ในตอนที่เรามาเที่ยวฝรั่งเศษช่วงต้นเดือนมกราคมก่อนโควิด เราเช่ารถและขับรถมา14ชม. จาก Reims ไปเพื่อนไปหาที่ทำงาน ที่เวียนนาตอนนั้น ดึกมากแล้วเรากลัวว่าจะไม่มีโรงแรมพักเพราะตอนนั้นอยากนอนมาก เหนื่อยจากการขับรถ เพื่อนเราแนะนำว่าถ้าไม่ไหวก็ให้นอนที่โรงแรม อย่าพักบนรถเพราะเสี่ยงต่อการถูกปล้น เราก็เลยตัดสินใจขับรถหาโรงเเรมที่เปิดละก็ห้องไม่เต็ม เกือบ จะตี1ล้ะ ก็ตาม google ไป ละก็เจอโรงแรมที่1ยังเปิดยู่ ใกล้แม่น้ำ Danube เราก็เข้าไปพัก เช็คอิน เสร็จก็กำลังจะขึ้นห้องไป เล่ากลับไปตรงเช็คอินเนี่ย คนที่เขาอยู่ที่เคาท์เตอร์มี2คน พอดีที่มันอยู่ช่วงที่นี้คนเข้ามาพักจนห้องเต็มเกือบหมดทุกโรงแรม และที่ก็เลยคิดค่าชาร์จ เพิ่ม ก็ไม่ได้มีอะไรมาก พอจังหวะที่เรากำลังเดินออกมาจากเคาท์เตอร์ก็มีพนักงานคนนึง เดินมาหาเราบอกว่าให้ผมช่วยยกกระเป๋าให้ไหม ไอ้เราก็รู้ทันเพราะส่วนใหญ่จะหวังได้ทิปกันทั้งนั้น ตอนนั้นเราเพลีย ก็เลยให้เขาช่วยยกกระเป๋า ห้องของเราที่อยู่ชั้น 4 bellboyขอใช้เรียกแบบนี้เลยแล้วกัน ก็หันมาบอกเราว่าเป็นคนประเทศอะไรหรอ เราก็บอกไปว่ามาจากไทย เขาก็พูด อ่อยินดีที่ได้รู้จักครับ เราก็ทักทายกันไปละพูดคุยกัน ก็เลยถามเรื่องงาน ช่วงนี้คนมาพักเยอะจังนี้มันมีช่วงงานเทศกาลอะไรรึเปล่า เขาก็บอกว่า ผมไม่ทราบเหมือนกันเพราะทำงานยู่ที่ตลอดเลย ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อย ลิฟต์ใช้งานไม่ได้เราก็เลยเซงๆ ก็เลยถาม bbไปว่าลิฟต์ เสียหรอ เขาก็บอกว่าใช่ ครับ เพราะตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจนตอนนี้ยังไม่ได้ซ่อมเลยเพราะโรงแรมของเรามีแค่4ชั้น แต่ไม่ปัญหาอะไรนะครับ สบายใจได้ เราก็เดินขึ้นบันไดไปคุยกับเขาไปก็ ดูเป็นมิตรกับเเขกที่เข้าพักดี พอถึงใกล้ถึงห้อง เขาก็พูดติดตลกว่า คงไม่ได้เข้าห้องผม หรอกนะ เราก็ขำว่า พักที่นี้หรอ เขาก็บอกไปว่าช่วงคนเยอะๆ ผมไม่มีที่นอนหรอกเขาก็พูดขำๆไป พอถึงหน้าที่พักห้องไป bellboyคนนั้นก็หันมายิ้มให้เราตอนถึงหน้าห้อง เราก็รู้เลยว่าต้องทิปไป ก็ดูเศษเงินในกระเป๋าไปล้ะให้ไป 5ฟรั่งก์ ก็ประมาณ 25฿ จากนั้นเราทั้งคู่ก็บอกราตรีสวัสกันก่อนที่เราจะปิดประตู ตอนนั้นรู้สึกเพลียเลยอยากจะนอนมากไม่อาบน้ำแล้ว แต่ก่อนที่จะนอนเราเป็นคนแบบไทยๆ ที่เวลาไปพักต่างที่ก็จะ ขอซื้อห้อง โดยการวางเหรียญไว้ที่ตรงประตูห้อง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า มีเหรียญทั้งตัวอยู่5ฟรั่ง และตัวเองก็ได้ให้ทิป กับ bellboy คนนั้นไปแล้ว ก็เลยคิดว่าพักแค่คืนเดียวเอง ต้องเช็คเอาท์ตอนเที่ยง ซ่ะด้วยเลยรีบนอนดีกว่า
ในขณะที่กำลังจะกึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นก็รู้สึกว่า มีเงาอะไรบางอย่าง อยู่ที่มุมของหน้าต่างที่ติดกับผนังห้อง จนทำให้เรารีบลืมตาขึ้นมามอง แต่กลับรู้สึกว่าแขนและขา ต้นคอหนักๆชาๆ ขยับแถบไม่ได้แม้กระทั่งปากก็พูดไม่ได้ เราจ้องมองเงาๆนั้น ทั้งคิดอยู่ในใจว่าคงจะเป็นมุมของแสงไฟจากถนนที่ส่องเข้ามาโดนกับม้านจึงทำให้เกิดเงา (พยายามคิดในแง่บวกเข้าไว้) แต่สิ่งที่ทำให้ความคิดของเราหายไปทั้งหมดคือคำพูดว่า “นี่ๆ”
นี่เป็นห้องของคุณ หรอ” เราก็ตกใจแต่พูดอะไรไม่ได้ ได้แค่จ้องมองละก็กวาดสายตาไปมาในห้อง แต่สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเงา ตกมุมห้อง เราได้เพ่งดูที่เงานั้นดีๆก็กลับเป็นร่างใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เราอยู่ “ห้องนี่เป็นห้องของผม” เราก็รู้สึกกลัวขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยหลับตา ไป แต่จากนั้น “รู้นะว่าได้ยิน” เรากลัวมากเพราะนี้ไม่ใช้เสียงที่ได้ยินมาจากทางของมุมห้องแต่เป็นเสียงที่ได้ยิน มาจาก ข้างหู ตอนนั้นกลัวมากในใจก็ท่องบทสวดเพื่อหวังให้เขาไป แต่ยิ่งท่องก็เหมือนเสียงค่อยใกล้เข้ามา เสียงหายใจฟึดฟัดๆ ทั้งได้ยินเสียงเท้า ตึบ ตึบ จากนั้นก็เสียงทั้งหมดก็หายไป เรารู้สึกค่อยโล่งใจ ละค่อยๆลืมตา ขึ้น จนได้เห็นใบหน้า ของผู้ชายที่ อาบไปด้วยเลือด หัวของเขายุบเละไปทั้งซีกเหมือนตกจากที่สูง “นี่เป็นห้องของฉัน” “นี่เป็นห้องของฉัน” “นี่เป็นห้องของฉัน” เสียงทำให้เรากลัวมาก มากจนทำให้เราหายใจของเราติดๆคัดๆ ตาของเราก็เริ่มมัว รู้สึกได้เลยว่าเราเหมือนกำลังจะหยุดหายใจไป ตอนนั้นคิดในใจว่าเราจะมาตายในที่แบบนี้หรอเนี้ย จากนั้นเราก็ไม่รู้สึกตัวอะไรเลย
พอเวลาผ่านไปก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ตอนนั้นเริ่มรู้สึกตัวละมองไปที่หน้าตาก็เห็นแดด เลยรู้ว่าตอนนี้หน้าจะเลยเวลาเช็คเอาท์แล้วเราก็จำได้ว่าเห็นอะไรมาเมื่อคืนจึงรีบใส่เสื้อผ้าไม่ได้อาบน้ำอะไรอีกแล้ววว ตอนนั้นรู้สึกขนลุกมากและก็กลัวอะไรที่อยู่ในห้องนี้มาก วิ่งลงมาแถบจะกระโดด คนที่อยู่ล็อปบี้ก็ตกใจกันหมด หลังจากออกจากโรงแรมสักพัก เราก็ขับรถไปหาเพื่อนที่ยู่wolfsbergทางใต้ของเวียนนา ละก็เล่าเรื่องนี้ใหเพื่อนฟัง จากนั้นวันต่อมา ทางโรงเเรมก็ติดต่อมา ว่าเราลืมของไว้ที่โรงเเรม เราเลยขอให้เพื่อนไปด้วย พอไปถึงที่โรงเเรมพนักงานก็พาเราไป เช็คของว่ามีอะไรบางเขาได้เก็บของออกจากห้องมาเรียบร้อย แต่สิ่งที่ทำให้เรางงมากคือ มีเหรียญ 5 ฟรั่งก์นั้นรวมอยู่ด้วยถ้าจำไม่ผิดเราให้5ฟรั่งก์กับเด็กยกของคนนั้นนิ เราเลยตั้งใจถามพนักงานไปว่า นี้จริงๆนะ ห้องที่เราพักอ้ะมีผีใช่ไหม เขาก็อำอึ้งไปสักพัก เราก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ให้เขาฟัง หลังจากที่ฟังเสร็จ เขาก็เดินออกไปบอกผู้จัดการ ก็ได้ความว่าเขาขอโทษและเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เลยจะขอคืนค่าที่พักให้เราครึ่งนึง และขอร้องให้เราช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้ไหม เราก็หงุดหงิดว่าทำไม วันที่เข้าพักถึงไม่ให้ไปอยู่ห้องอื่นแทน เขาก็ถามว่าคุณเข้าไปพักผิดห้องนะจริงๆแล้ว ห้องของเราให้พักคือห้อง 405 แต่ห้องที่คุณเข้าไปพักคือ ห้อง406 เราตกใจว่าผิดห้องได้ไงและกุญแจก็เป็นห้อง 406 มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในตอนก่อนที่จะขึ้นไปยังมีพนักงานที่ยกของก็พาเราไปถึงหน้าห้องเลย เขาก็บอกว่าใช่คนที่ ผมมีสีบรอนซ์ๆตัวเล็กๆไม่สูง ใช่รึเปล่า เราก็ตอบว่าใช้ เขาเลยอธิบายว่า คนๆนั้นเป็นเจ้าของห้อง 406 เขาทำงานเป็นพนักงานยกสัมภาระและของเช่าห้องเป็นที่พักอาศัย แต่ในวันนึงที่เขากำลังทำงานกะดึก ก็เกิดประสบอุบัติเหตุ ตกจากลิฟต์ จนเขาเสียชีวิต เรารู้สึกขนลุกเเละก็อยากออกมาจากโรงแรมแห่งนั้นทันที เราคิดในใจไปว่าเฮี้ยนมากเลยนะเนี้ย ดวงไม่ดีจริงๆ ถ้าคนอื่นที่มีโรคประจำตัวมาเจอเรื่องแบบนี้ละก็ คงเกิดเรื่องที่แย่กว่าเราแน่
เราเดินออกมาจากโรงแรมและพูดคุยกับเพื่อนว่า
วันหลังจะพกเหรียญให้เยอะกว่านี้แล้วว
bellboy กลางดึก
ในขณะที่กำลังจะกึ่งหลับกึ่งตื่นนั้นก็รู้สึกว่า มีเงาอะไรบางอย่าง อยู่ที่มุมของหน้าต่างที่ติดกับผนังห้อง จนทำให้เรารีบลืมตาขึ้นมามอง แต่กลับรู้สึกว่าแขนและขา ต้นคอหนักๆชาๆ ขยับแถบไม่ได้แม้กระทั่งปากก็พูดไม่ได้ เราจ้องมองเงาๆนั้น ทั้งคิดอยู่ในใจว่าคงจะเป็นมุมของแสงไฟจากถนนที่ส่องเข้ามาโดนกับม้านจึงทำให้เกิดเงา (พยายามคิดในแง่บวกเข้าไว้) แต่สิ่งที่ทำให้ความคิดของเราหายไปทั้งหมดคือคำพูดว่า “นี่ๆ”
นี่เป็นห้องของคุณ หรอ” เราก็ตกใจแต่พูดอะไรไม่ได้ ได้แค่จ้องมองละก็กวาดสายตาไปมาในห้อง แต่สิ่งที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเงา ตกมุมห้อง เราได้เพ่งดูที่เงานั้นดีๆก็กลับเป็นร่างใครบางคนที่กำลังจ้องมองมาที่เราอยู่ “ห้องนี่เป็นห้องของผม” เราก็รู้สึกกลัวขึ้นเรื่อยๆ เราก็เลยหลับตา ไป แต่จากนั้น “รู้นะว่าได้ยิน” เรากลัวมากเพราะนี้ไม่ใช้เสียงที่ได้ยินมาจากทางของมุมห้องแต่เป็นเสียงที่ได้ยิน มาจาก ข้างหู ตอนนั้นกลัวมากในใจก็ท่องบทสวดเพื่อหวังให้เขาไป แต่ยิ่งท่องก็เหมือนเสียงค่อยใกล้เข้ามา เสียงหายใจฟึดฟัดๆ ทั้งได้ยินเสียงเท้า ตึบ ตึบ จากนั้นก็เสียงทั้งหมดก็หายไป เรารู้สึกค่อยโล่งใจ ละค่อยๆลืมตา ขึ้น จนได้เห็นใบหน้า ของผู้ชายที่ อาบไปด้วยเลือด หัวของเขายุบเละไปทั้งซีกเหมือนตกจากที่สูง “นี่เป็นห้องของฉัน” “นี่เป็นห้องของฉัน” “นี่เป็นห้องของฉัน” เสียงทำให้เรากลัวมาก มากจนทำให้เราหายใจของเราติดๆคัดๆ ตาของเราก็เริ่มมัว รู้สึกได้เลยว่าเราเหมือนกำลังจะหยุดหายใจไป ตอนนั้นคิดในใจว่าเราจะมาตายในที่แบบนี้หรอเนี้ย จากนั้นเราก็ไม่รู้สึกตัวอะไรเลย
พอเวลาผ่านไปก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ตอนนั้นเริ่มรู้สึกตัวละมองไปที่หน้าตาก็เห็นแดด เลยรู้ว่าตอนนี้หน้าจะเลยเวลาเช็คเอาท์แล้วเราก็จำได้ว่าเห็นอะไรมาเมื่อคืนจึงรีบใส่เสื้อผ้าไม่ได้อาบน้ำอะไรอีกแล้ววว ตอนนั้นรู้สึกขนลุกมากและก็กลัวอะไรที่อยู่ในห้องนี้มาก วิ่งลงมาแถบจะกระโดด คนที่อยู่ล็อปบี้ก็ตกใจกันหมด หลังจากออกจากโรงแรมสักพัก เราก็ขับรถไปหาเพื่อนที่ยู่wolfsbergทางใต้ของเวียนนา ละก็เล่าเรื่องนี้ใหเพื่อนฟัง จากนั้นวันต่อมา ทางโรงเเรมก็ติดต่อมา ว่าเราลืมของไว้ที่โรงเเรม เราเลยขอให้เพื่อนไปด้วย พอไปถึงที่โรงเเรมพนักงานก็พาเราไป เช็คของว่ามีอะไรบางเขาได้เก็บของออกจากห้องมาเรียบร้อย แต่สิ่งที่ทำให้เรางงมากคือ มีเหรียญ 5 ฟรั่งก์นั้นรวมอยู่ด้วยถ้าจำไม่ผิดเราให้5ฟรั่งก์กับเด็กยกของคนนั้นนิ เราเลยตั้งใจถามพนักงานไปว่า นี้จริงๆนะ ห้องที่เราพักอ้ะมีผีใช่ไหม เขาก็อำอึ้งไปสักพัก เราก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนั้น ให้เขาฟัง หลังจากที่ฟังเสร็จ เขาก็เดินออกไปบอกผู้จัดการ ก็ได้ความว่าเขาขอโทษและเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เลยจะขอคืนค่าที่พักให้เราครึ่งนึง และขอร้องให้เราช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้ไหม เราก็หงุดหงิดว่าทำไม วันที่เข้าพักถึงไม่ให้ไปอยู่ห้องอื่นแทน เขาก็ถามว่าคุณเข้าไปพักผิดห้องนะจริงๆแล้ว ห้องของเราให้พักคือห้อง 405 แต่ห้องที่คุณเข้าไปพักคือ ห้อง406 เราตกใจว่าผิดห้องได้ไงและกุญแจก็เป็นห้อง 406 มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในตอนก่อนที่จะขึ้นไปยังมีพนักงานที่ยกของก็พาเราไปถึงหน้าห้องเลย เขาก็บอกว่าใช่คนที่ ผมมีสีบรอนซ์ๆตัวเล็กๆไม่สูง ใช่รึเปล่า เราก็ตอบว่าใช้ เขาเลยอธิบายว่า คนๆนั้นเป็นเจ้าของห้อง 406 เขาทำงานเป็นพนักงานยกสัมภาระและของเช่าห้องเป็นที่พักอาศัย แต่ในวันนึงที่เขากำลังทำงานกะดึก ก็เกิดประสบอุบัติเหตุ ตกจากลิฟต์ จนเขาเสียชีวิต เรารู้สึกขนลุกเเละก็อยากออกมาจากโรงแรมแห่งนั้นทันที เราคิดในใจไปว่าเฮี้ยนมากเลยนะเนี้ย ดวงไม่ดีจริงๆ ถ้าคนอื่นที่มีโรคประจำตัวมาเจอเรื่องแบบนี้ละก็ คงเกิดเรื่องที่แย่กว่าเราแน่
เราเดินออกมาจากโรงแรมและพูดคุยกับเพื่อนว่า
วันหลังจะพกเหรียญให้เยอะกว่านี้แล้วว