สำหรับใครๆหลายคน คงอยากจะมาสมัครที่บริษัทมหาชนแห่งนี้ เพราะมองว่าการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ให้บริการเป็นเลิศ , Uniform ดูดีบ้างแหละ , โบนัสดีบ้างแหละ วันนี้เราก็จะมาแชร์ประสบการณ์ที่เคยทำงานบริษัทนี้มาก่อน ให้ทุกคนได้รับรู้ เผื่อบางคนที่อยากทำงานที่นี่ จะได้ลองพิจารณาใหม่ได้ (รีบอ่านก่อนโดนลบ)
มีรุ่นน้องคนหนึ่งเคยถามเกี่ยวกับเรื่องสมัครงานที่ดังกล่าว..
ถ้าเปิดรับสมัคร ระหว่าง (1)บริษัทตัวย่อขึ้นต้น B ลงด้วย M และ (2)บริษัทตัวย่อที่ขึ้นต้นด้วย B ลงด้วย S ไป บริษัท(2)ตัวย่อที่ขึ้นต้นด้วย B ลงด้วย S ดีกว่า ถ้าพูดถึง รายได้ ค่าล่วงเวลา โบนัส ได้เดินทางฟรีแม้จะใส่ชุดนอก ความไม่เอาเปรียบพนักงานมาก คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ เราแนะนำบริษัท (2) จะดีกว่า ทำไมถึงไม่คิดจะแนะนำบริษัท (1) อะเหรอ? เพราะบริษัท (1) มีดีแค่เงินเดือน ค่าช่วยเหลือเงินพิเศษสูงสุด1300กว่าๆต่อเดือน (ไม่ใช่ OT แต่มันคือเงินที่เรามาทำงานวันละ60บาท×จำนวนวันทำงาน เช่น 22×60=1320) ไม่มีค่าล่วงเวลา Uniform ที่ดูดี ห่วงภาพลักษณ์เหนือสิ่งอื่นใด ให้พนักงานทำทุกอย่างเกินหน้าที่เกินความจำเป็น
ถ้าก้าวเข้ามาทำงาน ไม่ว่าที่บริษัท (1) และ (2) ถ้าอยู่ไม่ครบ 1 ปี จะต้องเสียค่าปรับสูงสุด (ขอไม่บอกค่าปรับนะ)
สังคมในที่ทำงาน อันนี้ไม่ต้องพูดเลย มันอาจจะมีคล้ายๆกับหลายๆที่ สังคมเม้าส์มอย ติฉินนินทาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่บริษัท (1) ส่วนใหญ่จะเน้นทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พูดเกินจริง และใส่ความเป็นที่หนึ่ง ในส่วนเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ถ้าเป็นบริษัทที่อื่น เขาจะให้เด็กรุ่นใหม่ หรือผู้ที่มีความคิดสังสรรค์ สามารถออกความคิดเห็นได้ แต่กับที่บริษัท (1) คือห้ามออกความคิดเห็นใดๆ ห้ามอวดฉลาดเกิน ห้ามนู้นนี่นั่น เดี๋ยวจะมีคนไม่ชอบเอา หัวหน้าเขาชอบคนซื่อๆ เชื่อฟัง หัวอ่อน ถ้าไม่ฟังหรือทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตา จะโดนแอนตี้เอาได้ ในสังคมแห่งนี้มันก็อาจจะมีประจบประแจง เป็นเด็กเส้นบ้าง ทำงานไม่ได้เรื่องแต่ประจบเก่ง พูดเก่งไว้ก่อน เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง มีหลายกรณี เอาเป็นว่า เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตน และเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร
เรื่องร้องเรียน บริษัท (1) หากว่าเราโดนร้องเรียนเรื่องที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ยังไงผู้บริหารก็จะทำให้เราผิดอยู่วันยันค่ำ ถามว่า หัวหน้าช่วยเคลียร์เคสไหม อันนี้แล้วแต่คน เพราะส่วนใหญ่หัวหน้าไม่ค่อยกล้าช่วยลูกน้องเพราะกลัวจะโดนไปด้วย น้อยคนที่จะช่วยน้องจริงๆ แต่ถ้าบริษัท (2) เท่าที่ได้ยินมา ถ้าเราไม่ผิดจริง ก็ไม่นับเป็นเรื่องร้องเรียน การโดนร้องเรียนของบริษัท (1) มีผลไหม มีผลเป็นอย่างมาก เช่น ลดโบนัส ลด KPI ที่บอกว่าผู้บริหารยังไงก็ให้เราผิด เพราะเขาทำเพื่อภาพลักษณ์ สรรเสริญเยินยอผู้โดยสารเป็นดังพระเจ้า (จ่ายขั้นต่ำ 15-16บาท ต้องบริการประทับใจ รักคุณเท่าฟ้า)
ปล. ถ้าทำบริษัท (1) มาก่อน แล้วไปสมัครบริษัท (2) เขาจะไม่รับเลย เพราะเรามีเพื่อนอยู่ที่นั่น เขาบอกว่า มันจะมีข้อผูกมัดอะไรบางอย่าง (เราไม่แน่ใจ) ที่ทำให้บริษัท (2) ปฏิเสธการรับสมัครพนักงานจากบริษัท (1)
ทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ส่วนใหญ่ ไม่ชอบการทำงานบริษัทนี้ ถามว่า ทำไมถึงยังทำงานอยู่ดีกว่า บางคนมีภาระค่าใช้จ่าย บางคนอายุเยอะเกินกว่าจะเปลี่ยนงาน บางคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าบริษัทเป็นยังไง แต่ก็ต้องจำใจทำงานกันต่อไป
ที่เราออกมาพูดได้ เพราะเราเคยทำงานที่นี่มา 7 เดือน เรายอมจ่ายค่าปรับ อัดอั้นมาก จึงอยากระบายและแชร์ประสบการณ์ที่พบเจอ ขอขอบคุณที่รับฟัง..พิจารณาดีๆกันนะ
รีวิวเคยทำงานบริษัทรถไฟ ตัวย่อขึ้นด้วย B ลงด้วย M
มีรุ่นน้องคนหนึ่งเคยถามเกี่ยวกับเรื่องสมัครงานที่ดังกล่าว..
ถ้าเปิดรับสมัคร ระหว่าง (1)บริษัทตัวย่อขึ้นต้น B ลงด้วย M และ (2)บริษัทตัวย่อที่ขึ้นต้นด้วย B ลงด้วย S ไป บริษัท(2)ตัวย่อที่ขึ้นต้นด้วย B ลงด้วย S ดีกว่า ถ้าพูดถึง รายได้ ค่าล่วงเวลา โบนัส ได้เดินทางฟรีแม้จะใส่ชุดนอก ความไม่เอาเปรียบพนักงานมาก คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับ เราแนะนำบริษัท (2) จะดีกว่า ทำไมถึงไม่คิดจะแนะนำบริษัท (1) อะเหรอ? เพราะบริษัท (1) มีดีแค่เงินเดือน ค่าช่วยเหลือเงินพิเศษสูงสุด1300กว่าๆต่อเดือน (ไม่ใช่ OT แต่มันคือเงินที่เรามาทำงานวันละ60บาท×จำนวนวันทำงาน เช่น 22×60=1320) ไม่มีค่าล่วงเวลา Uniform ที่ดูดี ห่วงภาพลักษณ์เหนือสิ่งอื่นใด ให้พนักงานทำทุกอย่างเกินหน้าที่เกินความจำเป็น
ถ้าก้าวเข้ามาทำงาน ไม่ว่าที่บริษัท (1) และ (2) ถ้าอยู่ไม่ครบ 1 ปี จะต้องเสียค่าปรับสูงสุด (ขอไม่บอกค่าปรับนะ)
สังคมในที่ทำงาน อันนี้ไม่ต้องพูดเลย มันอาจจะมีคล้ายๆกับหลายๆที่ สังคมเม้าส์มอย ติฉินนินทาเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่บริษัท (1) ส่วนใหญ่จะเน้นทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ พูดเกินจริง และใส่ความเป็นที่หนึ่ง ในส่วนเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ถ้าเป็นบริษัทที่อื่น เขาจะให้เด็กรุ่นใหม่ หรือผู้ที่มีความคิดสังสรรค์ สามารถออกความคิดเห็นได้ แต่กับที่บริษัท (1) คือห้ามออกความคิดเห็นใดๆ ห้ามอวดฉลาดเกิน ห้ามนู้นนี่นั่น เดี๋ยวจะมีคนไม่ชอบเอา หัวหน้าเขาชอบคนซื่อๆ เชื่อฟัง หัวอ่อน ถ้าไม่ฟังหรือทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตา จะโดนแอนตี้เอาได้ ในสังคมแห่งนี้มันก็อาจจะมีประจบประแจง เป็นเด็กเส้นบ้าง ทำงานไม่ได้เรื่องแต่ประจบเก่ง พูดเก่งไว้ก่อน เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง มีหลายกรณี เอาเป็นว่า เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตน และเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร
เรื่องร้องเรียน บริษัท (1) หากว่าเราโดนร้องเรียนเรื่องที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ยังไงผู้บริหารก็จะทำให้เราผิดอยู่วันยันค่ำ ถามว่า หัวหน้าช่วยเคลียร์เคสไหม อันนี้แล้วแต่คน เพราะส่วนใหญ่หัวหน้าไม่ค่อยกล้าช่วยลูกน้องเพราะกลัวจะโดนไปด้วย น้อยคนที่จะช่วยน้องจริงๆ แต่ถ้าบริษัท (2) เท่าที่ได้ยินมา ถ้าเราไม่ผิดจริง ก็ไม่นับเป็นเรื่องร้องเรียน การโดนร้องเรียนของบริษัท (1) มีผลไหม มีผลเป็นอย่างมาก เช่น ลดโบนัส ลด KPI ที่บอกว่าผู้บริหารยังไงก็ให้เราผิด เพราะเขาทำเพื่อภาพลักษณ์ สรรเสริญเยินยอผู้โดยสารเป็นดังพระเจ้า (จ่ายขั้นต่ำ 15-16บาท ต้องบริการประทับใจ รักคุณเท่าฟ้า)
ปล. ถ้าทำบริษัท (1) มาก่อน แล้วไปสมัครบริษัท (2) เขาจะไม่รับเลย เพราะเรามีเพื่อนอยู่ที่นั่น เขาบอกว่า มันจะมีข้อผูกมัดอะไรบางอย่าง (เราไม่แน่ใจ) ที่ทำให้บริษัท (2) ปฏิเสธการรับสมัครพนักงานจากบริษัท (1)
ทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ส่วนใหญ่ ไม่ชอบการทำงานบริษัทนี้ ถามว่า ทำไมถึงยังทำงานอยู่ดีกว่า บางคนมีภาระค่าใช้จ่าย บางคนอายุเยอะเกินกว่าจะเปลี่ยนงาน บางคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าบริษัทเป็นยังไง แต่ก็ต้องจำใจทำงานกันต่อไป
ที่เราออกมาพูดได้ เพราะเราเคยทำงานที่นี่มา 7 เดือน เรายอมจ่ายค่าปรับ อัดอั้นมาก จึงอยากระบายและแชร์ประสบการณ์ที่พบเจอ ขอขอบคุณที่รับฟัง..พิจารณาดีๆกันนะ