มาจัดอันดับเรื่องความเสี่ยงของสินค้าที่เราเทรดกันดีกว่า รู้เค้ารู้เรา กับโอกาศในการชนะตลาดที่มากขึ้น

ก่อนอื่นผมขอเริ่มจากสมมติฐานของนักลงทุน ที่ว่า

1.มีคนแพ้ตลาดมากกว่าที่จะชนะตลาด
          ข้อนี้อาจเป็นข้อเท็จจริง เพราะโดยธรรมชาติ คำว่า Exchange มันก็จะเข้าสู่ Zero Sum Game ในที่สุด เมื่อมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย จริงๆ ต้องอธิบายด้วยทฤษฎีเกมส์

2.แพะอันดับหนึ่ง ของการเทรดแพ้ คือ Mindset
          อันนี้ได้ยินบ่อยมาก ผมเห็นคนส่วนใหญ่มักโทษตัวเอง หรือโดนกล่าวโทษว่า Mindset ไม่ได้เอง ห้ามใจไม่อยู่ Stop Loss ไม่เป็น นั่งทับมือไม่ได้ 
ในความเป็นจริง ใช่ Mindset เป็นส่วนสำคัญครับ แต่ต่อให้ Mindset ดียังงัย โอกาศชนะตลาดก็มีไม่มากอยู่ดี ถ้าเราไม่เข้าใจ Methology กับ Money Management (/Risk Management) มันเป็นลำดับที่ต้องเข้าใจก่อนครับ ถึงจะไป Mindset

3.คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดในตัวสินค้าที่เราทำการเทรด 
           วันนี้เลยอยากอธิบายเพิ่มเติม เพราะได้ยินมามากว่า หุ้นเทรดง่าย Forex เล่นแล้วเจ๊ง DW รวยๆ ทองเล่นยากส์...TFEX บ่อนพนัน ถ้าเราเข้าใจแบบนี้ นั่นอาจเป็นทางเดินให้คุณเข้าสู่ สภาวะ สี่-ห้าเจ๊ง ได้ครับ โดยเริ่มจากเล่นหุ้น แล้วเจ๊ง ก็จะมีคนมาบอกคุณว่า DW สิรวย แล้วก็เจ๊งสอง แล้วก็คนเดิมก็จะแนะนำ Futures หรือ Block Trade กับเจ๊งสาม หลังจากคุณเข็ด ไม่นานหลังจากนั้น ก็จะมีคนแนะนำ ทองคำสิ แล้วก็ตามด้วย FX เป็นเจ๊งสี่ กับเจ๊งห้า ตามลำดับ ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ มาดูกัน

           เมื่อเราพูดถึงความเสี่ยง สิ่งแรกที่คนพยายามจะสื่อสารกับคุณเลยคือ Stop Loss กับ Cut Loss (สองคำนี้ต่างกันครับ Stop คือ Loss ที่วางแผน ส่วน Cut คือ Loss ที่มากับน้ำตา) สิ่งที่สองคือ Risk to Reward การที่บอกว่า เดินหน้าสามก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว กินคำใหญ่ ยอมเสียคำเล็ก พวกนี้ก็ไม่ใช่การบริหารความเสี่ยงแต่อย่างใด และไม่มีส่วนในการทำให้พอร์ทโฟลิโอของคุณเติบโตได้ เพราะว่า มันเป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนเล็กๆ ในการรับมือกับ Market Risk เท่านั้นเอง โดยอาจจะรวมถึง คำพูดอย่าง คุณไม่ทำตามระบบ คุณไม่มีวินัย คุณต้องเล่น Swing Trade คุณไม่รันเทรนด์ คุณไม่ทำตามผม..บลาๆๆๆ

         แต่ในที่นี้เรากำลังพูดถึง Market Risk จริงๆ ในส่วนของคณิตศาสตร์ นั่นคือ Standard Deviation ของ Market Return ครับ ซึ่งชื่อย่อมันที่คุ้นๆ หูคือ Volatile ข้อเหวี่ยง แนวรับ แนวต้าน การตี Trend Line ประมาณเนี๊ยะ ถ้าเป็นสายนักลงทุนจริงจัง เค้าเรียก Risk ตรงๆเลย

         ทีนี้มาดูกันว่า สินค้าตัวไหนที่เราต้องเรียง จากมากไปน้อย ง่ายไปยากส์ โดยการจัดอันดับสินค้า ห้าชนิด ดังต่อไปนี้ Forex(Major Currency Pair) , Tfex (Index Future), Stock , DW, Gold (Commodity)

         อันดับหนึ่ง คือ Forex ครับ สินค้าที่เทรดง่ายที่สุด ใช่ผมจะบอกว่า Forex เนี่ยส์แหละ คุณลองนึกภาพว่า คุณเคยเห็นค่าเงินเปลี่ยนแปลงระดับ 30% ในหนึ่งวันมั้ย เช่น เมื่อวาน 30 บาทต่อ 1 USD เป็น 33 บาทต่อ 1 USD ในวันนี้ คำตอบคือไม่ครับ Forex เนี่ยส์ อย่างเก่ง ก็ 0.3-0.5% ต่อวันแค่นั้นแหละ นานๆทีมีระดับ 2% ต่อวัน เมื่อตลาดต้องการล้างพอร์ทของผู้เล่น ข้อเสียอย่างเดียวของ Forex และทำให้คนเจ๊งส่วนใหญ่เลยคือ Leverage(อัตราทด) 1:100, 1:500 ต่างหาก มันยั่วยวน จนทำให้ผู้เล่นยอมเปลี่ยนจากนักลงทุนเป็นนักพนันไป เล่น Forex ต้องไม่หลง Leverage ครับ

          อันดับสอง คือ ทองคำครับ สินค้าที่เทรดยากขึ้นมาจาก Forex แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป อันนี้ถามลุงๆป้าๆ ที่ซื้อขายทองคำแท่ง เวลาตลาดทองเหวี่ยงที เนี่ยส์ ร้านทองต้องใช้คำว่า โกลาหล กันเลยทีเดียว ขนเงินกันไปเป็นกระสอบๆ เลย ข้อดีของทองคำ คือ ถ้าเราไม่ใช้ Leverage เลย ในการซื้อขายทองคำแท่ง เราจะไม่รู้สึกว่า เราติดดอย และเราทนถือได้นานตราบนานเท่านาน แต่ถ้าไปเทรด Gold Online Future หรือ GF10 , GF เนี่ยส์ จุดน๊อค ก็จะเหมือน Forex คือ หลง Leverage ข้อเหวี่ยงของทองก็จะอยู่ระดับ 0.5%-1% ขึ้นไป นานๆทีก็มีระดับ อื้อหือ เหมือนกัน

         อันดับสาม คือ TFEX ในส่วนของ ดัชนี SET50 ครับ ในความเป็นจริง ดัชนีอย่าง SET50 เนี่ยส์ มีข้อเหวี่ยงประมาณ 0.8%-1% ขึ้นไปต่อวันเองครับ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา คนที่เทรด TFEX แล้วไม่ใช้ Leverage เลย คือ คนที่วางเงิน ดัชนีราคาตลาด X 200 บาท ต่อหนึ่งสัญญาครับ พวกเค้าจะไม่กดดันจากตลาดเลย เปรียบเสมือน ซื้อหุ้น ห้าสิบตัวชิวๆ แต่คนที่คำนวน Value at Risk ได้ ก็จะวางเงินได้น้อยกว่านี้ ใช้อัตราทดให้เกิดประโยชน์สูงสุด S50 Futures เนี่ยส์ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แต่ต้องไม่เทรดเกินตัว ก็ต้องใช้อัตราทด ให้เป็น จริงๆ S50 Futures เนี่ยส์ ใช้เป็นตัววัดทฤษฎีผลประโยชน์ หรือ Reflexivity ได้เหมือนกันครับ เพราะมันสะท้อนภาพของการรับรู้ และมีส่วนร่วมของรายใหญ่ ได้ดีกว่าหุ้นรายตัว

         อันดับสี่ คือ หุ้นรายตัวเนี่ยส์แหละ ที่มีระดับ Ceiling กับ Floor ที่ระดับ 15-30% วันนี้รวยขึ้น 15% วันนี้จนลง 15% ประมาณนี้เลย....หุ้นไม่ได้เทรดง่ายครับ และถึงแม้จะมี Yield ปันผล 3-5% ล่อใจ แต่มันเป็นระดับ ต่อปี น่ะครับ แต่ราคาขึ้นลง 15% เนี่ยส์ ต่อวัน ไม่ได้บอกว่า อย่าเล่นหุ้น แต่ต้องการสื่อสารว่า เล่นยากที่สุด เพราะถ้าคุณเอากำไรต่อการเทรดน้อยไป ตอนขาดทุนมันจะเอาคืนหมด และหุ้นแต่ละตัวมีข้อเหวี่ยงที่หลากหลายครับ หุ้นใหญ่ หุ้นกลาง หุ้นเล็ก หุ้นปั่น เมื่อนิสัยต่างกัน คุณต้องเตรียมตัวเยอะ กลยุทธ์ที่เหมาะสม คือ Buy and Hold มากกว่าครับ การกระจายหุ้นในพอร์ทให้มีความเสี่ยงระดับที่ดีกว่า SET50 หรือ SET หรือ เก็งธุรกิจในอนาคตได้แม่นยำ และมีต้นทุนที่ได้เปรียบ ส่วนสายเก็งกำไร ก็ต้องพึ่งความแม่นพอสมควร จากการสังเกตุการณ์ผ่าน การรับรู้และการมีส่วนร่วมของรายใหญ่ ไม่ว่า จะเป็น Technical Analysis การดู Bid offer หรือกระทั่งการเสพข่าว เพราะต้องตระหนักอยู่เสมอว่ามี 15% ต่อวันเป็นเดิมพันในหุ้นปั่น มี 2%-3% ต่อวันในหุ้นกลาง หรือ เล็ก และมากกว่า 1% ในหุ้นใหญ่ จุดน๊อคของหุ้นรายตัวเนี่ยส์ คือการที่มีคนต้องการให้เรามีส่วนร่วม ผ่านการรับรู้ที่พวกเค้าเป็นคนกำหนดครับ

         อันดับห้า อันนี้ไม่พูดมากครับ DW ผมใช้คำว่า โคตรเหวี่ยง  สยบทุก Volatile , Bitcoin ชิดซ้าย หุ้นปั่นชิดขวา คนที่เทรด DW อย่างเดียวแล้วรวยเป็น ร้อยล้านได้ คือ เทพในสามโลกครับ พวกเค้าสามารถเทรดได้ทุกโปรดักซ์ในโลกนี้ แน่นอน  DW มีโบรคเป็นเจ้ามือ ดังนั้นถ้ามีรายย่อยคนไหน โกยเงินระดับร้อยล้านได้ แปลว่า ผลประกอบการของโบรคนั้น จุกแน่นอน แต่ถ้าเรามอง DW ด้วยมุมมองของการ ใช้เป็น Take Profit , Stop Loss หรือ ประกันพอร์ท หรือใช้เก็บปันผล ซื้อความเสี่ยง จากผู้ร้าย ก็กลายเป็นพระเอกได้น้า....

จริงๆ โลกของการเรียนรู้ ถ้าเริ่มจากของง่ายไปยากส์ มันดีกว่า ของยากส์ไปง่ายน่ะครับ
ถ้าคุณเทรด DW ประสพความสำเร็จ หุ้นมันคือขนมหวาน ดีๆ กินเล่นๆ นั่นเอง
ถ้าคุณเทรดหุ้นประสพความสำเร็จ TFEX มันก็ขนมน้า...

บางทีการเริ่มต้นที่ดี ตลาด TFEX ก็เป็นตำราที่ดีได้น่ะครับ มีทั้งทอง ทั้งดัชนี ทำความเข้าใจตัวสินค้ามากขึ้นในส่วนของ Market Return กับ Risk
เล่นหุ้นก็จะง่ายขึ้นเอง เพราะ TFEX เทรดง่ายกว่า (ถ้าวางเงินเป็น หรือเทรดลม เทรดบนกระดาษแทน)
ส่วน Forex รอให้ถูกกฏหมายก่อนดีกว่า ความเสี่ยงจากตลาดมันไม่เยอะ แต่ความเสี่ยงจากโบรคเนี่ยส์ เต็มๆ...ทุกวันนี้มีแต่ดราม่า...

สุดท้ายน่ะครับ ไม่ได้จะบอกว่า ผมเข้าใจถูกหรือผิด การลงทุนไม่มีถูกผิดครับ กฏในโลกนี้ คือ ใครได้เงินถูกเสมอ
ปล.
1.ผมถูกฝึกจากบนลงล่างครับ อาจทำให้มีมุมมองที่แตกต่างไปบ้าง และมั่นใจว่ามีคนไม่เห็นด้วย...แน่นอน ขออภัยล่วงหน้า
2.อันนี้นอกเรื่องครับ เทคโนโลยี AI สมัยนี้ พัฒนาไปไกลมากแล้ว พวกมันหา Noise ในตลาด ทำนายความเสี่ยง และปรับกลยุทธ์อัตโนมัติ หรือ แม้กระทั่งจับ Tick Matched ไหล จากตลาด เพื่อหาการมีส่วนร่วมของรายใหญ่ได้แล้ว แต่สิ่งที่พวกล้ำๆ มันจะไม่ทำ คือ พยายามหาความแม่น หรือการทำนายตลาด อย่างแทงขึ้น แทงลงครับ (แต่ก็มีพวกทอยลูกเต๋าด้วยน้า แต่ดูเหมือนว่า มันหากินกับธรรมชาติของ Risk ของขาขึ้น ขาลง มากกว่า)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่