้พูดตรงๆ กับเราตั้งแต่แรก

เราเสียใจมากๆ ในอนาคตเรา ณ ตอนนั้น มันมีแค่เขาอยู่ในนั้น เราเพี้ยนไปเลยอยู่พักหนึ่ง เราเองก็ไม่ได้อยากระบาย เราก็ไม่ได้อยากมีอาการทางจิต แต่มันเป็นไปแล้ว 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน
1. จะย้อนไปบอกตัวเองว่า คนเก่งไม่ใช่คนที่ต้องดีและ perfect ในทุกเรื่อง

2. รุ่นพี่คนนั้น ควรจะพูดความจริงจากใจไปตั้งแต่แรก เราเคยบอกรุ่นพี่แล้วว่า ขอระบายหน่อยนะ เขาบอกว่าได้ ถ้าเขาเกิดไม่อยากฟังแล้ว ก็บอกเราตรงๆสิ เรารับได้เสมอ เพราะมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนฟัง (เราไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจ จึงระบายต่อไป) เราไม่เข้าใจว่าจะโกหกไปทำไม ณ ตอนนั้น แต่ตอนนี้ เราคิดว่าเราเข้าใจแล้ว เขาปฏิเสธคนไม่เป็น ประเมินความสามารถในการรับฟังของตัวเองสูงเกินไป เขาขอโทษ เพื่อให้เขาไม่รู้สึกผิด โดยเขาไม่ได้คิดเลยว่า มันเป็นการให้ความหวังเรา ว่าจะมีโอกาสกลับไปคุยกับเขาใหม่ ช่วงแรกๆ ที่เขาตอบแชทเราช้าลง เรายังชอบเขาอยู่

เรายอมรับว่าเราเองก็ไม่น่าระบายอารมณ์ให้ใครฟัง เราไม่ควรลากคนอื่นไปดิ่งด้วย แต่ตอนนั้น เราคิดว่าการระบายอารมณ์จะช่วยให้เราได้ปลดปล่อย ไม่ฆ่าตัวตาย และที่สำคัญเราก็ขออนุญาต ระบายตรงๆแล้ว ทว่า เราประเมินศักยภาพของคนฟังผิดไป มันเลยเป็นแบบที่เล่ามา

3. เราโชคดีที่ยังมีเพื่อนคนหนึ่ง เข้าใจเรา และยอมรับในสิ่งที่เราเป็นได้ นั้นส่งผลให้เราดีขึ้นแบบมากๆ เราก็แชทไประบายแบบเดิม ความบ่อย ปัญหาที่เล่า ความหดหู่ แทบจะทุกอย่าง ที่ไม่เหมือนคือ มีเรื่องพี่คนนี้เข้ามาด้วยอ่ะนะ แต่เพื่อนเรารับฟังเราได้55555555

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อยู่กับคนที่รักเรา ไม่ใช่คนที่เรารัก, เพื่อนแท้ ต้องดูกันตอนยากลำบาก
ความทุกข์ เป็นสิ่งไม่ยั่งยืน ในอดีตเราทุกข์มากๆ แต่ตอนนี้โคตรมีความสุขเลย ความสุขก็ไม่แน่นอนเช่นกัน พยายามปล่อยวาง และไม่ยึดติดจะดีที่สุด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่