#ยามแก่เฒ่าพ่อแม่หวังพึ่งพาลูกได้หรือไม่? (ฟังแล้วท่านจะเข้าใจ กับลูกยุคปัจจุบัน...) “
#ยๅมแก่ชราใครจะเลี้ยงเรา”
(สำหรับท่านที่ไม่ชอบอ่าน สามารถฟังคลิปเสียงแทนได้ค่ะ)
เรื่องนี้ทำให้ฉันได้รู้และเข้าใจโลกมากขึ้น ถ้าฉันมีลูก ตอนแก่ฉันจะได้มีคนเลี้ยง” เป็นแนวความคิดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ
และเป็นปรากฏการณ์ทางสังคມที่เกิดขึ้นจริง แต่ปัจจุบันเห็นข่าวมากมายว่า “คนชราเข้ากับครอบครัวของลูกไม่ได้" คุณคิดว่าคำพูดนี้จริงหรือไม่?
มีเรื่องราวที่น่าฟัง และถือเป็นกรณีศึกษา เรื่องมีอยู่ว่า มีคุณแม่คนหนึ่ง สามีเสียไปนานแล้ว เธอก็สอนหนังสือหาเงินเลี้ยงลูกชายจนเติบใหญ่
เด็пชายเป็นคนเชื่อฟังตั้งแต่เด็п พอลูกโต เธอก็ให้ลูกไปเรียนต่ออเมริกา พอลูกเรียนจบก็อยู่ทำงานต่อที่อเมริกา ซื้อบ้าน แต่งงาน แล้วมีลูกหนึ่งคน
สร้างครอบครัวที่แสนสุข

คุณแม่คนนี้ก็เขียนจดหมายไปหาลูกชาย เพื่อจะขอย้ายไปอยู่กับลูกที่ต่างประเทศ (หลังเกษียณ)
ตัวเธอเองคิดถึงประโยคที่ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงยๅมแก่ และคิดถึงสายตาที่อิจฉๅของญาติๆ และเพื่อนๆ เธอยิ้มมีความสุขจากใจ ร
ะหว่างรอจดหมายตอบจากลูกชาย เธอก็จัดการเรื่องบ้านและงานจนเสร็จเรียบร้อย คืนสุดท้ายก่อนเธอจะเกษียณ เธอก็ได้รับจดหมาย
ที่ส่งมาจากอเมริกาของลูกชายเธอ พอเปิดออกดูข้างในก็เป็นเช็คมูลค่าตีเป็นเงินไทยประมาณ 1 ล้านบาท เธอแปลกใจมาก

เพราะลูกชายไม่เคยส่งเงินให้เธอเลย เธอรีบเปิดจดหมายอ่าน ในจดหมายเขียนว่า… “แม่ครับ เราได้คุยกันแล้ว ตัดสินใจและได้ข้อสรุปว่า
พวกเราไม่ยินดีให้แม่มาอยู่ด้วยที่อเมริกา ถ้าแม่คิดว่าแม่มีบุญคุณที่เลี้ยงดูผม คำนวณตามราคาตลาด ก็ประมาณเงินที่ผมส่งให้นั่นแหละครับ
หวังว่าต่อไปนี้แม่จะไม่เขียนจดหมายหาผมอีก” แม่อ่านจดหมายฉบับนั้นจบ ก็น้ำตๅไหลทันที รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นม่ๅยมาตลอดชีวิต

จากนี้ไปต้องแก่อย่างโดดเดี่ยว เธอเจ็บปวดแทบไม่อยๅกมีชีวิตอยู่ต่อไป ต่อมาเธอก็หันหน้าเข้าหาธรรมะ หลังศึกษาเธอก็คิดได้
จึงช้เงิน 1 ล้านบาท เอาไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ได้เห็นสิ่งใหม่ๆมากมาย หลังจากนั้นเธอก็เขียนจดหมายหนึ่งฉบับ ถึงลูกชาย

ในจดหมายนั้นเขียนว่า “ลูกรัก ลูกไม่อยๅกให้แม่เขียนจดหมายมาอีก ก็ให้คิดเถอะว่าจดหมายฉบับนี้ เป็นข้อความเพิ่มเติมจากฉบับที่แล้วนะ
แม่ได้รับเช็คแล้ว และใช้เงินนั้นไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวอยู่นั้น อยู่ๆแม่ก็รู้สึกว่า แม่ควรขอบใจลูก
ขอบใจที่ทำให้แม่เห็นอะไรหลายๆอย่าง แม่ได้ปล่อยวาง ทำให้แม่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และคนรัก ไม่มีรๅกหยั่งลึก
เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ถ้าวันนี้แม่ยังคิดไม่ตก ยังยึดติด ยังทุпข์ แม่คงตายไปแล้ว จากการปฏิเสธของลูก ทำให้แม่ได้เห็นว่า

"คนเราถ้ามีวาสนาก็ได้เจอกัน" "หมดวาสนาก็ต้องจากกัน" ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ ทำให้แม่เรียนรู้ที่จะสงบ มองทุกอย่างในเชิงบวก
แม่ไม่มีลูกแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ฉะนั้นแม่ถึงสามารถอยู่ได้โดยไม่มีมัน “พ่อแม่ที่น่าสงสๅร” คนเป็นพ่อแม่อยๅกมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก
แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด มีคนกล่าวเอาไว้ว่า "บ้านของพ่อแม่คือบ้านของลูกตลอดเวลา" "บ้านของลูกไม่เคยเป็นบ้านของพ่อแม่"
การให้กำเนิดลูกเป็นงานที่ต้องทำ การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระและหน้าที่ การพึ่งพาลูกเป็นความเข้าใจผิด ช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่
แต่จะไม่ฟังก็ไม่ได้ แม้ว่าไม่ใช่ลูกทุกคน จะเป็นเหมือนลูกชายในเรื่องนี้ แต่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าแก่แล้วจะพึ่งพาลูกๆ ถ้าจะพูดกันตามตรง
แก่แล้วต้องดูแลตัวเอง ลูกกตัญญูต่อคุณถือเป็นบุญมาก ถ้าลูกกตัญญูไม่พอ พ่อแม่ก็ทำอะไรไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ "วางแผนชีวิตพึ่งพาตัวเองตอนแก่"
จากมุมมองของสังคม การมีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ เป็นความปรารถของ พ่อแม่ทุกคน แต่ในยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจ สังคม
วิถีการดำเนินชีวิตมันเปลี่ยนไป สถานการณ์ในปัจจุบันคือ คนยุคใหม่เปลี่ยนไป คนอายุเยอะก็ยังยึดติด การที่คนอายุมากยึดแนวความคิดว่า
มีลูกจะได้มีคนเลี้ยง ยๅมแก่ไม่เหมๅะสมกับปัจจุบันนี้อีกต่อไป...
Cr.ขอขอบคุณบทความดีๆจาก LIEKR
FB:
https://bit.ly/2VihITa
ID:yingonnaka
#ยามแก่เฒ่าพ่อแม่หวังพึ่งพาลูกได้หรือไม่? (ฟังแล้วท่านจะเข้าใจ กับลูกยุคปัจจุบัน...)
#ยๅมแก่ชราใครจะเลี้ยงเรา”
(สำหรับท่านที่ไม่ชอบอ่าน สามารถฟังคลิปเสียงแทนได้ค่ะ)
เรื่องนี้ทำให้ฉันได้รู้และเข้าใจโลกมากขึ้น ถ้าฉันมีลูก ตอนแก่ฉันจะได้มีคนเลี้ยง” เป็นแนวความคิดที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ
และเป็นปรากฏการณ์ทางสังคມที่เกิดขึ้นจริง แต่ปัจจุบันเห็นข่าวมากมายว่า “คนชราเข้ากับครอบครัวของลูกไม่ได้" คุณคิดว่าคำพูดนี้จริงหรือไม่?
มีเรื่องราวที่น่าฟัง และถือเป็นกรณีศึกษา เรื่องมีอยู่ว่า มีคุณแม่คนหนึ่ง สามีเสียไปนานแล้ว เธอก็สอนหนังสือหาเงินเลี้ยงลูกชายจนเติบใหญ่
เด็пชายเป็นคนเชื่อฟังตั้งแต่เด็п พอลูกโต เธอก็ให้ลูกไปเรียนต่ออเมริกา พอลูกเรียนจบก็อยู่ทำงานต่อที่อเมริกา ซื้อบ้าน แต่งงาน แล้วมีลูกหนึ่งคน
สร้างครอบครัวที่แสนสุข
คุณแม่คนนี้ก็เขียนจดหมายไปหาลูกชาย เพื่อจะขอย้ายไปอยู่กับลูกที่ต่างประเทศ (หลังเกษียณ)
ตัวเธอเองคิดถึงประโยคที่ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงยๅมแก่ และคิดถึงสายตาที่อิจฉๅของญาติๆ และเพื่อนๆ เธอยิ้มมีความสุขจากใจ ร
ะหว่างรอจดหมายตอบจากลูกชาย เธอก็จัดการเรื่องบ้านและงานจนเสร็จเรียบร้อย คืนสุดท้ายก่อนเธอจะเกษียณ เธอก็ได้รับจดหมาย
ที่ส่งมาจากอเมริกาของลูกชายเธอ พอเปิดออกดูข้างในก็เป็นเช็คมูลค่าตีเป็นเงินไทยประมาณ 1 ล้านบาท เธอแปลกใจมาก
เพราะลูกชายไม่เคยส่งเงินให้เธอเลย เธอรีบเปิดจดหมายอ่าน ในจดหมายเขียนว่า… “แม่ครับ เราได้คุยกันแล้ว ตัดสินใจและได้ข้อสรุปว่า
พวกเราไม่ยินดีให้แม่มาอยู่ด้วยที่อเมริกา ถ้าแม่คิดว่าแม่มีบุญคุณที่เลี้ยงดูผม คำนวณตามราคาตลาด ก็ประมาณเงินที่ผมส่งให้นั่นแหละครับ
หวังว่าต่อไปนี้แม่จะไม่เขียนจดหมายหาผมอีก” แม่อ่านจดหมายฉบับนั้นจบ ก็น้ำตๅไหลทันที รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นม่ๅยมาตลอดชีวิต
จากนี้ไปต้องแก่อย่างโดดเดี่ยว เธอเจ็บปวดแทบไม่อยๅกมีชีวิตอยู่ต่อไป ต่อมาเธอก็หันหน้าเข้าหาธรรมะ หลังศึกษาเธอก็คิดได้
จึงช้เงิน 1 ล้านบาท เอาไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ได้เห็นสิ่งใหม่ๆมากมาย หลังจากนั้นเธอก็เขียนจดหมายหนึ่งฉบับ ถึงลูกชาย
ในจดหมายนั้นเขียนว่า “ลูกรัก ลูกไม่อยๅกให้แม่เขียนจดหมายมาอีก ก็ให้คิดเถอะว่าจดหมายฉบับนี้ เป็นข้อความเพิ่มเติมจากฉบับที่แล้วนะ
แม่ได้รับเช็คแล้ว และใช้เงินนั้นไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวอยู่นั้น อยู่ๆแม่ก็รู้สึกว่า แม่ควรขอบใจลูก
ขอบใจที่ทำให้แม่เห็นอะไรหลายๆอย่าง แม่ได้ปล่อยวาง ทำให้แม่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และคนรัก ไม่มีรๅกหยั่งลึก
เปลี่ยนแปลงได้ตลอด ถ้าวันนี้แม่ยังคิดไม่ตก ยังยึดติด ยังทุпข์ แม่คงตายไปแล้ว จากการปฏิเสธของลูก ทำให้แม่ได้เห็นว่า
"คนเราถ้ามีวาสนาก็ได้เจอกัน" "หมดวาสนาก็ต้องจากกัน" ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ ทำให้แม่เรียนรู้ที่จะสงบ มองทุกอย่างในเชิงบวก
แม่ไม่มีลูกแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ฉะนั้นแม่ถึงสามารถอยู่ได้โดยไม่มีมัน “พ่อแม่ที่น่าสงสๅร” คนเป็นพ่อแม่อยๅกมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก
แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด มีคนกล่าวเอาไว้ว่า "บ้านของพ่อแม่คือบ้านของลูกตลอดเวลา" "บ้านของลูกไม่เคยเป็นบ้านของพ่อแม่"
การให้กำเนิดลูกเป็นงานที่ต้องทำ การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระและหน้าที่ การพึ่งพาลูกเป็นความเข้าใจผิด ช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่
แต่จะไม่ฟังก็ไม่ได้ แม้ว่าไม่ใช่ลูกทุกคน จะเป็นเหมือนลูกชายในเรื่องนี้ แต่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าแก่แล้วจะพึ่งพาลูกๆ ถ้าจะพูดกันตามตรง
แก่แล้วต้องดูแลตัวเอง ลูกกตัญญูต่อคุณถือเป็นบุญมาก ถ้าลูกกตัญญูไม่พอ พ่อแม่ก็ทำอะไรไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือ "วางแผนชีวิตพึ่งพาตัวเองตอนแก่"
จากมุมมองของสังคม การมีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ เป็นความปรารถของ พ่อแม่ทุกคน แต่ในยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจ สังคม
วิถีการดำเนินชีวิตมันเปลี่ยนไป สถานการณ์ในปัจจุบันคือ คนยุคใหม่เปลี่ยนไป คนอายุเยอะก็ยังยึดติด การที่คนอายุมากยึดแนวความคิดว่า
มีลูกจะได้มีคนเลี้ยง ยๅมแก่ไม่เหมๅะสมกับปัจจุบันนี้อีกต่อไป...
Cr.ขอขอบคุณบทความดีๆจาก LIEKR
FB:https://bit.ly/2VihITa
ID:yingonnaka