[CR] [Review] The End of the Track (1970)


ยังจำได้ไหมว่า เหตุการณ์ไหนในชีวิตวัยเด็กที่ทำให้เราได้รับรู้ว่าโลกใบนี้มันโหดร้าย แล้วเหตุการณ์ไหนที่เปลี่ยนแปลงตัวเราไปตลอดกาล สำหรับ “เสี่ยวตัง” แล้ว มันคือการที่เค้าสูญเสีย “หยงเฉิน” เพื่อนรักที่ใช้ชีวิตเคียงคู่กันมาตลอดหลายปีไปในอุบัติเหตุไม่คาดคิดต่อหน้าต่อตา แล้วเค้าก็ฝังใจว่ามันเป็นความผิดของตัวเค้าเอง จนแปรเปลี่ยนให้เด็กที่เคยร่าเริงสดใส กลายเป็นเด็กเงียบขรึม เก็บตัว อมทุกข์ แสนเศร้า และไม่ว่าจะพยายามทำให้ทุกอย่างดีขึ้นแค่ไหน มันก็ไม่มีทางที่อะไรๆ จะเหมือนเดิมอีกต่อไป

.
นี่คือผลงานที่ใครๆ ก็แปะป้ายว่าควรดูก่อนตาย มันคือผลงานของ “โหมวตุนเฟ่ย” ผู้กำกับที่โด่งดังในเวลาต่อมาจากหนังเฮี้ยนๆ ในยุค 90 อย่าง “จับคนมาทำเชื้อโรค”, เป็นหนังที่เคยถูกแบนห้ามฉายในไต้หวัน และเคยหายสาบสูญไปยาวนานกว่า 40 ปี ก่อนจะถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา แล้วถูกยกย่องว่ามันเป็นหนังที่มาก่อนกาล ทั้งในแง่ของเนื้อหาสาระ วิธีการเล่าเรื่อง มวลอารมณ์ของตัวละคร-เรื่องราว และศาสตร์ของภาพยนตร์ที่บริสุทธิ์จนน่าตื่นตะลึง

.
ทั้งๆ ที่เป็นหนังขาวดำที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบในงานด้านภาพหรือโปรดักชั่น แต่ The End of the Track เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่สะกดสายตาเราตั้งแต่เฟรมภาพแรกจนถึงเฟรมภาพสุดท้าย และทั้งๆ ที่การแสดงของนักแสดงทั้งหลายก็ไม่ได้เนี้ยบกริบไร้ที่ติ แต่หลายชั่วขณะ ทุกอย่างที่เห็นบนจอมันช่างดูสมจริง ทั้งในช่วงแรกที่โมงยามของการเล่นสนุกไร้สาระไปวันๆ ของสองเพื่อนซี้นั้นมีอารมณ์แสนพิเศษ และครึ่งหลังของเรื่องเมื่อเสี่ยวตังแสดงความบอบช้ำของจิตใจออกมาผ่านรายละเอียดต่างๆ ในการใช้กิจกรรมต่างๆ ของชีวิต

.
พอรู้มาก่อนว่าหนังเคยถูกแบนจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เราก็เลยมัวแต่นั่งจับสังเกตว่า อะไรกันนะที่ทำให้หนังมันถูกแบน เป็นเพราะบรรยากาศแบบโฮโมอีโรติกของเด็กหนุ่มสองคนในช่วงแรกเหรอ? เป็นเพราะตัวละครทั้งคู่ถูกเพื่อนล้อว่าเป็น Queer เหรอ? เป็นเพราะหนังซ่อนสัญลักษณ์ด่ารัฐบาลเหรอ? เป็นเพราะมันแสดงความแตกต่างระหว่างชนชั้นล่างของครอบครัวหยงเฉินและชนชั้นกลางค่อนสูงของเสี่ยงตังเหรอ? จนกระทั่งเสี่ยวตังตะโกนโต้ตอบกับพ่อด้วยบทบัญญัติศีลธรรมอันดีที่ดูเหมือนรัฐบาลจะจับยัดใส่ปากเยาวชนของชาตินั่นแหละ เราก็อ้าปากค้าง มันช่างเป็นการแสดงการต่อต้านที่ตรงไปตรงมาเสียจริงๆ แต่นั่นก็ไม่ชวนอึ้งเท่าบทสรุปสุดท้าย ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ตัวละครเสี่ยวตังเลือกทำหรอก แต่มันเป็นสิ่งที่เสี่ยวตังพรั่งพรูระบายความในใจออกมาต่างหาก ... มันช่างเป็นการเติบโตที่เต็มไปด้วยรอยแผลบาดลึก เป็นการมองโลกที่ทั้งร้ายแสนร้าย แต่เราก็อับจนหนทางจะโต้เถียง เพราะมันช่างจริงแสนจริงเหลือเกิน

.
เราได้ดู The End of the Track ในเทศกาลหนังสารคดีไต้หวัน 2019 ซึ่งจัดขึ้นโดยDocumentary Club เมื่อปลายปี 2019 และไม่รู้เหมือนกันว่า คนอื่นๆ จะได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้อีกหรือเปล่า ก็ต้องติดตามกันต่อไป

อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ เพจ ชีวิตผมก็เหมือนหนัง
ชื่อสินค้า:   The End of the Track
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่