สวัสดีคะ วันนี้จะมาแบ่งปันเรื่องของคุณพ่อที่ป่วยด้วยเส้นเลือดในสมองนะคะ
คุณพ่อของดิฉันอายุ66ปี ตอนที่ท่านเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบคะ อันนี้เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วนะคะ เดิมทีพ่อดิฉันเป็นคนที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่หนักมากมานานหลายสิบปี แม้จะออกกำลังกายทุกวันแต่เนื่องจากท่านไม่ได้ใส่ใจตนเองและค่อนข้างเอาแต่ใจ ทำให้คุณพ่อมีหลายโรคมาก ทั้งเบาหวาน ความดัน แต่ท่านก้อไม่ได้สนใจที่จะพบหมอหรือทานยา จนกระทั้งวันที่ท่านล้ม ในตอนกลางคืนพ่อบ่นๆกับน้องชายว่ารู้สึกเกร็งๆที่แขน น้องก้อบอกว่าถ้าพรุ่งนี้อาการไม่ดีขึ้นจะพาไปหาหมอ พอตื่นเช้ามาน้องชายก้อเห็นพ่อทานข้าวปกติ ไม่ได้พูดอะไร แล้วพ่อก็ออกไปข้างนอก ก็เลยคิดว่าพ่อคงไม่เป็นอะไร น้องชายเลยออกไปทำธุระ ประมาณบ่ายโมง มีคนโทรไปบอกน้องว่าพ่อล้ม เข้าโรงพยาบาล ซึ่งอันที่จริงแล้ว มีคนพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลไวมาก
หลังจากนั้นอาที่เป็นน้องๆของพ่อก็ตามไป พ่อล้มเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองตีบ เหมือนหมอจะให้เซ็นว่าให้ฉีดยาละลายลิ่มเลือดหรืออะไรซักอย่าง เพราะพ่อไปถึงก่อน4ชั่วโมง แต่อาบอกว่ามันมีความเสี่ยง เค้าเลยตัดสินใจที่จะไม่ฉีด ซึ่งพอน้องชายมาถึงโรงพยาบาล ก็ไม่ได้มีใครบอกเรื่องนี้ น้องเล่าว่าตอนมาถึงพ่อก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เดี๋ยวให้น้ำเกลือเสร็จก็คงกลับบ้านได้แล้ว พอตกกลางคืน พ่อเริ่มมีอาการหนักขึ้น โวยวาย และพูดจาไม่รู้เรื่องซึ่งอาจจะส่งผลมาจากทั้งทางสมอง และ อาจจะเป็นเพราะขาดสุรา ตอนนี้พ่อเราอยู่โรงพยาบาลประจำอำเภอ **ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่พอๆเกือบจะเท่าโรงพยาบาลจังหวัด
เช้าวันต่อมา พ่ออาการแย่ลงมากๆ อาๆจึงให้แม่ดิฉันพาพ่อไปรักษาที่คลินิกด้านโรคสมองชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่หมอจบมาจากต่างประเทศ หลังจากที่ได้พบหมอ หมอประเมินอาการแล้ว ว่าที่พ่อเป็นอยู่อาการหนักมาก เนื่องจากเส้นเลือดตีบ สมองบางส่วนตาย และมันจะลามไปเรื่อยๆ หมอแนะนำว่าอาการแบบนี้ แอดมิทโรงพยาบาลดีกว่า ทำไมไม่ฉีดยาตั้งแต่ตอนไปโรงพยาบาล ตอนนี้น้องชายกับแม่ก็เลยเพิ่งรู้ว่าอาๆตัดสินใจไม่ฉีดยา เพราะพวกเค้าบอกว่าไม่อยากรับความเสี่ยง เค้าไม่อยากตัดสินใจ โอเค แม่พาพ่อย้ายไปอยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลนี้ก็ค่อนข้างเชี่ยวชาญในด้านสมอง
(หากใครงงๆว่าทำไม แม่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ก็คือว่า พ่อกับแม่เราแยกทางกันแล้วนะคะ หย่ากันไปหลายปีมากแล้ว แต่ก็ยังมาดูแลพ่อบ้างแทนดิฉันซึ่งอยู่ต่างประเทศ และน้องชายซึ่งอยู่กรุงเทพเป็นหลักคะ)
ตอนนี้คุณพ่อมาอยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัดแล้วนะคะ เป็นตอนที่ดิฉันเพิ่งทราบเรื่อง ตัดสินใจลางานแล้วบินกลับบ้านไฟลท์รุ่งขึ้นในทันที กว่าจะถึงบ้านนี่เครียดมาก เพราะบินนานมาก ใจไม่ดีเลยคะ ร้องไห้จนเหนื่อย หลับๆตื่นๆร้องๆไปหลายรอบมากกว่าจะถึง มาถึงคุณพ่อเห็นหน้าเราก็ยิ้มเลยคะ แต่อาการท่านก็ยังไม่ดีนะคะ พ่ออยู่โรงพยาบาลประมาณ10วัน ตอน4-5วันแรกประมาณเย็นๆ พ่อจะโวยวายมากๆคะ น่าจะเกี่ยวเนื่องมาจากการหยุดสุรากระทันหัน เพราะท่านสังสรรค์ทุกเย็นมาเป็นเวลาหลายสิบปี พอหยุดก็เลยมีอาการหนัก ณ ตอนนี้ พ่อเป็นอัมพาตซีกขวาคะ ด้านขวาขยับไม่ได้เลย พ่อไม่พูดเลย คือพูดได้น้อยมาก ทานอาหารน้อยมาก ทานแค่นิดหน่อย และดื่มน้ำผลไม้ จะบอกว่าการดูแลของที่นี่ดีมากคะ คุณพยาบาลและคุณหมอที่นี่ดูแล้วผู้ป่วยดีมาก แม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล จะมีนักกายภาพมาทำกายภาพให้ทุกวัน มีหมอมาฝังเข็ม มีพยาบาลมาดูตลอด หลังจากพ่ออาการทรงตัวหมอก็แนะนำให้กลับบ้านคะ ก่อนจะกลับก็ได้คุยกับคุณหมอเจ้าของไข้ แนะนำเรื่องการดูแลผู้ป่วย หมอให้กำลังใจดีมาก หมอบอกว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพ่อจะกลับมาเดินได้แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นซ้ำ หมอคนนี้เป็นคนเดียวที่บอกว่าพ่อเราจะหาย ตอนนั้นจากการประเมินอาการพ่อแล้ว เอาจริงๆ เราไม่คิดว่าพ่อจะกลับมานั่งได้ด้วยซ้ำ คิดว่าหมอเค้าคงให้กำลังใจเราแหละมั้ง ก็พาพ่อกลับบ้าน
ก่อนที่จะพาพ่อกลับบ้านนั้น ดิฉันก็ได้มาทำห้องผู้ป่วยให้พ่อ คือกั้นห้องกระจกติดแอร์ไว้กลางบ้าน เพื่อที่ใครไปใครมาจะได้มองเห็นได้ง่าย ติดตั้งเตียงผู้ป่วย ปล.จริงๆพ่ออาการหนักมากไม่ค่อยมีใครแนะนำให้ซื้อเตียง บอกน้องเช่าเอาก็ได้ แต่หลังจากที่ดิฉันได้ศึกษาแล้ว เลยตัดสินใจซื้อเตียงสามไกรให้พ่อ แบบหมุนมือ ตอนแรกจะซื้อแบบไฟฟ้าเหมือนโรงพยาบาล แต่มีหลายคนบอกว่ายอมเหนื่อยหมุนมือดีกว่า เพราะถ้าแบบไฟฟ้า ถ้าเสียหรือไฟมีปัญหาจะยิ่งยุ่งยาก หลังจากพ่อออกจากโรงพยาบาลได้2วัน ดิฉันก็มีความจำเป็นต้องบินกลับเพื่อเคลียงาน และจัดการธุระให้เสร็จ โดยตั้งใจว่าประมาณอีก2สัปดาห์จะบินกลับมาใหม่และลางานมายาวๆสามเดือนเพื่อดูแลพ่อ เพราะหมอบอกว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับฟื้นฟูคือ3เดือนแรก หลังจากนั้นภายใน6เดือนก็ยังฟื้นฟูได้แต่อาจจะไม่มากเท่าไหร่ โดยหน้าที่ตอนดิฉันไม่อยู่ก็จะเป็นของแม่ น้องชาย และมีน้าที่เป็นน้องสาวของแม่มาช่วยด้วย หลังจากที่ดิฉันกลับมาก็วิดิโอคอลหาแม่ทุกวันเช้าเย็น ดิฉันกลับมาได้ประมาณ5วัน ก็ได้รับโทรศัพท์จากแม่ บอกว่าพ่ออาการแย่มาก เบาหวานขึ้นสูงถึง400มีอาการช็อคและเลือดออกในสมองให้ดิฉันกลับบ้านด่วน ดิฉันจองไฟท์วันรุ่งขึ้นละบินกลับทันที ร้องไห้หลับๆตื่นๆมาตลอดไฟท์อีกแล้ว ใจไม่ดีมากๆ ตอนนี้พ่อไม่รู้เรื่อง อาการแย่มากๆ คือไม่เคี้ยวอาหาร ต้องสอดท่อเข้าไปทางจมูก คือให้อาหารเหลวทางสายยาง นอนไม่พลิกตัว ดิฉันเฝ้าพ่อเป็นหลักอยู่โรงพยาบาล บางคืนอยู่กับพ่อสองคน บางคืนแม่มานอนด้วย สำหรับดิฉันคิดว่าเป็นช่วงที่ค่อนข้างหนักสำหรับชีวิต เนื่องจากว่าทำใจไม่ได้ที่พ่อมาป่วยหนักแบบนี้ ดิฉันดูแลพ่อเป็นหลัก แม่ น้าและน้อง ก็จะเหมือนเป็นผู้ช่วยดิฉันอีกที ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลคือแทบจะไม่ได้นอน เนื่องจากพ่อทานอาหารเหลวทางสายยาง ดิฉันต้องตื่นมาให้อาหารและบดยาทุกๆ5-6ชั่วโมง ให้น้ำทุกๆ2-3ชั่วโมง พลิกตัวทุกๆ2ชั่วโมงเพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เปลี่ยนแพมเพิสตลอดเพราะท่านฉี่บ่อย หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลได้2อาทิตย์ อาการทรงตัวหมอก็ให้กลับบ้าน พร้อมยาทั้งฉีดและกินอีกมากมาย
การฟื้นฟูพ่อในช่วงนี้หนักกว่ารอบก่อนมาก เพราะพ่อไม่รู้เรื่องเลย พ่อพยายามจะดึงสายยางที่จมูกออกตลอดเวลา บางทีก้อต้องมัดแขนไว้กับเตียง กันไม่ให้ท่านดึง คนเป็นลูกบอกตรงๆพอทำแบบนี้กับพ่อรู้สึกแย่มาก คือท่านเหมือนกลับไปเป็นเด็ก คือคลาดสายตาไม่ได้เลย พออาๆมาเห็นแบบนี้ก้อโวยวายกันใหญ่ บังคับให้ดิฉันพาพ่อไปหาหมอที่คลินิคเดิมเพื่อรักษาอีกครั้ง บอกตรงๆว่าดิฉันไม่อยากไป เนื่องจากครั้งที่แล้วที่ไปหมอก็แทบไม่ได้รักษาอะไร นอกจากบอกว่าพ่อรักษาไม่หาย และส่งตัวต่อไปโรงพยาบาล แต่ดิฉันก็ไม่อยากจะขัด ก็พาพ่อไปอีกครั้ง รอบนี้หมอก็พูดเหมือนเดิมคะว่าเดี๋ยวสมองจะตายลามไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าพ่อเข้าใจหรือยังไงนะคะ กลับมาบ้านท่านซึมไปเลยคะ หนักกว่าเก่าอีก ผ่านไปประมาณ2วัน พ่อดึงสายยางออกจากจมูกอีกแล้ว ดิฉันก็เลยคุยกับท่านคะ ว่าพ่ออาการที่พ่อเป็นเนียะ มันไม่เสียชีวิตนะ มันมีแค่หายกว่านี้ กับอยู่ไปแบบนี้พ่ออยากเป็นแบบนี้เหรอ ถ้าพ่ออยากหายพ่อต้องพยายามกินข้าวกินยานะ อย่าดึงสายยางออก หลังจากนั้นพ่อก็เริ่มกลับมาทานข้าวได้เองคะ เริ่มที่วันละคำ แล้วก็มากขึ้นๆ โดยดิฉันแบ่งอาหารเป็น5มื้อเพื่อคุมน้ำตาลคะ มื้อ1-3-5 เป็นอาหารหลัก ข้าวกล้อง+กับข้าวต่างๆ 1ถ้วยเล็ก มื้อ 2,4 เป็นนมและผลไม้ พ่ออาการดีขึ้นเรื่อยๆคะ แม้จะพูดติดอ่างแต่พูดได้มากขึ้น
ตลอดเวลาที่ตั้งแต่พ่อป่วยและดิฉันได้มาดูแลพ่อ ดิฉันก็จะพาพ่อสวดมนต์ตลอดทุกๆ2ทุ่ม เปิดเพลงที่พ่อชอบให้ท่านฟัง เอาอัลบัมรูปเก่าๆมาให้พ่อดู ตอนอยู่โรงพยาบาลก้อนิมนต์พระมาบิณฑบาตรให้พ่อได้ใส่บาตรทำบุญ พอท่านพอรู้เรื่องขึ้นก็ดูมวยกับท่าน เพราะพ่อชอบดูมวย ตอนเย็นๆก็จะพาท่านใส่รถเข็นเข็นไปรอบๆบ้าน เพื่อที่จะได้เจอคนนู้นคนนี้บ้าง พาพ่อไปเที่ยวทะเลคะ พ่อเดินไม่ได้นะคะ แฟนดิฉันก็จะเป็นคนอุ้มเข้าร้านอาหาร อุ้มขึ้นรถ อาการพ่อก็ดีขึ้นเรื่อยๆคะ พูดได้เยอะขึ้นแม้จะพูดติดอ่าง หรือพูดบางอย่างที่ความหมายสลับกันก็ยังพอสื่อสารกันได้ ใช้เวลาประมาณ1เดือนครึ่ง พ่อเริ่มนั่งเองได้ มือใช้งานได้2 ข้างอาจจะไม่คล่องแต่ดีกว่าช่วงแรกที่นอนอย่างเดียว ดิฉันให้พ่อฝึกบีบลูกบอลคะ หลังจากนั้นก้อให้ปั่นจักรยานเท้าเช้า-เย็น ฝึกยืน อาการพ่อดีขึ้นตามลำดับคะ ประมาณ2เดือน ดิฉันพาพ่อไปฝึกเดินที่ศูนย์กายภาพโรงพยาบาล ไปอาทิตย์ละ3วัน ใช้ไม้3ขา ตอนแรกๆก็ให้น้องชายช่วยพยุงประคองไป แล้วกลับมาฝึกที่บ้านต่อทุกวัน จนตอนหลังเริ่มเดินเองได้โดยใช้ไม้สามขาพยุง ดิฉันดีใจมากๆเลยคะ พ่ออาการดีขึ้นมากๆทานข้าวได้เอง เดินไปเข้าห้องน้ำได้เอง หลังจากที่พ่อดีขึ้นดิฉันก็เดินทางกลับคะ หน้าที่ดูแลก็กลับมาเป็นของแม่และน้าคะ พ่ออาการดีขึ้นได้แค่ 8เดือนช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา พ่อเกิดอาการเส้นเลือดตีบซ้ำคะ รอบนี้อาการทรุดลงกว่าเดิมมากคะ พ่อไม่สามารถนั่งได้เนื่องจากเวียนศีรษะ พูดกันแทบจะไม่รู้เรื่อง เบาหวานที่ก่อนหน้านี้เคยสูง ก็กลายมาเป็นเบาหวานที่ต่ำมากแทน อาการโดยรวมมาจากการที่ก่อนหน้านี้ คุณพ่อใช้ชีวิตมาอย่างหนัก พักผ่อนไม่เป็นเวลา ดื่มหนัก ทั้งเหล้าและกาแฟ สูบบุหรี่หนัก คุณหมอบอกว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ได้มากแค่รักษาไปตามอาการคะ คุณพ่อนอนอย่างเดียวคะตอนนี้ ยังพอเคี้ยวอาหารเองได้แต่ไม่สามารถนั่งได้แล้ว
ก่อนหน้านี้พ่อดิฉันพูดอยู่เสมอ ว่าเป็นอะไรไปไม่ต้องรักษาไม่อยากให้คนข้างหลังต้องมาลำบากเดือดร้อน แต่ชีวิตเราไม่ได้มีแค่การมีชีวิตและการเสียชีวิตนะคะ การติดอยู่ระหว่างทางแบบนี้มันแย่กว่ามาก อยากให้ทุกคนหันมารักษาสุขภาพ และดูแลพ่อแม่ให้มากขึ้น โรคนี้ใกล้ตัวมากนะคะ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
หวังว่ากระทู้นี้คงเป็นประโยนช์บ้าง ไม่มากก็น้อยให้กับใครหลายๆคนนะคะ เพราะตอนที่พ่อดิฉันป่วยใหม่ๆดิฉันก็อ่านกระทู้จากพันทิปเพื่อเอาไปปรับใช้ และเป็นกำลังใจว่าเราไม่ได้เผชิญสภาวะแบบนี้อยู่ลำพัง อาการของพ่อดิฉันทำให้ดิฉันวางตัวอยู่บนความไม่ประมาท ใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้อย่างมีสติคะ
เส้นเลือดสมองของพ่อ
คุณพ่อของดิฉันอายุ66ปี ตอนที่ท่านเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบคะ อันนี้เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วนะคะ เดิมทีพ่อดิฉันเป็นคนที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่หนักมากมานานหลายสิบปี แม้จะออกกำลังกายทุกวันแต่เนื่องจากท่านไม่ได้ใส่ใจตนเองและค่อนข้างเอาแต่ใจ ทำให้คุณพ่อมีหลายโรคมาก ทั้งเบาหวาน ความดัน แต่ท่านก้อไม่ได้สนใจที่จะพบหมอหรือทานยา จนกระทั้งวันที่ท่านล้ม ในตอนกลางคืนพ่อบ่นๆกับน้องชายว่ารู้สึกเกร็งๆที่แขน น้องก้อบอกว่าถ้าพรุ่งนี้อาการไม่ดีขึ้นจะพาไปหาหมอ พอตื่นเช้ามาน้องชายก้อเห็นพ่อทานข้าวปกติ ไม่ได้พูดอะไร แล้วพ่อก็ออกไปข้างนอก ก็เลยคิดว่าพ่อคงไม่เป็นอะไร น้องชายเลยออกไปทำธุระ ประมาณบ่ายโมง มีคนโทรไปบอกน้องว่าพ่อล้ม เข้าโรงพยาบาล ซึ่งอันที่จริงแล้ว มีคนพาพ่อไปส่งโรงพยาบาลไวมาก
หลังจากนั้นอาที่เป็นน้องๆของพ่อก็ตามไป พ่อล้มเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองตีบ เหมือนหมอจะให้เซ็นว่าให้ฉีดยาละลายลิ่มเลือดหรืออะไรซักอย่าง เพราะพ่อไปถึงก่อน4ชั่วโมง แต่อาบอกว่ามันมีความเสี่ยง เค้าเลยตัดสินใจที่จะไม่ฉีด ซึ่งพอน้องชายมาถึงโรงพยาบาล ก็ไม่ได้มีใครบอกเรื่องนี้ น้องเล่าว่าตอนมาถึงพ่อก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เดี๋ยวให้น้ำเกลือเสร็จก็คงกลับบ้านได้แล้ว พอตกกลางคืน พ่อเริ่มมีอาการหนักขึ้น โวยวาย และพูดจาไม่รู้เรื่องซึ่งอาจจะส่งผลมาจากทั้งทางสมอง และ อาจจะเป็นเพราะขาดสุรา ตอนนี้พ่อเราอยู่โรงพยาบาลประจำอำเภอ **ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่พอๆเกือบจะเท่าโรงพยาบาลจังหวัด
เช้าวันต่อมา พ่ออาการแย่ลงมากๆ อาๆจึงให้แม่ดิฉันพาพ่อไปรักษาที่คลินิกด้านโรคสมองชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่หมอจบมาจากต่างประเทศ หลังจากที่ได้พบหมอ หมอประเมินอาการแล้ว ว่าที่พ่อเป็นอยู่อาการหนักมาก เนื่องจากเส้นเลือดตีบ สมองบางส่วนตาย และมันจะลามไปเรื่อยๆ หมอแนะนำว่าอาการแบบนี้ แอดมิทโรงพยาบาลดีกว่า ทำไมไม่ฉีดยาตั้งแต่ตอนไปโรงพยาบาล ตอนนี้น้องชายกับแม่ก็เลยเพิ่งรู้ว่าอาๆตัดสินใจไม่ฉีดยา เพราะพวกเค้าบอกว่าไม่อยากรับความเสี่ยง เค้าไม่อยากตัดสินใจ โอเค แม่พาพ่อย้ายไปอยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งโรงพยาบาลนี้ก็ค่อนข้างเชี่ยวชาญในด้านสมอง
(หากใครงงๆว่าทำไม แม่ไม่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ก็คือว่า พ่อกับแม่เราแยกทางกันแล้วนะคะ หย่ากันไปหลายปีมากแล้ว แต่ก็ยังมาดูแลพ่อบ้างแทนดิฉันซึ่งอยู่ต่างประเทศ และน้องชายซึ่งอยู่กรุงเทพเป็นหลักคะ)
ตอนนี้คุณพ่อมาอยู่โรงพยาบาลประจำจังหวัดแล้วนะคะ เป็นตอนที่ดิฉันเพิ่งทราบเรื่อง ตัดสินใจลางานแล้วบินกลับบ้านไฟลท์รุ่งขึ้นในทันที กว่าจะถึงบ้านนี่เครียดมาก เพราะบินนานมาก ใจไม่ดีเลยคะ ร้องไห้จนเหนื่อย หลับๆตื่นๆร้องๆไปหลายรอบมากกว่าจะถึง มาถึงคุณพ่อเห็นหน้าเราก็ยิ้มเลยคะ แต่อาการท่านก็ยังไม่ดีนะคะ พ่ออยู่โรงพยาบาลประมาณ10วัน ตอน4-5วันแรกประมาณเย็นๆ พ่อจะโวยวายมากๆคะ น่าจะเกี่ยวเนื่องมาจากการหยุดสุรากระทันหัน เพราะท่านสังสรรค์ทุกเย็นมาเป็นเวลาหลายสิบปี พอหยุดก็เลยมีอาการหนัก ณ ตอนนี้ พ่อเป็นอัมพาตซีกขวาคะ ด้านขวาขยับไม่ได้เลย พ่อไม่พูดเลย คือพูดได้น้อยมาก ทานอาหารน้อยมาก ทานแค่นิดหน่อย และดื่มน้ำผลไม้ จะบอกว่าการดูแลของที่นี่ดีมากคะ คุณพยาบาลและคุณหมอที่นี่ดูแล้วผู้ป่วยดีมาก แม้จะเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล จะมีนักกายภาพมาทำกายภาพให้ทุกวัน มีหมอมาฝังเข็ม มีพยาบาลมาดูตลอด หลังจากพ่ออาการทรงตัวหมอก็แนะนำให้กลับบ้านคะ ก่อนจะกลับก็ได้คุยกับคุณหมอเจ้าของไข้ แนะนำเรื่องการดูแลผู้ป่วย หมอให้กำลังใจดีมาก หมอบอกว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพ่อจะกลับมาเดินได้แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นซ้ำ หมอคนนี้เป็นคนเดียวที่บอกว่าพ่อเราจะหาย ตอนนั้นจากการประเมินอาการพ่อแล้ว เอาจริงๆ เราไม่คิดว่าพ่อจะกลับมานั่งได้ด้วยซ้ำ คิดว่าหมอเค้าคงให้กำลังใจเราแหละมั้ง ก็พาพ่อกลับบ้าน
ก่อนที่จะพาพ่อกลับบ้านนั้น ดิฉันก็ได้มาทำห้องผู้ป่วยให้พ่อ คือกั้นห้องกระจกติดแอร์ไว้กลางบ้าน เพื่อที่ใครไปใครมาจะได้มองเห็นได้ง่าย ติดตั้งเตียงผู้ป่วย ปล.จริงๆพ่ออาการหนักมากไม่ค่อยมีใครแนะนำให้ซื้อเตียง บอกน้องเช่าเอาก็ได้ แต่หลังจากที่ดิฉันได้ศึกษาแล้ว เลยตัดสินใจซื้อเตียงสามไกรให้พ่อ แบบหมุนมือ ตอนแรกจะซื้อแบบไฟฟ้าเหมือนโรงพยาบาล แต่มีหลายคนบอกว่ายอมเหนื่อยหมุนมือดีกว่า เพราะถ้าแบบไฟฟ้า ถ้าเสียหรือไฟมีปัญหาจะยิ่งยุ่งยาก หลังจากพ่อออกจากโรงพยาบาลได้2วัน ดิฉันก็มีความจำเป็นต้องบินกลับเพื่อเคลียงาน และจัดการธุระให้เสร็จ โดยตั้งใจว่าประมาณอีก2สัปดาห์จะบินกลับมาใหม่และลางานมายาวๆสามเดือนเพื่อดูแลพ่อ เพราะหมอบอกว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับฟื้นฟูคือ3เดือนแรก หลังจากนั้นภายใน6เดือนก็ยังฟื้นฟูได้แต่อาจจะไม่มากเท่าไหร่ โดยหน้าที่ตอนดิฉันไม่อยู่ก็จะเป็นของแม่ น้องชาย และมีน้าที่เป็นน้องสาวของแม่มาช่วยด้วย หลังจากที่ดิฉันกลับมาก็วิดิโอคอลหาแม่ทุกวันเช้าเย็น ดิฉันกลับมาได้ประมาณ5วัน ก็ได้รับโทรศัพท์จากแม่ บอกว่าพ่ออาการแย่มาก เบาหวานขึ้นสูงถึง400มีอาการช็อคและเลือดออกในสมองให้ดิฉันกลับบ้านด่วน ดิฉันจองไฟท์วันรุ่งขึ้นละบินกลับทันที ร้องไห้หลับๆตื่นๆมาตลอดไฟท์อีกแล้ว ใจไม่ดีมากๆ ตอนนี้พ่อไม่รู้เรื่อง อาการแย่มากๆ คือไม่เคี้ยวอาหาร ต้องสอดท่อเข้าไปทางจมูก คือให้อาหารเหลวทางสายยาง นอนไม่พลิกตัว ดิฉันเฝ้าพ่อเป็นหลักอยู่โรงพยาบาล บางคืนอยู่กับพ่อสองคน บางคืนแม่มานอนด้วย สำหรับดิฉันคิดว่าเป็นช่วงที่ค่อนข้างหนักสำหรับชีวิต เนื่องจากว่าทำใจไม่ได้ที่พ่อมาป่วยหนักแบบนี้ ดิฉันดูแลพ่อเป็นหลัก แม่ น้าและน้อง ก็จะเหมือนเป็นผู้ช่วยดิฉันอีกที ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลคือแทบจะไม่ได้นอน เนื่องจากพ่อทานอาหารเหลวทางสายยาง ดิฉันต้องตื่นมาให้อาหารและบดยาทุกๆ5-6ชั่วโมง ให้น้ำทุกๆ2-3ชั่วโมง พลิกตัวทุกๆ2ชั่วโมงเพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับ เปลี่ยนแพมเพิสตลอดเพราะท่านฉี่บ่อย หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลได้2อาทิตย์ อาการทรงตัวหมอก็ให้กลับบ้าน พร้อมยาทั้งฉีดและกินอีกมากมาย
การฟื้นฟูพ่อในช่วงนี้หนักกว่ารอบก่อนมาก เพราะพ่อไม่รู้เรื่องเลย พ่อพยายามจะดึงสายยางที่จมูกออกตลอดเวลา บางทีก้อต้องมัดแขนไว้กับเตียง กันไม่ให้ท่านดึง คนเป็นลูกบอกตรงๆพอทำแบบนี้กับพ่อรู้สึกแย่มาก คือท่านเหมือนกลับไปเป็นเด็ก คือคลาดสายตาไม่ได้เลย พออาๆมาเห็นแบบนี้ก้อโวยวายกันใหญ่ บังคับให้ดิฉันพาพ่อไปหาหมอที่คลินิคเดิมเพื่อรักษาอีกครั้ง บอกตรงๆว่าดิฉันไม่อยากไป เนื่องจากครั้งที่แล้วที่ไปหมอก็แทบไม่ได้รักษาอะไร นอกจากบอกว่าพ่อรักษาไม่หาย และส่งตัวต่อไปโรงพยาบาล แต่ดิฉันก็ไม่อยากจะขัด ก็พาพ่อไปอีกครั้ง รอบนี้หมอก็พูดเหมือนเดิมคะว่าเดี๋ยวสมองจะตายลามไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าพ่อเข้าใจหรือยังไงนะคะ กลับมาบ้านท่านซึมไปเลยคะ หนักกว่าเก่าอีก ผ่านไปประมาณ2วัน พ่อดึงสายยางออกจากจมูกอีกแล้ว ดิฉันก็เลยคุยกับท่านคะ ว่าพ่ออาการที่พ่อเป็นเนียะ มันไม่เสียชีวิตนะ มันมีแค่หายกว่านี้ กับอยู่ไปแบบนี้พ่ออยากเป็นแบบนี้เหรอ ถ้าพ่ออยากหายพ่อต้องพยายามกินข้าวกินยานะ อย่าดึงสายยางออก หลังจากนั้นพ่อก็เริ่มกลับมาทานข้าวได้เองคะ เริ่มที่วันละคำ แล้วก็มากขึ้นๆ โดยดิฉันแบ่งอาหารเป็น5มื้อเพื่อคุมน้ำตาลคะ มื้อ1-3-5 เป็นอาหารหลัก ข้าวกล้อง+กับข้าวต่างๆ 1ถ้วยเล็ก มื้อ 2,4 เป็นนมและผลไม้ พ่ออาการดีขึ้นเรื่อยๆคะ แม้จะพูดติดอ่างแต่พูดได้มากขึ้น
ตลอดเวลาที่ตั้งแต่พ่อป่วยและดิฉันได้มาดูแลพ่อ ดิฉันก็จะพาพ่อสวดมนต์ตลอดทุกๆ2ทุ่ม เปิดเพลงที่พ่อชอบให้ท่านฟัง เอาอัลบัมรูปเก่าๆมาให้พ่อดู ตอนอยู่โรงพยาบาลก้อนิมนต์พระมาบิณฑบาตรให้พ่อได้ใส่บาตรทำบุญ พอท่านพอรู้เรื่องขึ้นก็ดูมวยกับท่าน เพราะพ่อชอบดูมวย ตอนเย็นๆก็จะพาท่านใส่รถเข็นเข็นไปรอบๆบ้าน เพื่อที่จะได้เจอคนนู้นคนนี้บ้าง พาพ่อไปเที่ยวทะเลคะ พ่อเดินไม่ได้นะคะ แฟนดิฉันก็จะเป็นคนอุ้มเข้าร้านอาหาร อุ้มขึ้นรถ อาการพ่อก็ดีขึ้นเรื่อยๆคะ พูดได้เยอะขึ้นแม้จะพูดติดอ่าง หรือพูดบางอย่างที่ความหมายสลับกันก็ยังพอสื่อสารกันได้ ใช้เวลาประมาณ1เดือนครึ่ง พ่อเริ่มนั่งเองได้ มือใช้งานได้2 ข้างอาจจะไม่คล่องแต่ดีกว่าช่วงแรกที่นอนอย่างเดียว ดิฉันให้พ่อฝึกบีบลูกบอลคะ หลังจากนั้นก้อให้ปั่นจักรยานเท้าเช้า-เย็น ฝึกยืน อาการพ่อดีขึ้นตามลำดับคะ ประมาณ2เดือน ดิฉันพาพ่อไปฝึกเดินที่ศูนย์กายภาพโรงพยาบาล ไปอาทิตย์ละ3วัน ใช้ไม้3ขา ตอนแรกๆก็ให้น้องชายช่วยพยุงประคองไป แล้วกลับมาฝึกที่บ้านต่อทุกวัน จนตอนหลังเริ่มเดินเองได้โดยใช้ไม้สามขาพยุง ดิฉันดีใจมากๆเลยคะ พ่ออาการดีขึ้นมากๆทานข้าวได้เอง เดินไปเข้าห้องน้ำได้เอง หลังจากที่พ่อดีขึ้นดิฉันก็เดินทางกลับคะ หน้าที่ดูแลก็กลับมาเป็นของแม่และน้าคะ พ่ออาการดีขึ้นได้แค่ 8เดือนช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา พ่อเกิดอาการเส้นเลือดตีบซ้ำคะ รอบนี้อาการทรุดลงกว่าเดิมมากคะ พ่อไม่สามารถนั่งได้เนื่องจากเวียนศีรษะ พูดกันแทบจะไม่รู้เรื่อง เบาหวานที่ก่อนหน้านี้เคยสูง ก็กลายมาเป็นเบาหวานที่ต่ำมากแทน อาการโดยรวมมาจากการที่ก่อนหน้านี้ คุณพ่อใช้ชีวิตมาอย่างหนัก พักผ่อนไม่เป็นเวลา ดื่มหนัก ทั้งเหล้าและกาแฟ สูบบุหรี่หนัก คุณหมอบอกว่าตอนนี้ทำอะไรไม่ได้มากแค่รักษาไปตามอาการคะ คุณพ่อนอนอย่างเดียวคะตอนนี้ ยังพอเคี้ยวอาหารเองได้แต่ไม่สามารถนั่งได้แล้ว
ก่อนหน้านี้พ่อดิฉันพูดอยู่เสมอ ว่าเป็นอะไรไปไม่ต้องรักษาไม่อยากให้คนข้างหลังต้องมาลำบากเดือดร้อน แต่ชีวิตเราไม่ได้มีแค่การมีชีวิตและการเสียชีวิตนะคะ การติดอยู่ระหว่างทางแบบนี้มันแย่กว่ามาก อยากให้ทุกคนหันมารักษาสุขภาพ และดูแลพ่อแม่ให้มากขึ้น โรคนี้ใกล้ตัวมากนะคะ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย
หวังว่ากระทู้นี้คงเป็นประโยนช์บ้าง ไม่มากก็น้อยให้กับใครหลายๆคนนะคะ เพราะตอนที่พ่อดิฉันป่วยใหม่ๆดิฉันก็อ่านกระทู้จากพันทิปเพื่อเอาไปปรับใช้ และเป็นกำลังใจว่าเราไม่ได้เผชิญสภาวะแบบนี้อยู่ลำพัง อาการของพ่อดิฉันทำให้ดิฉันวางตัวอยู่บนความไม่ประมาท ใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้อย่างมีสติคะ