'ทักษิณ'ฝากรัฐบาล ลอกนโยบายท่านมาใช้จึงต้องพัฒนาและเข้าใจวิธีคิด ไม่เช่นนั้นจะแพ้ไวรัสแถมเสียเงินเปล่า
https://www.matichon.co.th/politics/news_2152965
นาย
วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสข้อความระบุว่า
ผมแทบเป็นลมเมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจถึงแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการปลดล็อกดาวน์โดยจะพัฒนาสินค้าโอทอปซึ่งจะเป็นทางรอดของชาติ เพราะนั่นเป็นความคิดของพวกผมเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่คนในสมัยนั้นชอบสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ (Unique) และทำด้วยมือแต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว
แผนงานการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมควรแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน คือ
(1) ดูแลธุรกิจที่มีอนาคต เช่น ภาคเกษตรที่จะเกี่ยวข้องกับอาหารปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ (Health & Hygienity) ซึ่งจะเป็นอนาคต รวมถึงอุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานเพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง การพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้
(2) สนับสนุนให้มีการลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ที่ปลอดเชื้อ และการนำบุคลากรมาเสริมสร้างสมรรถนะ (Capacity Building) เพื่อรองรับการให้บริการที่สะอาดและปลอดภัยให้กับลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ และ (3) ลงทุนเพื่ออนาคตรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังโควิด-19
โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกโดยสิ้นเชิงแล้ว จากนี้มนุษย์จะให้ความใส่ใจกับสุขภาพและสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัส (low touch) เพราะมนุษย์กลัวไวรัสจนทำให้ทั้งโลกต้องหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงต้องคิดให้ออกว่าประเทศไทยมีอะไรบ้างที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกภายหลังโควิด-19 แล้วฟื้นฟูเศรษฐกิจไปทางนั้นอันเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
เจ้านายผมฝากบอกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคซึ่งเป็นหัวใจของการค้าจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในต่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ล่าสุดคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโกได้เปิดสอนวิชาใหม่ชื่อว่า Behavior Economy
ดังนั้น การลอกนโยบายของรัฐบาลท่านมาใช้จึงต้องพัฒนาและเข้าใจวิธีคิด เพราะแม้แต่ไวรัสยังมีการพัฒนาจนมนุษย์เอาชนะยากขึ้น มนุษย์ก็ต้องพัฒนาและคิดตามให้ทัน ไม่เช่นนั้นจะแพ้ไวรัสแถมเสียเงินเปล่าแบบที่เอานโยบายของไทยรักไทยมาทำโดยไม่เข้าใจ
https://www.facebook.com/WatanaMuangsook/photos/a.692230194245846/1852385444896976/
สภาพัฒน์เผยผลสำรวจประชาชน-ธุรกิจ ส่วนใหญ่ชี้เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา เหตุติดเงื่อนไข
https://prachatai.com/journal/2020/04/87321
สภาพัฒน์สำรวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจที่เกิดจากการระบาด COVID-19 จาก 8,929 คน ทั่วประเทศ พบคนส่วนใหญ่ ถึง 88% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ และมาตรการช่วยเหลือ อาจจะไม่เพียงพอ หากสถานการณ์ยาวนานกว่า 3 เดือน มีเพียง 12% ที่ยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือ
22 เม.ย. 2563 วันนี้ รายงานข่าวจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สภาพัฒน์ได้เสนอรายงานให้ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมรับทราบ ถึงผลสำรวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากกลุ่มเป้าหมาย 8,929 คน ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 9-14 เม.ย.63
จากผลการสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่ ถึง 88% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ และมาตรการช่วยเหลือ อาจจะไม่เพียงพอ หากสถานการณ์ยาวนานกว่า 3 เดือน โดยมีเพียง 12% ที่ยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือ
ส่วนข้อมูลที่ได้จาก "
นายจ้าง" พบว่า 89% ไม่ได้รับการช่วยเหลือเพราะส่วนใหญ่ติดเงื่อนไข โดยมองว่ามาตรการด้านการเงินที่ได้รับยังไม่เพียงพอต่อการพยุงธุรกิจ หรือแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงวิกฤติ 3-6 เดือน และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการเตรียมเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ โดยกลุ่มนายจ้าง มีข้อเสนอแนะดังนี้
- เร่งกระบวนการช่วยเหลือให้ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเร็ว เช่น ลดขั้นตอนติดต่อและการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเร่งการเบิกจ่ายช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มโดยตรง เป็นต้น
- ปรับลดภาษี ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเพิ่มวงเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ที่บุคคลสามารถเอามาลดหย่อนภาษีได้
- ผ่อนปรนเงื่อนไขในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เช่น การกำหนดอายุของบริษัท การอิงกับยอดขาย และการกำหนดวางค้ำประกัน เป็นต้น
- อนุญาตให้ลูกจ้างสามารถนำเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนประกันสังคมมาใช้ล่วงหน้าได้ โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืน 9 –12 เดือนแบบปลอดดอกเบี้ย
- ผ่อนปรนธุรกิจบางประเภทให้สามารถเปิดทำการได้โดยมีเงื่อนไข อาทิ ให้ผ่อนคลายเรื่องการให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารที่ร้าน โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบตามมาตรการด้านสาธารณสุข
- สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ของ SMEs โดยการส่งเสริมจัดตั้งกองทุนการเงินเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมแฟรนไชส์ในการลดภาระการเข้าถึงแหล่งเงินกู้
ส่วนข้อมูลจาก "
ลูกจ้าง พนักงาน แรงงาน" ส่วนใหญ่ 88% ระบุว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะส่วนใหญ่ติดเงื่อนไขเช่นกัน ทั้งนี้ แม้ส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายและมาตรการด้านการคลัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องการความช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดหนี้สิน และการเสริมสภาพคล่องด้านการเงินเพิ่มเติม เพื่อประคับประคองให้รอดพ้นจากช่วงวิกฤตอย่างน้อย 3 เดือน
ด้านข้อมูลจากกลุ่ม "
อาชีพอิสระ" ส่วนใหญ่ 89% ระบุว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะยังติดเงื่อนไขเช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเนื่องจากติดปัญหาด้านเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนดไว้ ดังนั้น กลุ่มนี้ต้องการให้ภาครัฐผ่อนปรนเงื่อนไขให้เหมาะสมและเร่งช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคในชีวิตประจำวัน และการผ่อนปรนภาระหนี้สิน
ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่ม "
ผู้ว่างงาน" ส่วนใหญ่ 91% ระบุว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะติดเงื่อนไขเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ว่างานเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด แต่กลับเข้าถึงความช่วยเหลือน้อยที่สุด และมีแนวโน้มจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน หากภาครัฐไม่เพิ่มความแรงในการเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ว่างงานมีภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
สำหรับข้อเสนอแนะในภาพรวมจากทุกกลุ่ม ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ดังนี้
1.เพิ่มการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ
- ควรขยายมาตรการช่วยเหลือให้ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มตามลักษณะความต้องการที่เหมาะสม ไม่ควรกำหนดมาตรการเดียวเพื่อประชาชนทั้งประเทศ
- ลดเงื่อนไขการเข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือ โดยกำหนดสิทธิการเข้าถึงการช่วยเหลือที่ชัดเจนเหมาะสม และเสมอภาค และเพิ่มช่องทางการประสานงานช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
- จัดหางานให้กับประชาชนที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์โควิด-19 ด่วนที่สุด
2.ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการและประชาชน
- สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและพักหนี้โดยปราศจากเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน/ยุ่งยาก และมีมาตรฐานเดียวกันทุกสถาบันการเงิน
- คืนภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามสัดส่วนขนาดธุรกิจ คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม งดเว้นการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น และเพิ่มการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
3. ผ่อนปรนธุรกิจบางประเภทให้เปิดทำการได้โดยมีเงื่อนไข อาทิ ให้ผ่อนคลายเรื่องการให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารที่ร้าน โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบตามมาตรการด้านสาธารณสุข
4. ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
JJNY : ทักษิณฝาก ลอกนโยบายมาต้องพัฒนา เข้าใจวิธีคิด/เผยส่วนใหญ่ชี้เข้าไม่ถึงเยียวยา/หมอสุภัทรแฉแอบหั่นงบ/ติดเชื้อเพิ่ม13
https://www.matichon.co.th/politics/news_2152965
นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสข้อความระบุว่า
ผมแทบเป็นลมเมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกฝ่ายเศรษฐกิจถึงแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการปลดล็อกดาวน์โดยจะพัฒนาสินค้าโอทอปซึ่งจะเป็นทางรอดของชาติ เพราะนั่นเป็นความคิดของพวกผมเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่คนในสมัยนั้นชอบสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะ (Unique) และทำด้วยมือแต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว
แผนงานการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมควรแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ส่วน คือ
(1) ดูแลธุรกิจที่มีอนาคต เช่น ภาคเกษตรที่จะเกี่ยวข้องกับอาหารปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ (Health & Hygienity) ซึ่งจะเป็นอนาคต รวมถึงอุตสาหกรรมบริการที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานเพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้าง การพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้
(2) สนับสนุนให้มีการลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ หรือเครื่องใช้ที่ปลอดเชื้อ และการนำบุคลากรมาเสริมสร้างสมรรถนะ (Capacity Building) เพื่อรองรับการให้บริการที่สะอาดและปลอดภัยให้กับลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ และ (3) ลงทุนเพื่ออนาคตรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังโควิด-19
โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงโลกโดยสิ้นเชิงแล้ว จากนี้มนุษย์จะให้ความใส่ใจกับสุขภาพและสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัส (low touch) เพราะมนุษย์กลัวไวรัสจนทำให้ทั้งโลกต้องหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงต้องคิดให้ออกว่าประเทศไทยมีอะไรบ้างที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของโลกภายหลังโควิด-19 แล้วฟื้นฟูเศรษฐกิจไปทางนั้นอันเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต
เจ้านายผมฝากบอกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคซึ่งเป็นหัวใจของการค้าจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในต่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ล่าสุดคณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโกได้เปิดสอนวิชาใหม่ชื่อว่า Behavior Economy
ดังนั้น การลอกนโยบายของรัฐบาลท่านมาใช้จึงต้องพัฒนาและเข้าใจวิธีคิด เพราะแม้แต่ไวรัสยังมีการพัฒนาจนมนุษย์เอาชนะยากขึ้น มนุษย์ก็ต้องพัฒนาและคิดตามให้ทัน ไม่เช่นนั้นจะแพ้ไวรัสแถมเสียเงินเปล่าแบบที่เอานโยบายของไทยรักไทยมาทำโดยไม่เข้าใจ
https://www.facebook.com/WatanaMuangsook/photos/a.692230194245846/1852385444896976/
สภาพัฒน์เผยผลสำรวจประชาชน-ธุรกิจ ส่วนใหญ่ชี้เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยา เหตุติดเงื่อนไข
https://prachatai.com/journal/2020/04/87321
สภาพัฒน์สำรวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจที่เกิดจากการระบาด COVID-19 จาก 8,929 คน ทั่วประเทศ พบคนส่วนใหญ่ ถึง 88% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ และมาตรการช่วยเหลือ อาจจะไม่เพียงพอ หากสถานการณ์ยาวนานกว่า 3 เดือน มีเพียง 12% ที่ยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือ
22 เม.ย. 2563 วันนี้ รายงานข่าวจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สภาพัฒน์ได้เสนอรายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมรับทราบ ถึงผลสำรวจข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาและความต้องการของภาคธุรกิจที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 จากกลุ่มเป้าหมาย 8,929 คน ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 9-14 เม.ย.63
จากผลการสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่ ถึง 88% ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ และมาตรการช่วยเหลือ อาจจะไม่เพียงพอ หากสถานการณ์ยาวนานกว่า 3 เดือน โดยมีเพียง 12% ที่ยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือ
ส่วนข้อมูลที่ได้จาก "นายจ้าง" พบว่า 89% ไม่ได้รับการช่วยเหลือเพราะส่วนใหญ่ติดเงื่อนไข โดยมองว่ามาตรการด้านการเงินที่ได้รับยังไม่เพียงพอต่อการพยุงธุรกิจ หรือแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในช่วงวิกฤติ 3-6 เดือน และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการเตรียมเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูกิจการ โดยกลุ่มนายจ้าง มีข้อเสนอแนะดังนี้
- เร่งกระบวนการช่วยเหลือให้ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยเร็ว เช่น ลดขั้นตอนติดต่อและการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเร่งการเบิกจ่ายช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มโดยตรง เป็นต้น
- ปรับลดภาษี ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเพิ่มวงเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ที่บุคคลสามารถเอามาลดหย่อนภาษีได้
- ผ่อนปรนเงื่อนไขในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เช่น การกำหนดอายุของบริษัท การอิงกับยอดขาย และการกำหนดวางค้ำประกัน เป็นต้น
- อนุญาตให้ลูกจ้างสามารถนำเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนประกันสังคมมาใช้ล่วงหน้าได้ โดยกำหนดระยะเวลาชำระคืน 9 –12 เดือนแบบปลอดดอกเบี้ย
- ผ่อนปรนธุรกิจบางประเภทให้สามารถเปิดทำการได้โดยมีเงื่อนไข อาทิ ให้ผ่อนคลายเรื่องการให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารที่ร้าน โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบตามมาตรการด้านสาธารณสุข
- สนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ของ SMEs โดยการส่งเสริมจัดตั้งกองทุนการเงินเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนกิจกรรมแฟรนไชส์ในการลดภาระการเข้าถึงแหล่งเงินกู้
ส่วนข้อมูลจาก "ลูกจ้าง พนักงาน แรงงาน" ส่วนใหญ่ 88% ระบุว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะส่วนใหญ่ติดเงื่อนไขเช่นกัน ทั้งนี้ แม้ส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายและมาตรการด้านการคลัง แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องการความช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดหนี้สิน และการเสริมสภาพคล่องด้านการเงินเพิ่มเติม เพื่อประคับประคองให้รอดพ้นจากช่วงวิกฤตอย่างน้อย 3 เดือน
ด้านข้อมูลจากกลุ่ม "อาชีพอิสระ" ส่วนใหญ่ 89% ระบุว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะยังติดเงื่อนไขเช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเนื่องจากติดปัญหาด้านเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนดไว้ ดังนั้น กลุ่มนี้ต้องการให้ภาครัฐผ่อนปรนเงื่อนไขให้เหมาะสมและเร่งช่วยเหลือด้านการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคในชีวิตประจำวัน และการผ่อนปรนภาระหนี้สิน
ขณะที่ข้อมูลจากกลุ่ม "ผู้ว่างงาน" ส่วนใหญ่ 91% ระบุว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือ เพราะติดเงื่อนไขเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ว่างานเป็นกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด แต่กลับเข้าถึงความช่วยเหลือน้อยที่สุด และมีแนวโน้มจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน หากภาครัฐไม่เพิ่มความแรงในการเข้าช่วยเหลือ เนื่องจากผู้ว่างงานมีภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
สำหรับข้อเสนอแนะในภาพรวมจากทุกกลุ่ม ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ดังนี้
1.เพิ่มการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ
- ควรขยายมาตรการช่วยเหลือให้ให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มตามลักษณะความต้องการที่เหมาะสม ไม่ควรกำหนดมาตรการเดียวเพื่อประชาชนทั้งประเทศ
- ลดเงื่อนไขการเข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือ โดยกำหนดสิทธิการเข้าถึงการช่วยเหลือที่ชัดเจนเหมาะสม และเสมอภาค และเพิ่มช่องทางการประสานงานช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
- จัดหางานให้กับประชาชนที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์โควิด-19 ด่วนที่สุด
2.ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการและประชาชน
- สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและพักหนี้โดยปราศจากเงื่อนไขที่มีความซับซ้อน/ยุ่งยาก และมีมาตรฐานเดียวกันทุกสถาบันการเงิน
- คืนภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามสัดส่วนขนาดธุรกิจ คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม งดเว้นการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น และเพิ่มการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
3. ผ่อนปรนธุรกิจบางประเภทให้เปิดทำการได้โดยมีเงื่อนไข อาทิ ให้ผ่อนคลายเรื่องการให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารที่ร้าน โดยยึดหลักเกณฑ์และระเบียบตามมาตรการด้านสาธารณสุข
4. ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น เพื่อนำงบประมาณมาใช้ในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ