ซิ่วไม่ใช่การหนีปัญหา? แต่คือการเริ่มต้นใหม่

สวัสดีทุกคน  เราแค่อยากเสนอมุมมองคำว่า "จะซิ่ว" ให้เด็กๆหรือคนทั่วๆไปเข้าใจมัน(ในมุมมองของเรานะ)  ตอนนี้เราเพิ่งเรียนจบตอนปี1 กำลังจะขึ้นปี2แล้ว  แต่ที่สำคัญอยากซิ่วมากไปเลย555  
👉มาเข้าความรู้สึกของเราตอนเรียนดีกว่าว่าทำไมถึงอยากซิ่วแล้วทนเรียนทำไมจนจบปี1
#เริ่มต้นตั้งแต่ชีวิตมี.6 
   เราเรียนโรงเรียนที่เป็นที่ยอมรับในจังหวัดหนึ่ง ทางภาคเหนือตอนล่างกลางตอนบน  สิ่งที่หวังไว้ตอนนั้นคือการเข้าแพทย์ พยายามอ่านหนังสือถึงแม้ว่าจะต้องเดินทางไปกลับจากรร.ถึงบ้านประมาณ 38 กิโลทุกวัน เช้าเย็น  ขึ้นรถไปเรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์อีก  เรียกได้ว่ากลับมาบ้านนี่นอนเป็นศพเลย555 แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า บ้านเรามีน้องแล้วคนที่บ้านเราก็ไม่ค่อยมีคนว่างดูแลน้องมากนัก เพราะแม่เราก็ต้องทำงาน  ทำให้ต้องกลับมาช่วยที่บ้านดูแลน้องทุกวัน  จำได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะสอบonet อยู่แล้ว แต่เรายังต้องมาดูน้องอยู่เลย เราเลยส่งรูปถ่ายเรากับน้องเข้ากลุ่มไลน์familyไปเลย สรุปไม่มีใครสนใจ555 นั่งขำทั้งน้ำตา เรายอมรับนะว่าเราไม่ได้อ่านหนังสือเพราะต้องเลี้ยงน้อง แล้วบวกกับที่เราเครียดด้วยทำให้เราเตรียมตัวได้ไม่ดี  แต่เราก็ไม่อยากโทษความผิดไปให้น้องเพราะน้องมันก็ไม่รู้เรื่องอะไร  คนโตต่างหากที่รู้ทุกอย่างแต่ทำเป็นไม่เข้าใจเรา  พูดง่ายๆเลย เราต้องทำใจเอา  บ้านเราไม่ได้มีเงินขนาดนั้นแต่ก็ไม่ได้ขัดสนอะไร  แต่มันผ่านไปแล้วก็ถือว่าเล่าเป็นบทเรียนให้หลายๆคนฟัง โดยเฉพาะเด็กที่อยากเข้าคณะสูงๆ อะไรละได้ก็ละพูดกับที่บ้านตรงๆ เพื่ออนาคตตัวเอง อ่านหนังสือแค่ไม่กี่เดือนทนหน่อยเถอะ เห็นแก่ตัวเรื่องเวลาตัวเองบ้างอย่าทำเหมือนเราเค้าให้ช่วยอะไรก็ช่วยหมดทุกอย่างจนตัวเองเดือดร้อน    ก็นี่หละเป็นสาเหตุว่าคะแนนที่เราทำมามันไม่ดีเลย  จนต้องมาเรียนคณะที่เราไม่ชอบแต่เพราะแค่คำว่าจบมามีงานทำ  
#ปี1 เริ่มเป็นเรื่องละ
ด้ายคณะที่เราเข้านั้นช่างระเบียบเหลือเกิน ระเบียบเเบว่ามันเกินไปมั้ยอ่ะ  เรากลายเป็นเด็กเครียดจนกลายเป็นภาวะซึมเศร้าโดยที่เรียนไปแค่เดือนเดียวเอง หลายคนคงบอกว่าทำไมไม่โทรหาที่บ้าน เราจะบอกว่าเพียงได้ยินคำว่า "อดทน"  "ทนหน่อย"  "อีกนิดเดียว"  มันกลับกลายเป็นว่าเหมือนมีดมากรีดแผลเราซ้ำอีก  พูดง่ายๆเลยไม่อยากได้ยินคำนี้โว้ยยย เราขอบอกเลยว่าเราไม่ใช่คนเรียบร้อย แต่เราเป็นคนไม่ค่อยพูดกับคนแปลกหน้าเฉยๆ โอเคนะพูดน้อยไม่ใช่เรียบร้อยนะครับ  การอยู่ในกฏระเบียบที่มันเกินไปเรายอมรับเลยเราอยู่ไม่ได้  เราตั้งคำถามในหัวเราทุกวัน  ว่าตื่นมาเราต้องมาเจออะไร  เจอใคร  แล้วเราควรทำตัวยังไง  เพราะเพื่อนก็ไม่มี ใช้ชีวิตไปวันๆแบบไร้จุดหมายปลายทาง  คำที่มันก้องดังในหัวมีแต่คำว่า "กูมาที่นี่ทำไมวะ" "กูไม่น่าเลือกมาเลย"   "กูไม่น่ามาเรียนเพียงแค่คำว่าจบมามีงานทำ"
ช่วงชีวิตปี1เลยทั้งเรียน  ทั้งอ่านซิ่ว  ทั้งเครียด ใช้เวลาว่างก็นั่งนินทาคณะกับเพื่อนอันน้อยนิด 
แต่ทุกคนคงรู้ว่า  เอ๊ะทั้งเรียนปี1  ทั้งอ่านซิ่วไปด้วย  มันจะรอดหรอวะ  ขอตอบเลยว่า  เออไม่รอดจริงๆ555  (ชีวิตมันต้องลองเรียนรู้  เราพลาดแล้วก็อย่าพลาดตามเรานะ)  เมื่อมันไม่รอดก็ต้องลองเสี่ยงยื่น  ติดไม่ติดไม่รู้แต่ที่รู้ๆ เราคงต้องเตรียมทำใจกลับไปเรียนต่อที่เดิมอีก  ถามว่าอยากซิ่วมั้ยเราอยากมาก  เพราะเราไม่เคยมีโอกาสได้อ่านหนังนืออย่างเต็มที่เหมือนคนอื่นๆเค้าเลยเมื่อเทียบกับคณะที่จะอยากเข้า แต่ที่บ้านเราก็คงยาก (ตอนนี้ก็พยายามที่จะอยากคุยเรื่องนี้อยู่นะทุกคน  ใครที่พอแนะนำเรื่องที่จะบอกที่บ้านขอซิ่งอ่านหนังสืออยู่บ้านก็ช่วยบอกเราหน่อยนะ เรายังทำใจจะคุยเรื่องนี้กับที่บ้านไม่ได้เลยแงง)  เอาหละต่อเลย ขอสรุปง่ายไปนะ ชีวิตปี1 คือการหมด Passionในชีวิต   ถามว่าอะไรทำให้เราอยากซิ่วหนะหรอ ขอตอบเป็นข้อๆไว้ให้คิดกันนะ

 1) เรามีคณะที่อยากจะเข้ามากอยู่แล้ว
 2) ยิ้มคณะนี้มันไม่ใช่เราเลยหวะ ยิ่งเรียนยิ่งมองไม่เห็นอนาคตตัวเราใรอาขีพนั้นเลย
 3) มันเกิดคำถามในหัว "ทำไมต้องทำอย่างงี้"  "มันเกินไปมั้ย" "ห่างกันไม่ถึงปีพูดอย่างงี้กับเราหรอวะ" (ขอนอกเรื่องกลุ่มเราจะโดนรุ่นพี่มองแรงทุกครั้ง และทุกครั้งจะโดนแซะทุกครั้ง แต่ทำไรเราไม่ได้เพราะเราก็ทำงานให้คณะอยู่  ขอบอกทุกคนว่าคณะที่เราอยู่ป่วยมากๆ  เห็นต่างเป็นไม่ได้ มันอึดอัดสำหรับเรามาก แค่เห็นต่างนิดเดียว รุ่นพี่นี่มองรุมกันเป็นตาเดียว โห่สังคมเผด็จการชัดๆ  เห้อ) รับน้องไม่สร้างสรรค์ มันก็เจ็บปวดใจ555 
4) ใจเรามันบอกเราเองเลยว่าฉันสามารถไปได้ไกลกว่านี้  ฉันไปได้แน่นอนแค่ขอเวลาให้ฉัน
 5) ไปเรียนโดยไม่มีแพสชั่นอะไรเลย  
 6) มีแต่คำว่าเมื่อไหร่จะหมดวันไปซักที
 7) อยู่คนเดียวมีความสุขกว่าไปเจอหน้าคนในคณะ
 8) ใครมาเรียกชื่อเราเป็นอาชีพนั้น ยิ้มโครตหงุดหงิด  ในใจนี่อยากตะโกนใส่หน้า กูไม่อยากเป็นอาชีพนี้โว้ยยยย มันร้อนๆ555

*บางคนอาจมองว่า ก็เราเลือกเองนี่นา เเล้วจะบอกว่าทนไม่ได้ได้ยังไง
  -เราขอตอบว่า  ก็ไม่รู้นี่น่าว่ามันมีหลักการทำงานแบบนี้ ไลฟ์สไตล์งานกับเรามันเข้ากันไม่ได้  เค้าถึงบอกไงว่าชีวิตมันต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงจะรู้  การเลือกผิดมันทำให้เราระวังตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้นนะ มันจะทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น เราว่าสร้างเกราะจากความผิดพลาดของตนเองมันดีกว่าเกราะที่คนอื่นมาสร้างให้เรา

แค่นี้ก่อนเนอะทุกคน ชีวิตเรามันยาว555

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่