JJNY : ก้าวไกลลุยยื่นถอดธรรมนัสพ้นส.ส/หมอเรวัตชำแหละปมยืดพ.ร.ก./หมอสุภัทรหนุนเรียกร้องยกเลิกพ.ร.ก./ติดเชื้อเพิ่ม3

ก้าวไกล ลุยยื่นปธ.สภาชงศาลรธน. ถอดถอน ธรรมนัส พ้นส.ส.
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4199083
 

 
ก้าวไกล เดินหน้ายื่นหนังสือต่อประธานสภา 27 พ.ค.นี้ เพื่อถอดถอน ธรรมนัส รมช.เกษตรฯ พ้นส.ส. ปมเคยเอี่ยวคดีค้ายาเสพติด ขอเพื่อนส.ส.ลงชื่อกู้ภาพลักษณ์
 
วันที่ 26 พ.ค. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ในวันที่ 27พ.ค.นี้ เวลา 13.00 น. ส.ส.พรรคก้าวไกล จะยื่นหนังสื่อต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ประธานสภาส่งหนังสือดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พ้นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม มีคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเคยจำคุกในประเทศออสเตรเลีย
 
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า และสืบเนื่องจากการการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนปิดประชุมสภาในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รายละเอียดหลักฐานที่ตนและนายธีรัจชัย พันธุมาศ ได้อภิปรายเรื่องคุณสมบัติของร.อ.ธรรมนัสไป ชัดเจนว่า ร.อ.ธรรมนัสมีคุณสมบัติต้องห้าม และเจ้าตัวไม่สามารถนำหลักฐานที่พิสูจน์ว่าเป็นบุคคลบริสุทธ์มาชี้แจงต่อที่ประชุมสภา รวมถึงชี้แจงต่อหน้าสื่อมวลชนได้ แต่กลับเบี่ยงเบนประเด็น รวมถึงแจ้งความหมิ่นประมาทตนและนายธีรัจชัยที่ทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย
 
นายณัฐชา กล่าวอีกว่า ดังนั้น ในวันที่ 27 พ.ค.นี้ เปิดสมัยประชุม พรรคก้าวไกลจึงขอดำเนินการตามกลไกสภา เพื่อถอดถอนบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมพ้นจากสมาชิกภาพผู้แทนราษฎร ส่วนกรณีที่ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. พ.ศ.2538 ขณะนั้น ใช้ชื่อว่า "นายมนัส โบพรหม" ได้ต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออกหรือผู้ค้า
 
ตามคําพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ เลขที่ 60449/94 และ 60434/64 ลงวันที่ 10 มี.ค. พ.ศ. 2538 โดยศาลพิพากษาว่า ผู้ร้องแต่ละคน รับสารภาพว่า มีเจตนาเกี่ยวข้องกับการนําเข้าเฮโรอีนในปริมาณที่ถือว่าสําหรับเพื่อการค้า" โดยในการกระทําดังกล่าวศาลอุทธรณ์แห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้มีพิพากษาลงโทษจําคุก ร.อ.ธรรมนัส หรือ นายมนัส เป็นระยะเวลาหกปี โดยกําหนดโทษเป็น ระยะเวลาขั้นต่ำสี่ปี และระยะเวลาห้ามปล่อยตัวอีกสองปี
 
และจากความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หารือบุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ตามมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย) ระบุไว้ว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือ เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จําคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไปโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง ห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท"
  
ซึ่งบุคคลใด เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จําคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกจําคุกในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ก็ต้องถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามเจตนารมณ์แห่งมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
 
นายณัฐชา กล่าวว่า โดยการกระทำของ ร.อ.ธรรมนัสเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า นั้น เป็นลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 98 (10) จึงส่งผลให้เป็นผู้มีลักษณะ ต้องห้ามในการดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ตามมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (6) แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
 
ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 โดยมาตรา 160 (6) บัญญัติว่า "รัฐมนตรีต้อง ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98" ในส่วนประเด็นที่ ร.อ.ธรรมนัสได้ชี้แจงเป็นหนังสือขอชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประธานคณะกรรมาธิการปปช. ว่า การถูกออกจากราชการของตนได้รับการล้างมลทินแล้วตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีของตนจึงไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ" นั้น ย่อมไม่เป็นเหตุให้การที่เคยต้องคําพิพากษาด้วยฐานความผิดดังกล่าวถูกลบล้างไป ข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น
 
"ทั้งนี้ ผมเเละสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ขอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้โปรดส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกสภาพของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ เเละขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมลงรายชื่อ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ ศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรสร้างความเชื่อถือของรัฐสภา เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชน" นายณัฐชา กล่าว
 

 
หมอเรวัต ชำแหละปมยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้สกัดโควิด แต่สกัดม็อบ หมอเองก็รู้อยู่แก่ใจ
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2202132
 
เมื่อวันที่ 26 พ.ค. นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า 
 
รัฐบาลใช้หมอเป็นเครื่องมือ 

ใช้โควิดเป็นข้ออ้าง ให้ยาไม่ตรงกับโรค การจับกุมคุณหมอทศพร เสรีรักษ์ และเพนกวิน นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ กับอีกหลายคนที่ทำกิจกรรมครบรอบ 6 ปี รัฐประหาร ของ คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เป็นการยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสกัดม็อบเพราะกระบอกเสียง อย่าง ศบค. ที่แถลงทุกวัน ไม่เคยชี้แจงหรืออธิบาย ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า มีผลอย่างไรกับการสกัดการระบาดของโรคอย่างเป็นวิชาการ
  
นอกจากนั้นยังเห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ใส่ใจที่จะวิเคราะห์ข้อมูลว่าผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว หลายหมื่นคนนั้นมีผู้ป่วยด้วยโรคโควิดแล้วนำส่งโรงพยาบาล เพื่อการรักษาและไม่แพร่เชื้อต่อ จำนวนทั้งหมดกี่ราย ซึ่งควรแถลงให้ประชาชนทราบและเชื่อว่าเคอร์ฟิวจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นช่วยสกัดโควิดได้จริงๆ
  
อีกเรื่องที่ควรทำแต่ก็ไม่ทำ คือทุกวันตะบันตรวจวัดอุณหภูมิทุกห้าง ร้านอาหาร สถานที่ทุกแห่ง วันละหลายแสนคนแล้วพบว่ามีไข้กี่คน ควรรายงาน และถ้ามีไข้ไม่อนุญาตให้เข้าแล้วต้องนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจโควิด โดยอำนาจตามมาตรา 14 19 22 24 และ 28 พ.ร.บ.โรคติดต่อ ถ้าพบว่าเป็นผู้ติดเชื้อก็รับไว้รักษาและกักกันโรค
 
วันนี้ชัดเจนแล้ว ว่าหมอถูกใช้เป็นเครื่องมือให้อ้างโควิดเพื่อยืดอายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปอีก 1 เดือน ทั้งที่หมอเองก็รู้แก่ใจว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ช่วยสกัดโควิด แต่ช่วยสกัดม็อบ หมอยอมขายกันจนหมดตัว ทั้งวิชาความรู้ และจรรยาบรรณโดยให้ยาไม่ตรงกับโรค ใช้ยาชื่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อรักษาอำนาจ แต่ไม่รักษาโรคโควิด
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โพสต์ดังกล่าวมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้าไปคอมเมนต์ ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วย และแชร์ต่ออย่างมาก
 
https://www.facebook.com/Rewatofficial/photos/a.1029232793929191/1359148204270980/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่