สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกคน ก่อนอื่นขอเกริ่นเรื่องหัวข้อกระทู้ที่แปลกๆและดูเจาะจงไปหน่อย ใช่ค่ะ !
กระทู้นี้เราอยากจะส่งให้น้องเอได้อ่าน
เหตุการณ์ก็คือเราเพิ่งเปิดฟังรายการพุทธทอล์คพุทธโทรเทปล่าสุดย้อนหลัง และได้ฟังเรื่องราวของน้องเอ สาบานเลยว่าตอนฟังเราน้ำตารื้นเลยเพราะเราก็เคยเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันเป๊ะ ที่โดนคนไม่สนิทมาทักเรื่องรูปร่างแล้วมันก็ฝังใจมานานมาก แล้วที่แย่ที่สุดคือทั้งๆที่เราก็รู้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้สำคัญกับเราเลย แต่ทำไมคำพูดของพวกเขาถึงติดอยู่ในหัวเราไม่หาย มันน่าเจ็บใจมากเลยใช่มั้ยคะ
ขอเกริ่นแบล็กกราวน์ของตัวเองด้วยเพื่อที่ผู้อ่านจะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงของขึ้นจนต้องมานั่งเขียนกระทู้แบบนี้
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกคน เราชื่อพีเค และแน่นอนค่ะเราเป็นคนอ้วน เริ่มอ้วนตั้งแต่ปอหก มาตอนนี้ก็ดำเนินชีวิตในฐานะคนอ้วนมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ
จะขอเปรียบเทียบเรื่องราวของตัวเองกับน้องเอว่ามีความคล้ายคลึงกันยังไง เราจบมาจากคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งใครๆก็รู้ว่าสาวคณะมนุษย์สวยๆ แจ่มๆทั้งนั้น เราเองก็มีเพื่อนสวยๆหลายคนเหมือนกัน แล้วก็มีหลายครั้งที่อยากดูสาวแล้วก็สวยเหมือนเพื่อนๆบ้าง เราก็เลยทำการลดน้ำหนัก เริ่มแต่งตัว แต่งหน้า ลองกินอาหารสุขภาพ ไปยิม เราดำเนินชีวิตประจำวันแบบนี้มาได้ระยะหนึ่ง
จนวันนึงเรากลับบ้าน (มหาลัยกับบ้านอยู่คนละจังหวัดค่ะ) แล้วก็คุยกับเพื่อนตอนมอปลายว่าจะกลับไปเยี่ยมโรงเรียนกัน ไหนๆก็จะได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานด้วย สุดท้ายก็ตัดสินใจไป ตอนไปถึงเราก็ไปเจอกับเพื่อนผู้ชายคนนึงที่เคยเป็นเพื่อนร่วมห้องกันตอนมอต้น เราก็ทักทายเซย์ฮัลโหลตามปกติ แต่ประโยคที่สาดกลับมาที่เราคือ
"โห บึกขึ้นเยอะเลยนะ" ต่อหน้าเพื่อนคนอื่นประมาณสี่ห้าคน ที่มีทั้งคนสนิทและไม่สนิท แต่ทุกคนมองเราเป็นจุดเดียวหลังจากโดนทักแบบนั้น
ตอนนั้นเราหน้าชา และอึ้งกับคำพูดของคนๆนั้นมาก เป็นผู้หญิงแต่โดนทักว่า
"บึก" นี่ก็เสียศูนย์เหมือนกัน หลังจากนั้นเขาก็หัวเราะแล้วก็ถามเราว่า "ไม่ได้ออกกำลังกายเลยหรอ" เราก็เหวอเข้าไปอีก เราก็เลยรับมือด้วยการยิ้มกลับ แล้วหันหน้าหนี ตอนนั้นเราพูดไม่ออก ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ เราเลยบอกเพื่อนว่าไปห้องน้ำแปปนึงนะ แต่จริงๆเราหลบไปร้องไห้ แล้วก็ไม่กลับไปหาเพื่อนตรงนั้นอีกเลย
ผู้อ่านบางคนอาจจะงงว่า "แค่นี้ก็ร้องไห้แล้วหรอ อ่อนไหวไปป้ะ" เราคงไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายได้ดีไปกว่าคำพูดที่พี่ลูกกอล์ฟเคยพูดในรายการและมันปลดล็อคทุกอย่าง พี่ลูกกอล์ฟพูดประมาณว่า
"เราไม่รู้เลยว่าคนแต่ละคนเจอเหตุการณ์แย่ๆแบบเดิมมากี่ครั้งในชีวิต การที่เราทำเรื่องบางเรื่องกับคนๆนึง แต่ได้รับปฎิกิริยาที่ดูเกินกว่าเหตุของคนๆนั้นกลับมา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าก่อนที่จะมาเจอคุณ เขาอาจเจอเรื่องแบบนี้มาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้วก็ได้"
สำหรับตัวเราเอง เราโดนคนที่ไม่สนิททักเรื่องรูปร่างมาตลอดชีวิต ทั้งคนขับรถตู้ในมหาลัย ทั้งครูอาจารย์ ทั้งญาติ เพื่อนของพ่อหรือแม่
แม้กระทั่งพระในวัด !!!!! การโดนคนรู้จักที่ไม่สนิททักว่า "อ้วนขึ้นนะ กินดีอยู่ดีไปรึเปล่า ดูแน่นๆขึ้นรึเปล่า ลดน้ำหนักบ้างนะ ออกกำลังกายบ้างนะ ขาใหญ่จะเท่าขาโต๊ะสนุ๊กอยู่แล้วนะ........" และอีกต่างๆมากมายเกิดขึ้นกับเราเสมอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่ที่มันแย่กว่าคือ เราเก็บเอาคำพูดเหล่านั้นมาคิดน้อยใจโดยที่คนพูดกลับลืมมันไปสนิทเลย
เล่ามาถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจจะยังสงสัยว่าเราต้องการจะสื่ออะไรในกระทู้นี้ แค่มาบ่นเรื่องโดนบูลลี่รึเปล่า ใจเย็นค่ะ เรากำลังจะพาทุกคนไปที่ เหตุการณ์ที่ทำให้ทัศนคติของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล
เราอยากจะขอแชร์ชีวิตของเราในปัจจุบัน หลังจากเรียนจบมหาลัย เราก็มาเรียนต่อที่ต่างประเทศ และชีวิตของเราก็ถูกรายล้อมไปด้วยคนหลากหลายประเภทมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องสัญชาติแต่รวมไปถึงรูปร่างหน้าตา พอเราเจอคนหลากหลายขึ้นก็แน่นอนว่าเราก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายไปอีก มีครั้งนึงในคลาสเราเคยคุยกับเพื่อนว่า "เราอกหักบ่อยมากเพราะเราเป็นคนไม่สวย เวลาชอบใครไม่เคยสมหวังเลย" เพื่อนเราทุกคนทั้งหญิงและชายมองเราแล้วพูดว่า "์Nooooo !!!!!!" พร้อมกัน พวกเขาบอกเราว่า "เธออย่าพูดแบบนี้กับตัวเองอีกนะ เธอรู้มั้ยว่าเธอเป็นคนน่ารักมาก เธอยิ้มสวยแล้วเธอก็มีน้ำใจแล้วก็ตลกมาก ฉันเสียใจมากที่เธอไม่เห็นคุณค่าของตัวเองแบบนั้น
ถึงพวกเขาไม่ชอบเธอแต่ฉันชอบเธอ"
วันนั้นแหล่ะที่เราได้รู้ว่า "ถึงแม้คำพูดของคนบางคนจะทำร้ายเราได้ แต่ในขณะเดียวกันคำพูดของคนอีกหลายๆคนก็ให้กำลังใจเราได้มากมายเหมือนกัน"
หลังจากนั้นเรากลับไทยไปครั้งนึง แล้วเราก็โดนเพื่อนของพ่อสองคนทักเรื่องรูปร่างในวันเดียวกัน และแน่นอนว่าเราก็เก็บมาคิดอีก แต่แล้วตอนที่กำลังจมดิ่งกับคำพูดของคนพวกนั้น ประโยคที่เพื่อนๆพูดก็กลับมา แล้วเราก็รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น
ประโยคดีๆของคนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเรา จะช่วยเราในวันที่เราไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง
ตอนนี้เราก็ยังถือว่าเป็นคนอ้วนคนนึง แต่เราไม่ลดละความพยายามที่จะมีรูปร่างที่ดีขึ้นเลย เราออกกำลังกายแทบทุกวันตอนเช้า เรากินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น รูปร่างเราก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด ไม่ได้มากมายแต่เราก็ยังมีกำลังใจที่จะทำต่อไป เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำสิ่งนี้เพื่อตัวเราเองไม่ใช่เพื่อให้ใครมาชื่นชมเรา แต่เพื่อแสดงให้ตัวเองเห็นว่าฉันรักตัวฉันเองมากแค่ไหน และไม่ว่าคนอื่นๆจะว่ายังไง จะมองว่าความพยายามของฉันมันสูญเปล่าหรือไม่ ฉันจะไม่สนใจ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะคนที่รู้ดีที่สุดว่าฉันทุ่มเทให้กับตัวเองมากแค่ไหนคือตัวฉันเอง
จากการที่ได้ฟังเรื่องของน้องเอ เราเข้าใจความรู้สึกและความเครียดที่น้องได้รับจากคนรอบข้างเพราะเราผ่านมันมาหมดแล้ว และเราใช้เวลาหลายปีกว่าจะสลัดบางส่วนของมันออกได้ ทุกวันนี้เราไม่เจอคนที่มาเจ๋อเรื่องรูปร่างของเราแล้วเพราะมันไม่ใช่เรื่องปกติที่คนที่นี่ทำ แต่ถ้าเรากลับไทยไปก็คงเจอแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ แต่เราขออนุญาตพ่อแล้วว่าถ้าคราวหน้าเพื่อนพ่อมาเสียมารยาทกับเราอีกเราก็จะไม่ไว้หน้าแล้วนะ ใช่ค่ะ ! การมาเรียนต่างประเทศทำให้เรากลายเป็นคนก้าวร้าวขึ้น เอ๊ยยย เราหมายถึงกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น ฮ่าๆๆๆๆ
สิ่งที่เราอยากจะบอกน้องเอคือ เห็นคุณค่าในตัวเองและอย่ายอมให้ใครมาทำลายมัน หนูเจ็บปวดเพราะคำพูดของคนอื่น มันเจ็บปวดถึงขนาดที่แค่พูดถึงมันหนูยังร้องไห้เพราะว่ามันกำลังบั่นทอนความรู้สึกดีๆที่หนูมีให้ตัวเอง แต่พี่อยากให้หนูเข้มแข็งและมั่นคงในสิ่งที่เราตั้งใจ ถ้าเราอยากจะมีรูปร่างที่ดีขึ้นเราก็ตั้งใจทำสิ่งที่จะช่วยให้ไปสู่เป้าหมายนั้นต่อไป อย่าไปโฟกัสที่คนที่ยังไม่สามารถหยุดวิจารณ์เราได้ เพราะนั่นคือวิถีชีวิตของคนเหล่านั้น สิ่งที่เขามองเห็นมันแคบ สังคมที่เขาอยู่อาศัยมันเติบโตไปได้ในทางที่สร้างสรรค์ได้ยาก สิ่งที่เขาให้คุณค่ามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินกว่าที่หนูจะเอาน้ำตาและความรู้สึกไปเสียให้
พี่คิดว่าการรอให้คนอื่นมารู้สึกเห็นใจและเข้าอกเข้าใจในความพยายามและความทุ่มเทที่หนูมีให้ตัวเองมันไม่ได้สำคัญเท่ากับการที่หนูเชื่อมั่นในตัวเองและสู้เพื่อตัวเองต่อไป ตอนที่พี่ฟังเสียงของหนู พี่รู้ว่าหนูเป็นคนเข้มแข็งและหนูจะผ่านมันไปได้
โฟกัสที่ตัวเรา โฟกัสที่คนที่หวังดีกับเรา ขอแค่เพียงหนูรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรดีๆให้ตัวเอง แล้วคำพูดของคนอื่นจะทำร้ายหนูไม่ได้อีกต่อไป พี่ขอเป็นกำลังใจให้ มาพยายามเพื่อตัวเองไปด้วยกันนะคะ ^___________^
ปล. เจ้าของกระทู้พยายามรณรงค์เรื่องการมองเห็นคุณค่าในตัวเองมาสักพักแล้ว เราอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เราเป็นตัวเองในแบบของเราได้ และเห็นคุณค่าของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องลดทอนคุณค่าของคนอื่น แต่เราคงไม่สามารถทำเรื่องเหล่านี้เองด้วยตัวคนเดียวด้วยหากไม่มีคนสนับสนุน ถ้าผู้อ่านมีเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันอยากจะมาแชร์และอยากให้กำลังใจน้องเอ เชิญคอมเม้นต์กันเลยน้ะจ้ะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปช่วยแชร์กันเยอะๆให้ไปถึงน้องเอ และขอให้น้องเอได้อ่านกระทู้นี้ด้วยเถอะ สาธุ !
ขอฝากกระทู้นี้ถึงน้องเอที่โทรเข้ารายการพุทธทอล์คพุทธโทรวันที่ 6 พฤษภาคม 63 "เรืองที่ถูกลุงคนนึงทักเรื่องรูปร่าง"
เหตุการณ์ก็คือเราเพิ่งเปิดฟังรายการพุทธทอล์คพุทธโทรเทปล่าสุดย้อนหลัง และได้ฟังเรื่องราวของน้องเอ สาบานเลยว่าตอนฟังเราน้ำตารื้นเลยเพราะเราก็เคยเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันเป๊ะ ที่โดนคนไม่สนิทมาทักเรื่องรูปร่างแล้วมันก็ฝังใจมานานมาก แล้วที่แย่ที่สุดคือทั้งๆที่เราก็รู้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้สำคัญกับเราเลย แต่ทำไมคำพูดของพวกเขาถึงติดอยู่ในหัวเราไม่หาย มันน่าเจ็บใจมากเลยใช่มั้ยคะ
ขอเกริ่นแบล็กกราวน์ของตัวเองด้วยเพื่อที่ผู้อ่านจะได้เข้าใจว่าทำไมเราถึงของขึ้นจนต้องมานั่งเขียนกระทู้แบบนี้
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกคน เราชื่อพีเค และแน่นอนค่ะเราเป็นคนอ้วน เริ่มอ้วนตั้งแต่ปอหก มาตอนนี้ก็ดำเนินชีวิตในฐานะคนอ้วนมาสิบกว่าปีแล้วค่ะ
จะขอเปรียบเทียบเรื่องราวของตัวเองกับน้องเอว่ามีความคล้ายคลึงกันยังไง เราจบมาจากคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งใครๆก็รู้ว่าสาวคณะมนุษย์สวยๆ แจ่มๆทั้งนั้น เราเองก็มีเพื่อนสวยๆหลายคนเหมือนกัน แล้วก็มีหลายครั้งที่อยากดูสาวแล้วก็สวยเหมือนเพื่อนๆบ้าง เราก็เลยทำการลดน้ำหนัก เริ่มแต่งตัว แต่งหน้า ลองกินอาหารสุขภาพ ไปยิม เราดำเนินชีวิตประจำวันแบบนี้มาได้ระยะหนึ่ง
จนวันนึงเรากลับบ้าน (มหาลัยกับบ้านอยู่คนละจังหวัดค่ะ) แล้วก็คุยกับเพื่อนตอนมอปลายว่าจะกลับไปเยี่ยมโรงเรียนกัน ไหนๆก็จะได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานด้วย สุดท้ายก็ตัดสินใจไป ตอนไปถึงเราก็ไปเจอกับเพื่อนผู้ชายคนนึงที่เคยเป็นเพื่อนร่วมห้องกันตอนมอต้น เราก็ทักทายเซย์ฮัลโหลตามปกติ แต่ประโยคที่สาดกลับมาที่เราคือ "โห บึกขึ้นเยอะเลยนะ" ต่อหน้าเพื่อนคนอื่นประมาณสี่ห้าคน ที่มีทั้งคนสนิทและไม่สนิท แต่ทุกคนมองเราเป็นจุดเดียวหลังจากโดนทักแบบนั้น
ตอนนั้นเราหน้าชา และอึ้งกับคำพูดของคนๆนั้นมาก เป็นผู้หญิงแต่โดนทักว่า "บึก" นี่ก็เสียศูนย์เหมือนกัน หลังจากนั้นเขาก็หัวเราะแล้วก็ถามเราว่า "ไม่ได้ออกกำลังกายเลยหรอ" เราก็เหวอเข้าไปอีก เราก็เลยรับมือด้วยการยิ้มกลับ แล้วหันหน้าหนี ตอนนั้นเราพูดไม่ออก ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ เราเลยบอกเพื่อนว่าไปห้องน้ำแปปนึงนะ แต่จริงๆเราหลบไปร้องไห้ แล้วก็ไม่กลับไปหาเพื่อนตรงนั้นอีกเลย
ผู้อ่านบางคนอาจจะงงว่า "แค่นี้ก็ร้องไห้แล้วหรอ อ่อนไหวไปป้ะ" เราคงไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายได้ดีไปกว่าคำพูดที่พี่ลูกกอล์ฟเคยพูดในรายการและมันปลดล็อคทุกอย่าง พี่ลูกกอล์ฟพูดประมาณว่า "เราไม่รู้เลยว่าคนแต่ละคนเจอเหตุการณ์แย่ๆแบบเดิมมากี่ครั้งในชีวิต การที่เราทำเรื่องบางเรื่องกับคนๆนึง แต่ได้รับปฎิกิริยาที่ดูเกินกว่าเหตุของคนๆนั้นกลับมา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าก่อนที่จะมาเจอคุณ เขาอาจเจอเรื่องแบบนี้มาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้วก็ได้"
สำหรับตัวเราเอง เราโดนคนที่ไม่สนิททักเรื่องรูปร่างมาตลอดชีวิต ทั้งคนขับรถตู้ในมหาลัย ทั้งครูอาจารย์ ทั้งญาติ เพื่อนของพ่อหรือแม่ แม้กระทั่งพระในวัด !!!!! การโดนคนรู้จักที่ไม่สนิททักว่า "อ้วนขึ้นนะ กินดีอยู่ดีไปรึเปล่า ดูแน่นๆขึ้นรึเปล่า ลดน้ำหนักบ้างนะ ออกกำลังกายบ้างนะ ขาใหญ่จะเท่าขาโต๊ะสนุ๊กอยู่แล้วนะ........" และอีกต่างๆมากมายเกิดขึ้นกับเราเสมอจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่ที่มันแย่กว่าคือ เราเก็บเอาคำพูดเหล่านั้นมาคิดน้อยใจโดยที่คนพูดกลับลืมมันไปสนิทเลย
เล่ามาถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจจะยังสงสัยว่าเราต้องการจะสื่ออะไรในกระทู้นี้ แค่มาบ่นเรื่องโดนบูลลี่รึเปล่า ใจเย็นค่ะ เรากำลังจะพาทุกคนไปที่ เหตุการณ์ที่ทำให้ทัศนคติของเราเปลี่ยนไปตลอดกาล
เราอยากจะขอแชร์ชีวิตของเราในปัจจุบัน หลังจากเรียนจบมหาลัย เราก็มาเรียนต่อที่ต่างประเทศ และชีวิตของเราก็ถูกรายล้อมไปด้วยคนหลากหลายประเภทมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องสัญชาติแต่รวมไปถึงรูปร่างหน้าตา พอเราเจอคนหลากหลายขึ้นก็แน่นอนว่าเราก็จะได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่หลากหลายไปอีก มีครั้งนึงในคลาสเราเคยคุยกับเพื่อนว่า "เราอกหักบ่อยมากเพราะเราเป็นคนไม่สวย เวลาชอบใครไม่เคยสมหวังเลย" เพื่อนเราทุกคนทั้งหญิงและชายมองเราแล้วพูดว่า "์Nooooo !!!!!!" พร้อมกัน พวกเขาบอกเราว่า "เธออย่าพูดแบบนี้กับตัวเองอีกนะ เธอรู้มั้ยว่าเธอเป็นคนน่ารักมาก เธอยิ้มสวยแล้วเธอก็มีน้ำใจแล้วก็ตลกมาก ฉันเสียใจมากที่เธอไม่เห็นคุณค่าของตัวเองแบบนั้น ถึงพวกเขาไม่ชอบเธอแต่ฉันชอบเธอ"
วันนั้นแหล่ะที่เราได้รู้ว่า "ถึงแม้คำพูดของคนบางคนจะทำร้ายเราได้ แต่ในขณะเดียวกันคำพูดของคนอีกหลายๆคนก็ให้กำลังใจเราได้มากมายเหมือนกัน"
หลังจากนั้นเรากลับไทยไปครั้งนึง แล้วเราก็โดนเพื่อนของพ่อสองคนทักเรื่องรูปร่างในวันเดียวกัน และแน่นอนว่าเราก็เก็บมาคิดอีก แต่แล้วตอนที่กำลังจมดิ่งกับคำพูดของคนพวกนั้น ประโยคที่เพื่อนๆพูดก็กลับมา แล้วเราก็รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ประโยคดีๆของคนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเรา จะช่วยเราในวันที่เราไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง
ตอนนี้เราก็ยังถือว่าเป็นคนอ้วนคนนึง แต่เราไม่ลดละความพยายามที่จะมีรูปร่างที่ดีขึ้นเลย เราออกกำลังกายแทบทุกวันตอนเช้า เรากินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น รูปร่างเราก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด ไม่ได้มากมายแต่เราก็ยังมีกำลังใจที่จะทำต่อไป เพราะเรารู้ว่าเรากำลังทำสิ่งนี้เพื่อตัวเราเองไม่ใช่เพื่อให้ใครมาชื่นชมเรา แต่เพื่อแสดงให้ตัวเองเห็นว่าฉันรักตัวฉันเองมากแค่ไหน และไม่ว่าคนอื่นๆจะว่ายังไง จะมองว่าความพยายามของฉันมันสูญเปล่าหรือไม่ ฉันจะไม่สนใจ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะคนที่รู้ดีที่สุดว่าฉันทุ่มเทให้กับตัวเองมากแค่ไหนคือตัวฉันเอง
จากการที่ได้ฟังเรื่องของน้องเอ เราเข้าใจความรู้สึกและความเครียดที่น้องได้รับจากคนรอบข้างเพราะเราผ่านมันมาหมดแล้ว และเราใช้เวลาหลายปีกว่าจะสลัดบางส่วนของมันออกได้ ทุกวันนี้เราไม่เจอคนที่มาเจ๋อเรื่องรูปร่างของเราแล้วเพราะมันไม่ใช่เรื่องปกติที่คนที่นี่ทำ แต่ถ้าเรากลับไทยไปก็คงเจอแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ แต่เราขออนุญาตพ่อแล้วว่าถ้าคราวหน้าเพื่อนพ่อมาเสียมารยาทกับเราอีกเราก็จะไม่ไว้หน้าแล้วนะ ใช่ค่ะ ! การมาเรียนต่างประเทศทำให้เรากลายเป็นคนก้าวร้าวขึ้น เอ๊ยยย เราหมายถึงกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้น ฮ่าๆๆๆๆ
สิ่งที่เราอยากจะบอกน้องเอคือ เห็นคุณค่าในตัวเองและอย่ายอมให้ใครมาทำลายมัน หนูเจ็บปวดเพราะคำพูดของคนอื่น มันเจ็บปวดถึงขนาดที่แค่พูดถึงมันหนูยังร้องไห้เพราะว่ามันกำลังบั่นทอนความรู้สึกดีๆที่หนูมีให้ตัวเอง แต่พี่อยากให้หนูเข้มแข็งและมั่นคงในสิ่งที่เราตั้งใจ ถ้าเราอยากจะมีรูปร่างที่ดีขึ้นเราก็ตั้งใจทำสิ่งที่จะช่วยให้ไปสู่เป้าหมายนั้นต่อไป อย่าไปโฟกัสที่คนที่ยังไม่สามารถหยุดวิจารณ์เราได้ เพราะนั่นคือวิถีชีวิตของคนเหล่านั้น สิ่งที่เขามองเห็นมันแคบ สังคมที่เขาอยู่อาศัยมันเติบโตไปได้ในทางที่สร้างสรรค์ได้ยาก สิ่งที่เขาให้คุณค่ามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินกว่าที่หนูจะเอาน้ำตาและความรู้สึกไปเสียให้
พี่คิดว่าการรอให้คนอื่นมารู้สึกเห็นใจและเข้าอกเข้าใจในความพยายามและความทุ่มเทที่หนูมีให้ตัวเองมันไม่ได้สำคัญเท่ากับการที่หนูเชื่อมั่นในตัวเองและสู้เพื่อตัวเองต่อไป ตอนที่พี่ฟังเสียงของหนู พี่รู้ว่าหนูเป็นคนเข้มแข็งและหนูจะผ่านมันไปได้ โฟกัสที่ตัวเรา โฟกัสที่คนที่หวังดีกับเรา ขอแค่เพียงหนูรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรดีๆให้ตัวเอง แล้วคำพูดของคนอื่นจะทำร้ายหนูไม่ได้อีกต่อไป พี่ขอเป็นกำลังใจให้ มาพยายามเพื่อตัวเองไปด้วยกันนะคะ ^___________^
ปล. เจ้าของกระทู้พยายามรณรงค์เรื่องการมองเห็นคุณค่าในตัวเองมาสักพักแล้ว เราอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เราเป็นตัวเองในแบบของเราได้ และเห็นคุณค่าของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องลดทอนคุณค่าของคนอื่น แต่เราคงไม่สามารถทำเรื่องเหล่านี้เองด้วยตัวคนเดียวด้วยหากไม่มีคนสนับสนุน ถ้าผู้อ่านมีเหตุการณ์ที่คล้ายๆกันอยากจะมาแชร์และอยากให้กำลังใจน้องเอ เชิญคอมเม้นต์กันเลยน้ะจ้ะ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปช่วยแชร์กันเยอะๆให้ไปถึงน้องเอ และขอให้น้องเอได้อ่านกระทู้นี้ด้วยเถอะ สาธุ !