นางสาวอายุ 23 กับปัญหาที่ต้องการทางออก

สวัสดีค่ะทุกคน
เรามีปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา ซึ่งเรายังมองไม่เห็นทางแก้ปัญหาเลย ต้องการคำแนะนำจากเพื่อนๆ ค่ะ

เกริ่นก่อนนะคะ ครอบครัวเรามีกันอยู่ 4 คนค่ะ พ่อแม่ เราและน้องชาย 
เริ่มตั้งแต่จำความได้ ครอบครัวเราทำนา ทำไร่ ทำสวน ค่ะ ผลผลิตตอนนั้นก็ค่อยข้างดี จัดว่าที่บ้านมีเงินเลยก็ว่าได้
แต่พอเราเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่บ้านเรามีก็ค่อยๆ หายไปทีละอย่างๆ อย่างที่นา รถยนต์ เงินทอง 
น่าจะเริ่มตั้งแต่ที่เราอยู่ ม. ต้น ที่เราสามารถเรียกสถานะบ้านตัวเองได้ว่า 'จน' 
ต้นเหตุ : เราไม่รู้หรอกค่ะ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่เพราะความสามารถในการทำนาทำไรของพ่อเรา เพราะพ่อเราเก่ง และขยันมากค่ะ

เรื่องของเรื่องที่เราไม่สามารถเอาออกจากหัว และคิดวิตกไม่หยุด คือ แม่เราไม่ได้ทำงานเราติดการพนันค่ะ เล่นไพ่มาตั้งแต่เราจำความได้ เอะอะๆ ก็ไปวงไพ่ จนตอนเราอยูาประมาณ ป.2 ป.3 แม่เราก็เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ค่ะ ท่านก็รักษาโดยการผ่าตัดและทำคีโม จนหายดี แต่หลังจากที่ท่านป่วย ท่านก็ไม่ได้หยุดที่จะไปเล่นการพนันค่ะ มันเกิดขึ้นเรื่อยมา จนพอเราอยู่ปี 1 ท่านก็เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอีกครั้งค่ะ โชคยังดีที่ตรวจพบไว และรักษาทันด้วยวิธีเดิม
ตอนปี 1 นั้น พอเราไปทำงานป็นกรรมกรที่ประเทศคูเวต เพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวค่ะ พ่อไปทำงาน 3 ปี และกลับมาอยู่ที่บ้านเพราะว่างานที่คูเวตนั้นเสร็จแล้วจึงต้องถูกส่งตัวกลับมา ซึ่งตอนนั้นเรากำลังจะเรียนจบพอดี

แต่พ่อก็กลับมาแบบไม่มีแผนสำรองอะไร จึงทำให้ที่บ้านไม่มีรายได้ ทั้งพ่อและแม่ 

ส่วนในระหว่างเรียนมหาลัย เราไปเรียนมหาลัยที่ต่างจังหวัด จึงทำให้เราไม่รู้ว่าแม่เราที่อยู่ที่บ้าน ยังไปเล่นการพนันอยู่ไหม มากน้อยขนาดไหน แต่จะมีบ้างตอนที่เรากลับบ้าน แล้วแม่ขอไปเจอเพื่อนตอนดึกๆ ประมาณ 4 5 ทุ่ม แล้วกลับมาอีกทีตี 3 เราจำได้แม่นเพราะเรานอนไม่หลับ เราเป็นห่วงเค้า ซึ่งเราก็คิดไปต่างๆนาๆ ท่านอายุอานามก็ปาไป 50 กว่าแล้ว รุ่นนี้ยังต้องไปเจอเพื่อนตอนเึกๆ อีกเหรอ

หลังจากเราเรียนจบ และพ่อเรากลับมาอยู่ที่บ้าน เราก็พยายามหางานทำทันที เราเคยทะเลาะกับพ่อแม่ เพราะว่าเราขอไป กทม เพื่อสัมภาษณ์งานคนเดียว 
ท่านไม่ให้เราไปคนเดียว เพราะว่าเป็นห่วงเราค่ะ ตอนนั้นก็ทะเลาะกันใหญ่โต แต่สุดท้ายเราก็ได้ไปค่ะ เพราะเรามั่นใจนะคะ ว่าเราเอาตัวรอดได้ สมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ใช้งานเช่น BTS หรือ GPS หรือ internet หาข้อมูล และเราก็เคยไปเที่ยว กทม กับเพื่อนค่ะ เลยพอรู้ว่าควรไปที่ไหนอย่างไร 

และพอสัมภาษณ์งานนั้นเสร็จ เราจึงตัดสินใจไปอยู่กับป้าที่สิงห์บุรี เพราะว่าค่อนข้างใกล้ กทม เดินทางสะดวกกว่า
ตอนนั้นเราหว่านแหสมัครงาน เข้า กทม สัมภาษณ์ไม่รู้กี่ 10 ที่ ป้าเราก็ช่วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดค่ะ 

หลังจากเราได้งานทำ เราก็ยืมเงินน้า 20,000 เพื่อเป็นค่าแรกเข้าหอ และค่าอยู่ค่ากินในเดือนแรกที่เรานังไม่มีเงินเดือนค่ะ เงินเดือนช่วงโปรค่อนข้างน้อย และไม่พอใช้ แม่เราก็ส่งให้เราใช้บ้าง
แต่พอผ่านโปร เค้าไม่ยอมปรับเงินให้ตามค่ะ เราจึงลาออก และหางานใหม่ทันที ประกอบกับตอนนั้นเราติดสอบข้อเขียนของกรมสรรพากรด้วย และต้องไปสัมภาษณ์ แต่เราก็สมัครของเอกชนไว้ด้วย ตอนนั้นเราไปสัมภาษณ์กรมสรรพากร และก็บริษัทเอกชนพร้อมๆกัน แต่บริษัทเอกชนดันรับเราและให้เราเข้าทำงานเลย เราก็ไม่รีรอดั้นด้นหอบข้าวของไปหาหอคนเดียวและเข้าอยู่เลย
อัพเดทสถานะทางบ้าน : พ่อเราก็ไปต่างจังหวัด ไปทำงานเป็นกรรมกรเป็นจ๊อบๆ ไปค่ะ เงินก็พอจุนเจือทางบ้านได้บ้าง

ตอนนี้ : เราทำงานที่ใหม่นี้ได้ประมาณ 4 เดือนกว่าแล้วค่ะ 
ปัญหาที่เราหนักใจก็คือ ก่อนหน้านี้ทางบ้านตอนนี้ไม่มีรายได้ พ่อไม่ได้ทำงาน แม่ไม่ได้ทำงาน น้องยังเรียนอยู่ เราก็ส่งให้เค้าบ้างโดยการจ่ายค่าสาธารณูปโภคให้ บวกกับเงินสดอีกนิดหน่อยค่ะ เท่าที่เราไหว ส่วนแม่เราเค้าก็ทำเรื่องกู้เงินอะไรของเค้าไป โดยจะใช้ชื่อเราบ้าง พ่อบ้าง ซึ่งเราคัดค้านที่จะใช้ชื่อเราค่ะ แม่ก็โกรธเราบ้าง ท่านคงจะน้อยใจที่เราไม่ช่วย แต่ท่านก็ไปใช้ชื่อพ่อแทนค่ะ

เรามีเหตุผลของเรานะคะ : เราเกลียดการเป็นหนี้เป็นสิน แค่ยืมเพื่อน 5 บาท 10 บาท ยังต้องรีบใช้ เราเกลียดการมีภาระผูกพัน เราไม่ชอบการเอาตัวเองสบายตอนนี้แต่ลำบากตอนหน้า อีกอย่าง เราเพิ่งเรียนจบ อายุ 23 ทำไมเราถึงต้องมีชื่อเป็นหนี้ตั้งแต่อายุเท่านี้ด้วย แค่เงิน 20,000 ที่ยืมน้ามาเรายังไม่อยากยืมเลย แต่นั่นก็ด้วยความจำเป็น และเราก็ตั้งใจจะใช้ให้หมดเร็วๆ ด้วย เราผิดตรงไหน

วันนี้พ่อเราเข้ามาทำงาน กทม ซึ่งพ่อต้องมาอาศัยอยู่กับเราในห้อง 20 ตร.ม เตียง 5 ฟุต (นอนข้างล่างไม่ได้เพราะแค่ทางเดินก็จะไม่มีแล้ว) 
ส่วนตัวแล้ว เราอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ปี 2 ค่ะ ทำอะไรคนเดียว โลกส่วนตัวเราค่อนข้างเยอะมาก โดยนิสัยพวกนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็น แต่เพราะความจำเป็นที่ต้องอยู่หอและทำอะไรคนเดียวจนเคยชินเพราะเราไม่มีแฟน และเพื่อนก็มีแฟนกันหมด 
และที่สำคัญ เราไม่สนิทกับพ่อเลย จนบางครั้ง เดินผ่านกันในบ้านก็แทบไม่คุยกัน
อีกทั้ง พ่อเราจำเป็นที่จะต้องออกรถมือสองเพื่อใช้ทำงาน ซึ่งท่านไม่สามารถใช้ชื่อตัวเองออกได้เพราะไม่มีเงินเดือนและ Statement จึงต้องการใช้ชื่อเราค่ะ

ความรู้สึกเราตอนนี้ : การโตมาของเรา ยิ่งโตเรายิ่งรู้สึกว่าเราถูกลุกล้ำความเป็นตัวเองและความเป็นส่วนตัวขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ได้รังเกียจพ่อเรานะคะ เราก็รักเค้าอย่างที่ลูกคนนึงจะรักได้ แต่การที่เราเป็นผู้หญิง จะทำอเไรมันก็ลำบาก ผู้หญิงด้วยกันอาจจะเข้าใจ ในห้องแคบๆ อยู่คนเดียวยังอึดอัด ตอนนี้อยู่ 2 คนเราหายใจแทบไม่ออก และเราก็คิดวนไปวนมาว่า ทำไมบ้านเรามาถึงจุดที่ แม้แต่เงินจะเช่าห้องอยู่ถูกๆ ก็ยังไม่มี ไล่เรียงมาตั้งแต่ยังเด็ก ภาพทรัพย์สินที่เราเคยมี ที่พ่อเราเคยสร้าง ทำไมมันค่อยๆ หายไปจนแทบไม่เหลือ บ้านก็เอาไปจำนอง รถมอไซค์ก็เอาเข้าไฟแนนซ์ ทองก็จำนอง  เงินที่พ่อเราส่งมาจากเมืองนอกก็ไม่ใช่จะน้อยๆ เค้าใช้อะไรกันหมด เราผิดเองที่ไม่รู้อะไรเลยมาตั้งแต่ต้นและไม่ช่วยเค้าบริหารจัดการ 

เราโตมาด้วยความสบายนะคะ เรียนในที่ดีๆ กินดีอยู่ดี มีของดีๆ ใช้ แต่เราก็ทำงานมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน เช่นไปเป็นพนักงานร้านเสื้อผ้าของป้า ทำคาเฟ่อเมซอน ทำงานพาร์ทไทม์ต่างๆ ซึ่งสิ่งดีๆ ต่างๆที่เราได้มาเราก็ขอบคุณเค้าค่ะ ในฐานะพ่อแม่ เค้าทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว

แต่พูดตรงๆ คือเราไม่ได้เผื่อใจว่าเราจะเจอเรื่องภาระเงินทอง อะไรในตอนโตเลย เราก็แค่เด็กคนนึงที่ตั้งใจจะโตมาแบบเลี้ยงตัวเองได้เร็ว ไม่คิดจะทำให้พาอแม่หรือใครเดือดร้อน และส่งให้ท่านใช้เท่าที่เราส่งได้และไม่เดือดร้อน

ตอนนี้เราอึดอัดไปหมด แม่เราโทรหาเรา คุยได้แปปนึงก็คุยเรื่องเงิน อยู่ในห้องกับพ่อ ก็คุยเรื่องเงิน เอะอะๆ ก็เงินกู้ๆ เราอยากร้องไห้มากๆ ค่ะ แต่เราก็ร้องไม่ได้ 

เราอยากทราบว่าที่เรารู้สึกแบบนี้ เราเป็นคนเห็นแก่ตัวมั้ยคะ แล้วเราควรจะทำใจกับเรื่องนี้อย่างไรดี หรือใครมีแนวคิดดีๆ อย่างไร เอามาแชร์กันค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่