ลุงข้างทาง

ก่อนอื่น นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาการเดินทางออกนอกจังหวัด

เนื่องจากผมแต่งไว้ก่อนสถานการณ์ Covid 19 นะครับ แต่ว่าไม่จบ มาจบเอาก็ภายหลังโรคได้ระบาดแล้ว ด้วยความที่ผมได้แต่งไว้ 70%แล้ว ถ้าจะมาเปลื่ยนใหม่ตามสถานการณ์ก็คงต้องรื้อทั้งยวง

ได้โปรดอ่านเพื่อความบันเทิงนะครับ แต่ในความเป็นจริงทำตามประกาศท่านนายกครับ

ผมเบื่อๆชีวิตในเมืองใหญ่ อย่าให้บอกเลยว่าเมืองอะไรเพราะกลัวผลที่จะตามมา เมื่อโอกาสได้หยุดสี่วันจึงเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าพร้อมข้าวของจำเป็น เตรียมตัวออกต่างจังหวัดในวันรุ่งขึ้น

ตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนที่ผันตัวเองไปเป็นเกษตรกรอยู่ที่ชนบท ปลูกข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลาที่นั่น

นึกไปนึกมามีเพื่อนไปด้วยสักคนน่าจะดี แต่คงเป็นไปได้ยากเพราะผมไม่ได้วางแผนก่อนล่วงหน้า คือปุบปับจะไปก็ออกเดินทางพรุ่งนี้เลย

ลองโทรไปหาเจ้าหยกชวนมันเล่นๆ ที่ไหนได้มันตกลงแบบไม่ต้องคิดเลย เล่นทำเอาผมแปลกใจ ผมถึงต้องย้ำกับมันอีกทีเพื่อความมั่นใจ

“แน่ใจนะเพื่อน ฉันจะออกเดินทางพรุ่งนี้เลย แกสะดวกหรือวะ”

ถึงได้ยินแต่เสียง”ฮืม” แต่ผมก็รู้ว่ามันกำลังทำสีหน้ารำคาญอยู่

“บอกว่าไปก็ไปสิ ว่าแต่เราจะไปไหนกัน”

“ตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านนอก” พอบอกที่หมายไปก็เริ่มหวั่นๆว่ามันจะเปลี่ยนใจ เพราะบางทีมันอาจเข้าใจว่าจังหวัดใกล้ๆ ไปเช้าเย็นกลับอะไรทำนองนี้

“ไป” เจ้าหยกตอบสั้นๆ “พรุ่งนี้แกมารับแล้วกัน ฉันจะเตรียมตัวให้พร้อม จะเอาเช้าแค่ไหนก็ว่ามา”

ผมบอกเวลามันไปและก็เป็นจริงอย่างว่า ถึงเวลามันถือกระเป๋าออกมายืนคอยหน้าบ้านอยู่ก่อนแล้ว มันโยนกระเป๋าไปหลังรถอย่างไม่ปราณีปราศรัย ขึ้นมานั่งบนรถแล้วเอนตัวลงกับเบาะ

“รู้จักคนที่หมู่บ้านนั้นหรือ”มันถามแบบทั่วๆไปไม่เจาะจง

“ใช่” ผมตอบ พร้อมทั้งต้องใช้สมาธิในการขับรถไปด้วยอย่างระวัง “เป็นเพื่อนเก่ากัน เปลี่ยนอาชีพไปทำเกษตร ทนปัญหาเศรษฐกิจไม่ไหว”

หลังจากนั้นการจราจรได้ทำพิษกับการเดินทางของเรา กว่าจะออกนอกเมืองได้ก็ช้ากว่ากำหนดมากโข ซ้ำร้ายมีรถพลิกคว่ำระหว่างทางต้องรอทางหลวงกับกู้ภัยมายกรถออกไป

เวลาที่เสียไปนั้นทำให้กว่าเราสองคนจะมาถึงใกล้ๆที่หมายก็ปาเข้าไปเย็นย่ำ  เวลานี้ของชนบทดูจะมืดเร็วกว่าในเมืองอย่างอธิบายไม่ได้

ทางที่จะไปสองฝั่งทางจะเป็นต้นไม้สูงเขียวขจี สลับกับป่าละเมาะมีแต่พงหญ้าขึ้นสูงทิ้งร้างไว้อย่างไร้ประโยชน์

ระหว่างที่ผมขับรถ เจ้าหยกก็มองอะไรข้างทางไปเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นมันก็พูดขึ้น

“เดี๋ยว นั่นลุงคนนั้นมาเดินข้างทางทำไม”

ตอนนั้นผมขับเลยมาแล้ว แต่พอมองทันจากกระจกหลัง เห็นชายคนหนึ่งในชุดม่อฮ่อมแขนสั้น สีน้ำเงิน คาดเอวด้วยผ้าขาวม้า กางเกงชาวเลสีน้ำเงินเช่นกันกำลังเดินอยู่ริมทางฝั่งผู้โดยสาร

“คิดว่าแกกำลังจะเดินไปไหน แถวนี้ก็ไม่มีที่อื่นอีกจากหมู่บ้านที่เราจะไปนี่หว่า”เจ้าหยกถาม

ผมพยักหน้า แต่แล้วก็ฉุกใจคิด

“มันก็ถูก แต่นั้นมันอีกสิบสองกิโล เดินระดับความเร็วอย่างนั้นคงถึงราวห้าทุ่ม”

ไม่ได้คาดคิดเจ้าหยกจะพูดว่า

“ฉันว่าจอดรถรับแกเถอะ สงสารแก เห็นแกถือชะลอมมาด้วย สงสัยมาเยี่ยมญาติ”

“เฮ้ย” ผมร้องลั่น “เผื่อเป็นพวกมิจฉาชีพก็ซวยเท่านั้น”

เจ้าหยกตบมือที่เอว

“แกนึกเหรอว่าฉันจะเดินทางไปไหนมาไหนโดยปราศจากเขี้ยวเล็บ”

“หา แกพกอะไรมา”

เมื่อเจ้าหยกบอกผมก็แทบลมใส่

“แกจะบ้าเหรอ ดีนะที่เมื่อกี้ด่านตรวจเห็นเราไม่มีพิรุธ ถ้าตรวจค้นละเอียดขึ้นมา ถูกรวบไปนอนคุกกันตั้งแต่ที่ด่านแล้ว”

“เถอะน่า เห็นแก่มนุษย์ธรรม ความรู้สึกของฉันมันบอกว่าแกเป็นชาวบ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง หรืออย่างน้อยถามแกสักหน่อยก็ยังดี” 

เจ้าหยกพูดด้วยน้ำเสียงขอร้อง จนผมต้องจอดรถข้างทางด้วยความอิดหนาระอาใจ

“ฟังนะ เจ้าหยก ฉันรู้ว่ามันเป็นการเสี่ยงและโง่อย่างมาก ที่จอดรถรับคนข้างทางสายเปลี่ยวอย่างนี้ แต่ฉันก็จะทำเพราะฉันจะวัดดวงกับแกที่เป็นเพื่อนฉัน”

“ลองคุยดูก่อน เห็นท่าไม่ดีก็ไม่ต้องรับขึ้นรถ” หยกว่า พลางจับตามองดูลุงคนนั้นจากกระจกข้าง

สักพักชายคนนั้นก็เดินมาถึงรถ แกทำท่าจะเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวมองด้วยซ้ำ ถ้าหยกไม่ลดกระจกลงแล้วร้องเรียก

“ลุง ลุง กำลังจะไปไหนครับ”

ชายคนนั้นหันมามองทั้งสอง เพิ่งเห็นได้ชัดว่าถึงแกดูเป็นคนมีอายุ แต่หน้าอกผายไหล่ผึ่ง หลังไม่มีงอแม้แต่นิดเดียว ใหน้ามีหนวดเฟิ้มดกหนาเหนือริมฝีปากบน

“ลุงจะไปไหนครับ” หยกถามซ้ำอีกครั้ง สังเกตเห็นชายคนนั้นมองเขาทั้งสองคนอย่างพินิจพิเคราะห์ ในที่สุดแกก็ตอบออกมา ครั้งแรกเหมือนแกจะเผลอลืมตัวเรียกสรรพนามตัวเองว่า”ข้า” แต่แล้วก็รีบเปลี่ยนทันควัน

“ลุงจะไปหมู่บ้านข้างหน้า จะไปบ้านตาเมี่ยง”

ผมหูผึ่ง ตาเมื่ยงมีตัวตนอยู่หมู่บ้านนั้นจริงๆ แต่ก็ยังกังขาอยู่ จึงฝากให้เจ้าหยกถาม

“ลุงจะไปเยี่ยมตาเมี่ยงเหรอ” เจ้าหยกตะโกนถามแทนผม

“ลุงไม่ได้ไปเยี่ยมมันหรอก แต่จะไปพา เอ่อ ลุงมีธุระที่บ้านนั้น อะไรบ้างอย่างควรอยู่ในที่ที่มันควรอยู่”

ช่างเป็นคำพูดที่แปลกประหลาด ชายคนนี้ดูมีอายุก็จริงอยู่ แต่ตาเมี่ยงครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นดูมีอาวุโสกว่ามาก อย่าว่าแต่ตอนนี้ซึ่งชราภาพขึ้นไปอีก แต่ลุงคนนี้กลับเรียกตาเมี่ยงว่า”มัน”

แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆได้ยินเสียงเจ้าหยกชวนแกขึ้นรถ

“ลุงนั่งรถไปกับพวกผมเถอะ เรากำลังจะเข้าหมู่บ้านพอดี ลุงอย่าเดินไปเลย อีก3ชั่วโมงก็ไม่ถึง”

ดูเหมือนลุงจะมีรอยยิ้มผุดขึ้นเล็กน้อยให้เจ้าหยกด้วยความเอ็นดู แล้วแกก็เหลือบมองมาทางผม สายตาคมกริบนั้นทำให้ใจผมสะท้าน

“แล้วเพื่อนเจ้าล่ะจะยอมไหม”

“ไม่มีปัญหาครับลุง” ผมตอบ

เสียงแกเหมือนหูฟัง Bluetooth ที่ไม่ว่าจะวางอุปกรณ์ที่เราจะเชื่อมต่อไว้ที่ไหน เราก็จะได้ยินก้องในรูหูและคิดว่าอุปกรณ์นั้นอยู่ใกล้ตัวเรา ไม่รู้อะไรทำให้ผมเผลอตอบกลับไป ทั้งๆที่ตำแหน่งที่นั่งคนขับของผมไม่ควรสื่อสารกับคนที่ยืนตรงจุดนั้นถนัดนัก ถ้าหากว่าเป็นเจ้าหยกก็ไปอย่าง

เจ้าหยกลุกออกไปเปิดประตูหลังให้ลุง แต่เหมือนแกยังรีรออะไรบางอย่าง แว่บหนึ่งผมเห็นแกเหลือบมองมายังผ้ายันต์ติดรถแล้วเอ่ยถามผมอีกครั้ง

“เจ้าของรถยอมให้ลุงขึ้นรถแน่หรือ”

“โถลุง จะเกรงใจทำไม” เจ้าหยกพูดพลางส่งสายตาแกมบังคับมาทางผม” ยังไงเราก็ต้องเข้าหมู่บ้านอยู่แล้ว”

“แต่” ลุงทำเสียงอิดออด หากสายตามองมาที่ผม “ ลุงต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของรถเท่านั้น”

ผมลำคาญเจ้าหยกเต็มทีเลยตัดบท

“เชิญครับลุง ที่ผมลังเลตอนแรกไม่ใช่อะไร ผมกลัวลุงเป็นพวกโจรดักปล้นเท่านั้น พูดกันตรงๆ ไม่โกรธนะครับ”

ลุงได้ยินอย่างนั้นก็ก้าวเข้ามานั่งในรถ แกอุ้มชะลอมบนตักอย่างทะนุทะนอม 

“ของฝากหรือครับลุง” เจ้าหยกเอ่ยถามหลังจากรถวิ่งไปตามเส้นทางสู่หมู่บ้านดังเดิมแล้ว

“ฉันตั้งใจเอามาฝากโหลนของฉัน”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่