สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
คนก็กลัวเป็นโรคกันนะครับ
แต่
หากเศรษฐกิจไม่เดิน
การดำรงชีวิต ก็ยากดำเนินไปได้ครับ
ลองนึกภาพ
หาก เงินได้รายวัน ไม่มีอีกแล้ว
แต่มีปากท้องให้เลี้ยงดู 2-3 คน
เป็นใครก็ต้องดิ้นรนออกมาครับ
@ มองมุมต่าง กางกว้าง ความรู้สึก
อย่าเพียงนึก ตรึกเพียง "เรา"เป็นฐาน
เขา!ค่าแรง หายหด หมด ณ กาล
หาผู้หาญ ลูกเขา เศร้า!ใครแล
ขอพรสันตินิรันดร์
แด่ผู้ทุกข์ระทมที่จากไป
toshare
แต่
หากเศรษฐกิจไม่เดิน
การดำรงชีวิต ก็ยากดำเนินไปได้ครับ
ลองนึกภาพ
หาก เงินได้รายวัน ไม่มีอีกแล้ว
แต่มีปากท้องให้เลี้ยงดู 2-3 คน
เป็นใครก็ต้องดิ้นรนออกมาครับ
@ มองมุมต่าง กางกว้าง ความรู้สึก
อย่าเพียงนึก ตรึกเพียง "เรา"เป็นฐาน
เขา!ค่าแรง หายหด หมด ณ กาล
หาผู้หาญ ลูกเขา เศร้า!ใครแล
ขอพรสันตินิรันดร์
แด่ผู้ทุกข์ระทมที่จากไป
toshare
ความคิดเห็นที่ 36
เสียงแตกนะคะ จากโพลล่าสุด คนที่อยากให้ปิดต่อมีมากกว่า แต่คนที่อยากให้เปิดเสียงดังกว่าแค่นั้นเอง
ซึ่งจะให้พวกที่ไม่อยากให้เปิดมายืนประท้วงชนกันมันก็ผิดวัตถุประสงค์ของคนอยากให้ปิดต่อ
และพวกที่ประท้วงให้เปิดมีจริงค่ะ ไม่เถียง แต่ที่เสียงดังเป็นข่าวใหญ่ เพราะมีสื่อและการเมืองหนุนหลัง ตีข่าวเป็นประเด็นด้วย
แต่ถ้าจะทำความเข้าใจว่าทำไมถึงมีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่อยากให้เปิดเมือง ส่วนตัวเราคิดว่ามีเหตุผลหลักๆสองข้อ
1. คนที่ออกมาประท้วง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงค่ะ
ตัวเลขของอเมริกาดูน่ากลัวมากก็จริง แต่มันกระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ และรัฐที่มีความหนาแน่นของประชากร
จากผู้ป่วยเป็นล้านทั่วประเทศ มีรัฐที่ผู้ป่วยเกินแสนแค่สองรัฐคือ New York กับ New Jersey ซึ่งก็อยู่ติดๆกัน
รัฐอันดับสามคือ Massachusetts ยังอยู่แค่ 6 หมื่น และมีอีก 30 กว่ารัฐที่ยอดยังอยู่หลักพัน บางรัฐหลักร้อยด้วยซ้ำ
และบางเมือง รัศมีรอบๆ 100 ไมล์หรือมากกว่านั้น ตอนนี้ไม่มี active case แล้วก็มี
คนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆพวกนี้ ที่ประชากรไม่หนาแน่น ใช้ชีวิตห่างๆกันอยู่แล้ว จะให้เค้าปิดต่อ ขาดรายได้มันก็ไม่ใช่เรื่อง
สำหรับเค้า เค้าก็มองว่ามันไม่มีเหตุผล สถานการณ์รอบๆตัวเค้าดีแล้ว มีแค่ในเมืองใหญ่ หรือเมืองหลักของรัฐที่ยังมีคนป่วยเยอะอยู่
แต่ละมาใช้กฎแบบเดียวกัน ห้ามเค้าออกจากบ้าน ไปทำงาน ใช้ชิวิตต่างๆ ทั้งๆที่รอบตัวเค้าความเสี่ยงต่างกัน มันก็ไม่ใช่ใช่มั้ยล่ะคะ
2. คนอเมริกันจำนวนมากเป็น fighter และมีความเป็นปัจเจกสูงอยู่ในสายเลือดค่ะ
ส่วนใหญ่จะมีความคิดว่าต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง ถ้าชั้นกลัวชั้นก็ใส่หน้ากาก เลือกจะกักตัวเองอยู่ในบ้านเอง
ถ้าไม่กลัว ชั้นก็ควรจะมีสิทธิต้องออกไปทำอะไรที่ไหนๆตามที่ต้องการ ยอมรับความเสี่ยงเองถ้าจะติดโรค
พวกนี้จะไม่ชอบโดนบังคับจากรัฐ มาสั่งให้ทำนู่นทำนี่จำกัดสิทธิ ชั้นรับได้ถ้าชั้นป่วย แต่ชั้นรับไม่ได้ถ้าชั้นไม่ได้ทำงาน
และความเป็นพวกไม่ชอบอยู่นิ่งๆของคนอเมริกัน พวกนี้เลยจะอึดอัดมากถ้าต้องนั่งเฉยๆเหมือนงอมืองอเท้ายอมรับความพ่ายแพ้ต่อโรค
คือบางคนเค้าไม่มองว่าการอยู่นิ่ิงๆเก็บตัวในบ้านคือการเอาชนะโรค เค้ามองว่าการยอมจำกัดสิทธิเสรีภาพของตัวเองคือการแพ้
อย่างน้อยได้ออกไปทำอะไรข้างนอก ถึงจะติดโรค ป่วยตายขึ้นมา เค้าก็รู้สึกว่าเค้าได้ "สู้" อะค่ะ ดีกว่ายอมแพ้นอนเฉยๆอยู่บ้าน
อย่างไอ้ที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมปืน ก็เพราะคนจำนวนไม่น้อยเลยเชื่อว่าการมีปืนคือเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อใช้"สู้"กับคนร้ายด้วยตัวเองได้
มันเป็น mindset ที่ฝังอยู่ใน DNA และการอบรมเลี้ยงดูมาหลายชั่วอายุคน มันก็เปลี่ยนยากนะคะ
ซึ่งจะให้พวกที่ไม่อยากให้เปิดมายืนประท้วงชนกันมันก็ผิดวัตถุประสงค์ของคนอยากให้ปิดต่อ
และพวกที่ประท้วงให้เปิดมีจริงค่ะ ไม่เถียง แต่ที่เสียงดังเป็นข่าวใหญ่ เพราะมีสื่อและการเมืองหนุนหลัง ตีข่าวเป็นประเด็นด้วย
แต่ถ้าจะทำความเข้าใจว่าทำไมถึงมีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่อยากให้เปิดเมือง ส่วนตัวเราคิดว่ามีเหตุผลหลักๆสองข้อ
1. คนที่ออกมาประท้วง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงค่ะ
ตัวเลขของอเมริกาดูน่ากลัวมากก็จริง แต่มันกระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ และรัฐที่มีความหนาแน่นของประชากร
จากผู้ป่วยเป็นล้านทั่วประเทศ มีรัฐที่ผู้ป่วยเกินแสนแค่สองรัฐคือ New York กับ New Jersey ซึ่งก็อยู่ติดๆกัน
รัฐอันดับสามคือ Massachusetts ยังอยู่แค่ 6 หมื่น และมีอีก 30 กว่ารัฐที่ยอดยังอยู่หลักพัน บางรัฐหลักร้อยด้วยซ้ำ
และบางเมือง รัศมีรอบๆ 100 ไมล์หรือมากกว่านั้น ตอนนี้ไม่มี active case แล้วก็มี
คนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆพวกนี้ ที่ประชากรไม่หนาแน่น ใช้ชีวิตห่างๆกันอยู่แล้ว จะให้เค้าปิดต่อ ขาดรายได้มันก็ไม่ใช่เรื่อง
สำหรับเค้า เค้าก็มองว่ามันไม่มีเหตุผล สถานการณ์รอบๆตัวเค้าดีแล้ว มีแค่ในเมืองใหญ่ หรือเมืองหลักของรัฐที่ยังมีคนป่วยเยอะอยู่
แต่ละมาใช้กฎแบบเดียวกัน ห้ามเค้าออกจากบ้าน ไปทำงาน ใช้ชิวิตต่างๆ ทั้งๆที่รอบตัวเค้าความเสี่ยงต่างกัน มันก็ไม่ใช่ใช่มั้ยล่ะคะ
2. คนอเมริกันจำนวนมากเป็น fighter และมีความเป็นปัจเจกสูงอยู่ในสายเลือดค่ะ
ส่วนใหญ่จะมีความคิดว่าต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเอง ถ้าชั้นกลัวชั้นก็ใส่หน้ากาก เลือกจะกักตัวเองอยู่ในบ้านเอง
ถ้าไม่กลัว ชั้นก็ควรจะมีสิทธิต้องออกไปทำอะไรที่ไหนๆตามที่ต้องการ ยอมรับความเสี่ยงเองถ้าจะติดโรค
พวกนี้จะไม่ชอบโดนบังคับจากรัฐ มาสั่งให้ทำนู่นทำนี่จำกัดสิทธิ ชั้นรับได้ถ้าชั้นป่วย แต่ชั้นรับไม่ได้ถ้าชั้นไม่ได้ทำงาน
และความเป็นพวกไม่ชอบอยู่นิ่งๆของคนอเมริกัน พวกนี้เลยจะอึดอัดมากถ้าต้องนั่งเฉยๆเหมือนงอมืองอเท้ายอมรับความพ่ายแพ้ต่อโรค
คือบางคนเค้าไม่มองว่าการอยู่นิ่ิงๆเก็บตัวในบ้านคือการเอาชนะโรค เค้ามองว่าการยอมจำกัดสิทธิเสรีภาพของตัวเองคือการแพ้
อย่างน้อยได้ออกไปทำอะไรข้างนอก ถึงจะติดโรค ป่วยตายขึ้นมา เค้าก็รู้สึกว่าเค้าได้ "สู้" อะค่ะ ดีกว่ายอมแพ้นอนเฉยๆอยู่บ้าน
อย่างไอ้ที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมปืน ก็เพราะคนจำนวนไม่น้อยเลยเชื่อว่าการมีปืนคือเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อใช้"สู้"กับคนร้ายด้วยตัวเองได้
มันเป็น mindset ที่ฝังอยู่ใน DNA และการอบรมเลี้ยงดูมาหลายชั่วอายุคน มันก็เปลี่ยนยากนะคะ
ความคิดเห็นที่ 14
มันต้องเปิดครับ แล้วใช้โซเชี่ยลดิสแตนซิ่งกัน ไม่งั้นเศรษฐกิจพัง จุดประสงค์การล็อกดาวน์มันคือการชะลอผู้ป่วย ให้ไม่ให้ล้นเกินปริมาณที่โรงพยาบาลจะรับได้ เพราะโรคนี้สามารถรักษาหายได้ .. แต่ที่เสียชีวิตกันเยอะ เพราะโรงพยาบาลรับไม่ไหวครับ
มันไม่ใช่ว่าล็อคดาวน์ แล้วโรคจะหายไปเป็นศูนย์ เป็นไปไม่ได้จนกว่าจะพบวัคซีนและฉีดให้ทุกคน
และก็มีอีกทฤษฎีนึงของอังกฤษ หรือสวีเดนที่ว่า มันอาจจะเกิดภูมิคุ้มกันที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเองในเวลาต่อมา ..ถ้าคลายล็อคดาวน์ ...แต่ถ้ามันระบาดอีกก็ปิด ชั่วคราวได้ เป็นพื้นที่ที่เสี่ยง หรือพื้นที่สีแดงเป็นจุดๆไปครับ ไม่จำเป็นต้องบ้าจี้ปิดทั้งหมดทั่วประเทศ
มันไม่ใช่ว่าล็อคดาวน์ แล้วโรคจะหายไปเป็นศูนย์ เป็นไปไม่ได้จนกว่าจะพบวัคซีนและฉีดให้ทุกคน
และก็มีอีกทฤษฎีนึงของอังกฤษ หรือสวีเดนที่ว่า มันอาจจะเกิดภูมิคุ้มกันที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเองในเวลาต่อมา ..ถ้าคลายล็อคดาวน์ ...แต่ถ้ามันระบาดอีกก็ปิด ชั่วคราวได้ เป็นพื้นที่ที่เสี่ยง หรือพื้นที่สีแดงเป็นจุดๆไปครับ ไม่จำเป็นต้องบ้าจี้ปิดทั้งหมดทั่วประเทศ
แสดงความคิดเห็น
ทำไม อเมริกา อยากเปิดเมืองครับ ทั้งที่ทั่วโลก สั่งปิดเมืองครับ