คน 2 คน กับ ประตูกระจก 1 บาน สะท้อนการทำงานในองค์กร

.      ผมสังเกตการเข้า-ออก ของผู้คนผ่านประตูกระจกบานหนึ่ง ที่บริษัทก็พบว่า ผมสามารถจัดประเภทของผู้คนที่เดินผ่านประตูบานนี้ได้อยู่ 2 รูปแบบคือ

1.คนที่เปิดประตูอย่างรวดเร็วและแคบที่สุด เพื่อให้เพียงพอต่อการสอดตัวเข้าไปของตนเองเท่านั้น
2.คนที่เปิดประตู และสังเกตคนที่อยู่ด้านหลังเสมอ หากเขาพบว่ามีคนตามหลังมา เขาก็จะเปิดประตูให้กว้าง และใช้มือเหนี่ยวรั้งประตูไว้ให้นานที่สุด เพื่อให้คนที่ตามมา เดินเข้ามาด้วยกัน
.
.
.       ผมนั่งนึกๆต่อไป การเปิดประตูก็ไม่ต่างอะไรจากการทำงานที่เป็นอยู่ เรามักเจอคน 2 ประเภทในการทำงานคือ คนที่มักทำงานที่เพียงเอาให้ตัวเองรอด โดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะได้รับผลกระทบ หรือลำบากอย่างไร  เขาไม่เคยสนใจหรอกว่า คนด้านหลังเขาจะมีสัมภาระ หรือได้รับความลำบากเพียงใด จากการเปิดประตูทำงานของเขา   ก็แน่ละเรากำลังอยู่ในโลกทุนนิยมไง การเอาตัวรอดเพียงคนเดียวก็เหนื่อยจะตายห่าแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาคอยเหลียวแลคนข้างหลังละ คุณมีมือคุณก็ต้องเปิดด้วยความสามารถของคุณเองสิ !
.
.
.     สำหรับคนจำพวกที่คอยเปิดประตูโดยนึกถึงผู้อื่น ผมกลับพบว่า เขาก็อยู่ในโลกใบเดียวกับคนก่อนหน้า ต้องทำงาน ต้องแข่งขัน ต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เหมือนอย่างคนอื่นๆนั่นแหละ ผมพบว่าคนจำพวกนี้ก็คงเหมือนกับคนทำงาน ที่ได้ทำงานด้วยคงรู้สึกดีกว่าคนก่อนหน้า เพราะเขาเหล่านั้นมักจะมองปัญหาของเรากับปัญหาของเขาเป็นเรื่องเดียวกัน คงเหมือนกับการเปิดประตู ที่เขาก็จะมองว่าก็เอื้อมมือเปิดประตูให้กว้างขึ้นอีกหน่อย นอกจากจะไม่ทำให้เราเสียหายอะไรแล้ว ยังสามารถช่วยให้คนอื่นเดินตามเข้ามาได้อีกด้วย
.
.
.       ที่จริงไอแค่การเปิดประตู มันก็ไม่ใช่สิ่งยิ่งใหญ่ หรือจะมีประโยชน์มากมายอะไรกับองค์กรนักหรอก แต่ถ้าหากเรื่องง่ายๆอย่างการเปิดประตูเผื่อคนอื่น ยังทำกันไม่ได้ แล้วถ้าเจอเรื่องใหญ่ๆขึ้นมา มากกว่าการเปิดประตู คุณคิดว่าคนที่เขาเปิดประตูแค่เขาคนเดียว กับคนที่เปิดประตูโดยคิดถึงคนอื่น คนอย่างไหนจะช่วยกันแก้ไขปัญหาเพื่อส่วนรวมได้ดีกว่ากัน……..แล้วคุณละชอบเปิดประตูแบบไหน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่