ถ้าหากว่าเราเดือดร้อนจากกติกาทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมหรือค่านิยมที่ทำให้เราเดือดร้อน เราย่อมมีทางเลือกอยู่สองทาง นั่นคือ หนึ่ง เปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา เช่นการย้ายสังคม หรือการปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาหรือค่านิยมเหล่านั้น หรือสอง เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เช่นการพยายามเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนในสังคม แน่นอนว่าการเปลี่ยนตัวเองนั้นง่ายและมีโอกาสสำเร็จมากกว่ามาก ทว่าผู้เขียนก็คิดว่าในหลายกรณี การเปลี่ยนที่สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
สาเหตุที่การเปลี่ยนที่สิ่งแวดล้อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่านั้นคือขอบเขตและความยั่งยืนที่มากกว่า เนื่องจากสิ่งแวดล้อมหรือค่านิยมที่ทำให้เราทุกข์ทนย่อมมีโอกาสสูงที่จะทำให้ลูกหลานของเรา คนประเภทเดียวกับเรา หรือคนอื่นๆในสังคมต้องเดือดร้อนเหมือนกับตัวเรา หากเราเลือกเปลี่ยนเพียงตัวเอง คนอีกจำนวนมากทั้งในปัจจุบันและอนาคตย่อมเสียโอกาสที่จะอยู่ในสังคมที่ดีกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น หากไม่มีการเลิกทาส คนจำนวนมากก็คงยังไม่มีสิทธิมีเสียง และต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือหากไม่มีการเรียกร้องสิทธิสตรี ผู้หญิงก็คงยังไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเอง หากผู้คนในอดีตเลือกที่จะทำใจยอมรับชะตากรรมหรือเอาแค่ตัวเองให้รอด พวกเราก็คงมีคุณภาพชีวิตไม่ดีอย่างที่เป็นอยู่นี้ อีกสาเหตุหนึ่งคือการพยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดพัฒนาการ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและการอำนวยความสะดวก ซึ่งการมองสิ่งแวดล้อมว่าเป็นปัญหาแทนที่จะคิดว่าทนๆไปเถอะนั้น เป็นต้นกำเนิดของหลายๆสิ่งอย่างเช่นระบบสุขอนามัยที่ดีขึ้น ยารักษาโรคหลายๆอย่าง ซึ่งเกิดจากกรอบความคิดที่ให้แก้ที่สิ่งภายนอกแทนที่จะหลีกหนีหรือยอมรับชะตากรรม
ผู้คนจำนวนมากพูดกันว่าหากมีปัญหาก็ให้แก้ที่ตัวเอง อย่าไปโทษคนหรือสิ่งอื่น หรือไม่ก็เราก็ต้องทำตามระบบ แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นจะช่วยตัดปัญหาให้ผู้คนรุ่นต่อๆไปอีกจำนวนมหาศาล ในเมื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและเท่าเทียมกันหลายๆอย่างในวันนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆหลายๆคนเรียกร้องหรือพัฒนาให้ ดังนั้นเราจึงควรแก้ปัญหาในสังคมปัจจุบันเพื่อให้คนรุ่นหลังๆได้อาศัยอยู่ในสังคมที่ดีขึ้น แม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่หากผู้คนทั้งหลายมองว่ามันเป็นปัญหาและร่วมกันแก้ไข ปัญหานั้นอาจจะหมดไปหรือเบาบางลงก็ได้
ถ้าผู้อ่านพบเห็นปัญหาใด ผู้เขียนอยากให้ลองพิจารณาว่า "ถ้าแก้ปัญหานี้ในระดับสังคมแทน คนอื่นจะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า" ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดูเล็กน้อยมากแค่ไหนก็ตาม
ถ้าแก้ปัญหานี้ในระดับสังคมแทน คนอื่นจะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า
สาเหตุที่การเปลี่ยนที่สิ่งแวดล้อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่านั้นคือขอบเขตและความยั่งยืนที่มากกว่า เนื่องจากสิ่งแวดล้อมหรือค่านิยมที่ทำให้เราทุกข์ทนย่อมมีโอกาสสูงที่จะทำให้ลูกหลานของเรา คนประเภทเดียวกับเรา หรือคนอื่นๆในสังคมต้องเดือดร้อนเหมือนกับตัวเรา หากเราเลือกเปลี่ยนเพียงตัวเอง คนอีกจำนวนมากทั้งในปัจจุบันและอนาคตย่อมเสียโอกาสที่จะอยู่ในสังคมที่ดีกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น หากไม่มีการเลิกทาส คนจำนวนมากก็คงยังไม่มีสิทธิมีเสียง และต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือหากไม่มีการเรียกร้องสิทธิสตรี ผู้หญิงก็คงยังไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตัวเอง หากผู้คนในอดีตเลือกที่จะทำใจยอมรับชะตากรรมหรือเอาแค่ตัวเองให้รอด พวกเราก็คงมีคุณภาพชีวิตไม่ดีอย่างที่เป็นอยู่นี้ อีกสาเหตุหนึ่งคือการพยายามเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมจะทำให้เกิดพัฒนาการ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและการอำนวยความสะดวก ซึ่งการมองสิ่งแวดล้อมว่าเป็นปัญหาแทนที่จะคิดว่าทนๆไปเถอะนั้น เป็นต้นกำเนิดของหลายๆสิ่งอย่างเช่นระบบสุขอนามัยที่ดีขึ้น ยารักษาโรคหลายๆอย่าง ซึ่งเกิดจากกรอบความคิดที่ให้แก้ที่สิ่งภายนอกแทนที่จะหลีกหนีหรือยอมรับชะตากรรม
ผู้คนจำนวนมากพูดกันว่าหากมีปัญหาก็ให้แก้ที่ตัวเอง อย่าไปโทษคนหรือสิ่งอื่น หรือไม่ก็เราก็ต้องทำตามระบบ แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นจะช่วยตัดปัญหาให้ผู้คนรุ่นต่อๆไปอีกจำนวนมหาศาล ในเมื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและเท่าเทียมกันหลายๆอย่างในวันนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆหลายๆคนเรียกร้องหรือพัฒนาให้ ดังนั้นเราจึงควรแก้ปัญหาในสังคมปัจจุบันเพื่อให้คนรุ่นหลังๆได้อาศัยอยู่ในสังคมที่ดีขึ้น แม้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่หากผู้คนทั้งหลายมองว่ามันเป็นปัญหาและร่วมกันแก้ไข ปัญหานั้นอาจจะหมดไปหรือเบาบางลงก็ได้
ถ้าผู้อ่านพบเห็นปัญหาใด ผู้เขียนอยากให้ลองพิจารณาว่า "ถ้าแก้ปัญหานี้ในระดับสังคมแทน คนอื่นจะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า" ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ดูเล็กน้อยมากแค่ไหนก็ตาม