ปัญหาในการพัฒนา N64 จนต้องเลื่อนวันวางจำหน่ายถึง 2 ครั้งนั้น คาดกันว่าเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ
ในการเลื่อนวันวางจำหน่ายครั้งแรกนั้น Nintendo ได้อธิบายสาเหตุว่าเพื่อเพิ่มระยะเวลาในการทดลองและศึกษาวิธีสร้างเกมบน N64 แก่เหล่านักพัฒนา(ทั้งของ Nintendo เองและบริษัทเกมอื่น ๆ ) เพื่อให้เกมที่จะถูกสร้างออกมานั้นเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
แต่อดีตวิศวกรของ SGI ชื่อ Adrian Sfarti พูดอีกอย่างหนึ่ง เค้าเล่าว่าสาเหตุจริง ๆ เป็นเพราะปัญหาด้าน Hardware ที่ผลจากการทดสอบชิปพบว่ามีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์จึงต้องมีการออกแบบชิปใหม่ ซึ่งสิ่งที่พูดนั้นตรงกันกับความเห็นจากนักพัฒนาจากบริษัทเกมแห่งหนึ่งที่มีโอกาสได้ทดสอบ N64 รุ่นต้นแบบและพบว่าตัวเครื่องมีปัญหาด้านประสิทธิภาพ
ถ้าเหตุผลการเลื่อนวันวางจำหน่ายมาจากปัญหาเรื่อง Hardware จริง ย่อมต้องมีคำถามตามมาว่า แล้วทำไหม Nintendo ถึงยกเรื่องเพิ่มเวลาศึกษาพัฒนาเกมมาอ้าง นี่นำมาซึ่งสาเหตุข้อที่ 2 นั้นคือ
การเขียนโปรแกรมบน Hardware ของ N64 ทำได้ยาก
จะเห็นว่าเป็นกรณีที่คล้ายกับ Sega Saturn ที่ปัญหาจาก Hardware พลอยทำให้การเขียน Software ยากลำบากไปด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับความยากในการเขียนโปรแกรมเกมบน Saturn ถูกนิยามไว้ที่ “ผิดสามัญสำนึกของมนุษย์”
นิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 1996 ในบทความ "Nintendo Wakes Up” มีการพูดถึงระดับความยากในการเขียนโปรแกรมบน N64 โดยนิยามไว้ว่า “horrendously complex” แปลได้ว่า “ซับซ้อนอย่างน่ากลัว”
โดยจุดที่ทำให้เกิดความยากและซับซ้อนในการเขียนโปรแกรมเกมบน N64 ที่รู้กันอย่างแพร่หลายอยู่ที่การปรับแต่ง Code เกมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและดึงความสามารถของเครื่องเกมออกมาให้เต็มที่
ปัญหาของการปรับแต่ง Code คือ โปรแกรมเมอร์แทบจะไม่สามารถอ้างอิงวิธีการที่เคยใช้มาก่อนกับ N64 ได้เลยอีกทั้งยังมีความยากลำบากอย่างมากในการนำแนวคิดมาปรับใช้ในการปฏิบัติจริงอีกด้วย ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้มาจากข้อบกพร่องในส่วนของ Hardware แทบทั้งสิ้น ซึ่งจะได้เขียนถึงแบบลงในรายละเอียดถึงในโอกาสต่อไป
แต่ปัญหาการเขียนโปรแกรมนั้นกลับโดน Nintendo เองมองข้ามไปเนื่องจากความเข้าใจที่ผิดพลาดในเรื่องนี้
Genyo Takeda หัวหน้าทีมพัฒนา Hardware ของ N64 ได้เล่าถึงสิ่งที่พวกเค้าคิดในตอนนั้นโดยสรุปไว้ว่า
“เกมยิ่งก้าวหน้ามากเท่าไหร่การเขียนโปรแกรมก็ย่อมยากตามไปด้วยเป็นเรื่องปกติ”
ปัญหาการเขียนโปรแกรมจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
เมื่อการเขียนโปรแกรมทำได้ยาก ในช่วงเริ่มต้นเหล่าผู้พัฒนาจึงไม่มีทางเลือกต้องใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานที่ Nintendo ให้มาในการเขียนโปรแกรมเกมบน N64 มีชื่อเรียกว่า “Microcode” ซึ่งเป็นชุดคำสั่งสำหรับการสร้างกราฟฟิกและโพลีกอน 3d ในรูปแบบที่ผู้พัฒนาต้องการ
ในตอนหลังมีการค้นพบว่า “Microcode” ก็คือชุดคำสั่งพื้นฐานของ SGI ในการควบคุมชิปนั้นเองซึ่งประสิทธิภาพที่ได้จากการใช้ชุดคำสั่งพื้นฐานนั้นไม่พอเพียงพอต่อการใช้งานในการสร้างเกม เช่น จำนวนโพลีกอนที่สามารถสร้างออกมาได้ต่อวินาทีด้วยชุดคำสั่งนี้น้อยเกินไป
ทว่าในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาเกมบน N64 นั้นโปรแกรมเมอร์ยังไม่พบวิธีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตัดทอนกราฟฟิกที่จะแสดงออกมา และนี่ทำให้ “Microcode” กลายเป็นข้อจำกัดอีกจุดหนึ่งของการพัฒนาเกมไป
และนี่กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ว่า หากบริษัทเกมต้องการพัฒนาเกมดี ๆ บน N64 สิ่งแรกที่ต้องทำคือไม่ใช้ “Microcode” หรือใช้ “Microcode ที่ตนปรับแต่งหรือสร้างเอง”
ภายหลังในช่วงปี 1998 แม้เหล่าผู้พัฒนาเกมจะเริ่มค้นพบวิธีแก้ไขปัญหาของ Microcode และหลีกเลี่ยงปัญหาของ Hardware แล้วก็ตามแต่โมเมนต์ตั้มของตลาดก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ส่วนในการเลื่อนครั้งที่ 2 นั้น Nintendo ได้อธิบายสาเหตุมาจากที่ฝ่ายการตลาดได้ประเมินแล้วว่าจะไม่สามารถผลิตเครื่องได้ตามความต้องการของตลาดทั่วโลกได้ หากฝืนวางจำหน่ายตามแผนการตลาดเดิมโดยวางขายพร้อมกันทั่วโลกจะทำให้ร้านค้าปลีกหลายร้านไม่ได้รับสินค้าและก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่เหล่าผู้ค้าปลีกแบบเดียวกับที่ SEGA เคยทำกับ Sega Saturn
ดังนั้น Nintendo จึงตัดสินใจขอเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปจากกำหนดการเดิมอีก 2 เดือนหรือ 1 เดือนถ้านับจากการประกาศเลื่อนครั้งที่ 2 และยกเลิกแผนการวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้น
แต่ก็มีบางข่าวลือที่ซุบซิปกันว่าจริง ๆ แล้วที่เลื่อนเพราะการเลื่อนกำหนดการวางจำหน่ายครั้งแรกไปเดือนเมษายน 1996 นั้นNintendo เองก็ไม่รู้ว่าจะพัฒนา N64 และวางจำหน่ายได้ทันตามที่ประกาศรึเปล่าจึงประกาศกำหนดการแบบขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อนเพื่อไม่ให้ลูกค้าไม่พอใจและเลิกรอไปซื้อเครื่องเกมของคู่แข่ง
และเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของผู้ที่รอคอยและประคองความต้องการซื้อ N64 Nintendo จึงมีการออกโฆษณาที่มีสโลแกนเช่น
"Wait for it..." (รอได้เลย) และ "Is it worth the wait? Only if you want the best!"

คุ้มที่จะรอไหม? ถ้าคุณต้องการสิ่งที่ดีที่สุด!)
ในที่สุด N64 ก็วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1996 ที่ญี่ปุ่นและทำยอดขายได้ถึง 3 แสนเครื่องในวันแรก
และมียอดจองอีกเกือบ 2 แสนเครื่อง เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน N64 ก็ทำยอดขายได้เกือบ 5 แสนเครื่องในเวลาเพียง 1 สัปดาห์
มีจุดที่น่าสนใจคือ Nintendo ปรับกลยุทธ์การขายด้วยการกระจายสินค้าให้ร้านค้าปลีกรายย่อยรวมถึงร้านสะดวกซื้อ
ทำให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นและลดปัญหาความโกลาหลที่เคยเกิดขึ้นตอนวางขาย Super Famicom หรือ Super Nintendo ได้
มีบางเครื่องถูกหิ้วไปขายที่อเมริกาด้วยราคาสูงถึง 699 เหรียญ
ต่อมา N64 ก็วางขายที่อเมริกาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 1996 ด้วยราคาขายที่ 199 เหรียญซึ่งเท่ากับ ps และ Saturn ในเวลานั้น โดย N64 มีเกมให้เลือกเล่นในตอนแรกเพียง 2 เกม คือ Pilotwings 64 และเกมมาสคอสว่าที่เกมยอดขายอันดับ 1 ของ N64 ด้วยยอดขายรวมสูงกว่าเกมยอดขายอันดับ 1 ของ ps เสียอีก นั้นคือ Super Mario 64
และนี่ก็ทำให้คู่แข่งในตลาดเครื่องเกมคอนโซลลงสนามครบหมดทุกค่ายแล้ว
จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกมคอนโซลเริ่มขึ้นตรงนี้เอง
to be continued in “32War”
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน”
โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/
บทความตามใจฉัน “Nintendo64: Ultra Famicom” Part 2
ในการเลื่อนวันวางจำหน่ายครั้งแรกนั้น Nintendo ได้อธิบายสาเหตุว่าเพื่อเพิ่มระยะเวลาในการทดลองและศึกษาวิธีสร้างเกมบน N64 แก่เหล่านักพัฒนา(ทั้งของ Nintendo เองและบริษัทเกมอื่น ๆ ) เพื่อให้เกมที่จะถูกสร้างออกมานั้นเป็นไปอย่างมีคุณภาพ
แต่อดีตวิศวกรของ SGI ชื่อ Adrian Sfarti พูดอีกอย่างหนึ่ง เค้าเล่าว่าสาเหตุจริง ๆ เป็นเพราะปัญหาด้าน Hardware ที่ผลจากการทดสอบชิปพบว่ามีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์จึงต้องมีการออกแบบชิปใหม่ ซึ่งสิ่งที่พูดนั้นตรงกันกับความเห็นจากนักพัฒนาจากบริษัทเกมแห่งหนึ่งที่มีโอกาสได้ทดสอบ N64 รุ่นต้นแบบและพบว่าตัวเครื่องมีปัญหาด้านประสิทธิภาพ
ถ้าเหตุผลการเลื่อนวันวางจำหน่ายมาจากปัญหาเรื่อง Hardware จริง ย่อมต้องมีคำถามตามมาว่า แล้วทำไหม Nintendo ถึงยกเรื่องเพิ่มเวลาศึกษาพัฒนาเกมมาอ้าง นี่นำมาซึ่งสาเหตุข้อที่ 2 นั้นคือ
การเขียนโปรแกรมบน Hardware ของ N64 ทำได้ยาก
จะเห็นว่าเป็นกรณีที่คล้ายกับ Sega Saturn ที่ปัญหาจาก Hardware พลอยทำให้การเขียน Software ยากลำบากไปด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับความยากในการเขียนโปรแกรมเกมบน Saturn ถูกนิยามไว้ที่ “ผิดสามัญสำนึกของมนุษย์”
นิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 3 สิงหาคม 1996 ในบทความ "Nintendo Wakes Up” มีการพูดถึงระดับความยากในการเขียนโปรแกรมบน N64 โดยนิยามไว้ว่า “horrendously complex” แปลได้ว่า “ซับซ้อนอย่างน่ากลัว”
โดยจุดที่ทำให้เกิดความยากและซับซ้อนในการเขียนโปรแกรมเกมบน N64 ที่รู้กันอย่างแพร่หลายอยู่ที่การปรับแต่ง Code เกมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและดึงความสามารถของเครื่องเกมออกมาให้เต็มที่
ปัญหาของการปรับแต่ง Code คือ โปรแกรมเมอร์แทบจะไม่สามารถอ้างอิงวิธีการที่เคยใช้มาก่อนกับ N64 ได้เลยอีกทั้งยังมีความยากลำบากอย่างมากในการนำแนวคิดมาปรับใช้ในการปฏิบัติจริงอีกด้วย ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้มาจากข้อบกพร่องในส่วนของ Hardware แทบทั้งสิ้น ซึ่งจะได้เขียนถึงแบบลงในรายละเอียดถึงในโอกาสต่อไป
แต่ปัญหาการเขียนโปรแกรมนั้นกลับโดน Nintendo เองมองข้ามไปเนื่องจากความเข้าใจที่ผิดพลาดในเรื่องนี้
Genyo Takeda หัวหน้าทีมพัฒนา Hardware ของ N64 ได้เล่าถึงสิ่งที่พวกเค้าคิดในตอนนั้นโดยสรุปไว้ว่า
“เกมยิ่งก้าวหน้ามากเท่าไหร่การเขียนโปรแกรมก็ย่อมยากตามไปด้วยเป็นเรื่องปกติ”
ปัญหาการเขียนโปรแกรมจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
เมื่อการเขียนโปรแกรมทำได้ยาก ในช่วงเริ่มต้นเหล่าผู้พัฒนาจึงไม่มีทางเลือกต้องใช้ชุดคำสั่งมาตรฐานที่ Nintendo ให้มาในการเขียนโปรแกรมเกมบน N64 มีชื่อเรียกว่า “Microcode” ซึ่งเป็นชุดคำสั่งสำหรับการสร้างกราฟฟิกและโพลีกอน 3d ในรูปแบบที่ผู้พัฒนาต้องการ
ในตอนหลังมีการค้นพบว่า “Microcode” ก็คือชุดคำสั่งพื้นฐานของ SGI ในการควบคุมชิปนั้นเองซึ่งประสิทธิภาพที่ได้จากการใช้ชุดคำสั่งพื้นฐานนั้นไม่พอเพียงพอต่อการใช้งานในการสร้างเกม เช่น จำนวนโพลีกอนที่สามารถสร้างออกมาได้ต่อวินาทีด้วยชุดคำสั่งนี้น้อยเกินไป
ทว่าในยุคเริ่มต้นของการพัฒนาเกมบน N64 นั้นโปรแกรมเมอร์ยังไม่พบวิธีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตัดทอนกราฟฟิกที่จะแสดงออกมา และนี่ทำให้ “Microcode” กลายเป็นข้อจำกัดอีกจุดหนึ่งของการพัฒนาเกมไป
และนี่กลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ว่า หากบริษัทเกมต้องการพัฒนาเกมดี ๆ บน N64 สิ่งแรกที่ต้องทำคือไม่ใช้ “Microcode” หรือใช้ “Microcode ที่ตนปรับแต่งหรือสร้างเอง”
ภายหลังในช่วงปี 1998 แม้เหล่าผู้พัฒนาเกมจะเริ่มค้นพบวิธีแก้ไขปัญหาของ Microcode และหลีกเลี่ยงปัญหาของ Hardware แล้วก็ตามแต่โมเมนต์ตั้มของตลาดก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
ส่วนในการเลื่อนครั้งที่ 2 นั้น Nintendo ได้อธิบายสาเหตุมาจากที่ฝ่ายการตลาดได้ประเมินแล้วว่าจะไม่สามารถผลิตเครื่องได้ตามความต้องการของตลาดทั่วโลกได้ หากฝืนวางจำหน่ายตามแผนการตลาดเดิมโดยวางขายพร้อมกันทั่วโลกจะทำให้ร้านค้าปลีกหลายร้านไม่ได้รับสินค้าและก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่เหล่าผู้ค้าปลีกแบบเดียวกับที่ SEGA เคยทำกับ Sega Saturn
ดังนั้น Nintendo จึงตัดสินใจขอเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปจากกำหนดการเดิมอีก 2 เดือนหรือ 1 เดือนถ้านับจากการประกาศเลื่อนครั้งที่ 2 และยกเลิกแผนการวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเป็นเหตุผลที่พอฟังขึ้น
แต่ก็มีบางข่าวลือที่ซุบซิปกันว่าจริง ๆ แล้วที่เลื่อนเพราะการเลื่อนกำหนดการวางจำหน่ายครั้งแรกไปเดือนเมษายน 1996 นั้นNintendo เองก็ไม่รู้ว่าจะพัฒนา N64 และวางจำหน่ายได้ทันตามที่ประกาศรึเปล่าจึงประกาศกำหนดการแบบขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อนเพื่อไม่ให้ลูกค้าไม่พอใจและเลิกรอไปซื้อเครื่องเกมของคู่แข่ง
และเพื่อลดกระแสความไม่พอใจของผู้ที่รอคอยและประคองความต้องการซื้อ N64 Nintendo จึงมีการออกโฆษณาที่มีสโลแกนเช่น
"Wait for it..." (รอได้เลย) และ "Is it worth the wait? Only if you want the best!"
ในที่สุด N64 ก็วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 1996 ที่ญี่ปุ่นและทำยอดขายได้ถึง 3 แสนเครื่องในวันแรก
และมียอดจองอีกเกือบ 2 แสนเครื่อง เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน N64 ก็ทำยอดขายได้เกือบ 5 แสนเครื่องในเวลาเพียง 1 สัปดาห์
มีจุดที่น่าสนใจคือ Nintendo ปรับกลยุทธ์การขายด้วยการกระจายสินค้าให้ร้านค้าปลีกรายย่อยรวมถึงร้านสะดวกซื้อ
ทำให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นและลดปัญหาความโกลาหลที่เคยเกิดขึ้นตอนวางขาย Super Famicom หรือ Super Nintendo ได้
มีบางเครื่องถูกหิ้วไปขายที่อเมริกาด้วยราคาสูงถึง 699 เหรียญ
ต่อมา N64 ก็วางขายที่อเมริกาเมื่อวันที่ 26 กันยายน 1996 ด้วยราคาขายที่ 199 เหรียญซึ่งเท่ากับ ps และ Saturn ในเวลานั้น โดย N64 มีเกมให้เลือกเล่นในตอนแรกเพียง 2 เกม คือ Pilotwings 64 และเกมมาสคอสว่าที่เกมยอดขายอันดับ 1 ของ N64 ด้วยยอดขายรวมสูงกว่าเกมยอดขายอันดับ 1 ของ ps เสียอีก นั้นคือ Super Mario 64
และนี่ก็ทำให้คู่แข่งในตลาดเครื่องเกมคอนโซลลงสนามครบหมดทุกค่ายแล้ว
จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกมคอนโซลเริ่มขึ้นตรงนี้เอง
to be continued in “32War”
ปล.ตอนนี้ผมได้เปิด Facebook Page “บทความตามใจฉัน”
โดยบทความจะหลายหลากคละประเภทกันไปความตามความสนใจนั้นขณะนั้น ถ้าสนใจก็กดติดตามได้ครับ
https://www.facebook.com/uptomejournal/