ฟังเสียง2กมธ.ทหาร 'เพื่อไทย-ปชป.'ค้านซื้ออาวุธช่วงโควิด-ต้มยำกุ้งเคยระงับ F-18 มาแล้ว
https://www.isranews.org/article/isranews/87934-Strykerr22.html
“...ผมจำรายละเอียดกรณีเอฟ 18 ไม่ค่อยได้ว่าเขาปรับเราหรือไม่ รู้ว่าเรามีการจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว แต่จำได้ว่าเราไม่ได้เสียหายอะไรมาก จากการยกเลิก เพราะตอนนั้นสหรัฐฯเขาก็เห็นใจเราในช่วงเวลานั้น ในช่วงนั้นที่ท่านชวนเข้ามาเป็นนายกฯ สมัยที่เราเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งมันยังไม่ร้ายแรงเท่าทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกรณีแบบนี้แม้จะมีการคุยกันแล้ว เซ็นสัญญากันแล้ว ผมก็คิดว่ามันก็น่าจะสามารถทบทวนและพูดคุยกันได้.. ”
สืบเนื่องจากมีข่าวปรากฎต่อสาธาณะว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2563 กรมสรรพาวุธทหารบก ได้เผยแพร่ประกาศแผนจัดซื้อยานเกราะล้อยาง พร้อมระบบอาวุธ และการบริการทางเทคนิค ฯลฯ จำนวน 50 คัน โดยวิธี Foreign Military Sales (FMS) ซึ่งเป็นวิธีการจัดหายุทโธปกรณ์และบริการทางทหารผ่านรัฐบาล ( Government to Government ) วงเงิน 4,515,000,000 บาท ในช่วงเดือน เม.ย.2563 นี้ ทั้งที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื่อโรคโควิด -19 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยมอบหมาย ให้กระทรวงต่างๆ พิจารณาตัดโอนงบประมาณเพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์โรคโควิดฯ ระบาดไปแล้วด้วย (
อ่านประกอบ:
วิจารณ์ขรม! ทบ. ลุยจัดซื้อยานเกราะล้อยาง 50 คัน 4.5 พันล.ช่วงไทยมีปัญหาโรคโควิด-19)
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) มีโอกาสสัมภาษณ์คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ทหาร ในสภาผู้แทนราษฎร 2 ราย คือ นาย
เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.พรรคเพื่อไทยในฐานะ รองประธาน กมธ.คนที่ 1 และนาย
อิสสระ สมชัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกมธ. เพื่อสอบถามความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
นาย
เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม รองประธาน กมธ.ทหารคนที่ 1 กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่าในตอนนี้ประเทศนั้นกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาโรคโควิด 19 จึงไม่เห็นด้วยที่ทางกองทัพบกจะไปซื้ออาวุธ และอยากให้ชะลอหรือมีการเปลี่ยนแปลง แบบเดียวกับที่กองทัพเรือได้ชะลอการซื้อเรือดำน้ำ ลำที่ 2 และลำที่ 3
นาย
เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทราบมาว่ามีการอ้างจากทางกองทัพบกว่าเรื่องนี้นั้นเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการจัดซื้อไม่ได้ เพราะว่าได้รับการพิจารณาเข้าสภาคองเกรสของสหรัฐฯไปแล้ว
“ในกรณีว่ามันจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้นั้นจะต้องยึดถือตามเหตุผลและธรรมเนียมปฏิบัติที่เราเคยทำมาในอดีต ซึ่งกรณีกองทัพบกผมก็ไม่ทราบว่า เขาเคยมีระเบียบที่เคยทำมาอย่างไร ดังนั้น ต้องขอไปศึกษาเพิ่มเติมถึงช่องที่กองทัพบกจะสามารถทำได้เพื่อจะชะลอเปลี่ยนแปลงกรณีการจัดซื้อครั้งนี้” นาย
เกรียงศักดิ์กล่าว
นาย
เกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า
"แต่ถ้าชะลอได้ในส่วนงบตรงนี้ก็อาจจะสามารถโยกไปใช้จ่ายในส่วนของโรงพยาบาลทหารหรือโรงพยาบาลตำรวจอะไรเพิ่มเติมเพื่อดูแลประชาชนได้ ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวก็อยากให้ผู้บัญชาการทหารบกได้มีหลักการพิจารณา"
เมื่อถามการจัดซื้อไปแล้ว ถ้าหากเปลี่ยนรายการจัดซื้อเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่าแทน เช่นเปลี่ยนการจัดซื้อรถหุ้มเกราะเป็นรถพยาบาลสนาม จะมีความเหมาะสมกว่าหรือไม่
นาย
เกรียงศักดิ์กล่าวว่า
"เรื่องนี้น่าจะลำบาก เพราะโดยหลักการงบประมาณ การขอเปลี่ยนแปลงรายการนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ขอยืนยันว่าเราสามารถที่จะชะลอ งดการซื้อ และปรับงบประมาณตรงนี้เอาไปช่วยเหลือในการป้องกันสถานการณ์โรคโควิดระบาดได้ และเหมาะสมกว่า"
"สำหรับการทำหน้าที่ของ กมธ.ทหารหลังจากนี้ก็คงจะต้องไปปรึกษาหารือแนวทางกับผู้บัญชาการทหารบกและศึกษาถึงช่องทางการเจรจากับทางสหรัฐฯเพื่อจะขอให้เปลี่ยนแปลงและชะลอการจัดซื้อนี้ต่อไป"
ขณะที่ นาย
อิสสระ สมชัย ที่ปรึกษา กมธ.ทหาร กล่าวว่า สถานการณ์ ณ เวลานี้ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ใช่สาระสำคัญและสิ่งจำเป็นต่อประเทศชาติในเวลานี้ ถ้าหากจะชะลอได้ก็ควรจะชะลอเอาไว้ก่อน เพราะปัญหาเรื่องโควิดนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก
เมื่อถามว่ากรณีที่กองทัพบกได้ออกมาชี้แจงว่าการจัดซื้อนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะทำสัญญากันนานแล้ว และเรื่องนี้ผ่านสภาคองเกรสไปแล้ว
นาย
อิสสระกล่าวว่า
"เรื่องนี้หรือเรื่องไหนๆมันไม่มีทางที่จะเจรจากันไม่ได้ ถ้าหากเรามีความปรารถนาที่จะทำจริง และถ้าทำจริง เราก็ควรจะเจรจากันอย่างจริงจัง มีกรรมการแต่ละฝ่ายไปนั่งร่วมพูดคุยกันกับเขา เพราะว่าปัจจัยสำคัญตอนนี้คือเรื่องโควิดนั้นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศและสำคัญยิ่งกว่าการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งขนาดกองทัพเรือนั้นเขายังมีการชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 เอาไว้ก่อนแล้ว"
นาย
อิสระ ยังกล่าวต่อว่า สมัยนาย
ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 นาย
ชวนก็ยังเคยมีคำสั่งให้ชะลอการจัดซื้อเครื่องบินรบเอฟ 18 เอาไว้ก่อน และก็งดซื้อในเวลาต่อมา
“ผมจำรายละเอียดกรณีเอฟ 18 ไม่ค่อยได้ว่าเขาปรับเราหรือไม่ รู้ว่าเรามีการจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว แต่จำได้ว่าเราไม่ได้เสียหายอะไรมาก จากการยกเลิก เพราะตอนนั้นสหรัฐฯเขาก็เห็นใจเราในช่วงเวลานั้น ในช่วงนั้นที่ท่านชวนเข้ามาเป็นนายกฯ สมัยที่เราเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งมันยังไม่ร้ายแรงเท่าทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกรณีแบบนี้แม้จะมีการคุยกันแล้ว เซ็นสัญญากันแล้ว ผมก็คิดว่า มันก็น่าจะสามารถทบทวนและพูดคุยกันได้ ” นาย
อิสสระกล่าว
เมื่อถามว่าการเจรจาขอชะลอเอาไว้นั้นอาจจะทำให้เราโดนปรับเงินเพิ่มหรือไม่ นายอิสสระ กล่าวว่าย้ำว่า "ตามที่เรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าความจำเป็นเรื่องอาวุธนั้น ณ เวลานี้ควรเป็นสิ่งที่ชะลอเอาไว้ก่อนจะดีกว่า ส่วนที่ถามว่าจะมีการปรับเงินกันนั้น จะปรับมาก ปรับน้อย หรือจะไม่ปรับเลย ส่วนตัวแล้วคิดว่าตรงนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ดีในการเจรจา ซึ่งเหตุผลในตอนนี้ดีกว่าถ้าจะไปเจรจา และมันเทียบกับสมัยต้มยำกุ้งไม่ได้เลย เพราะสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งมาก"
“ชัยธวัช”ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสโควิดกั้นสิทธิปชช.
https://www.innnews.co.th/politics/news_654886/
"ชัยธวัช" ซัด รัฐบาลฉวยโอกาสโควิด-19 ปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข้อมูลของประชาชน ชี้ควรเร่งดำเนินแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนให้ตรงจุด
นาย
ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นกรณีที่ พล.อ.
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้ตั้งกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ เพื่อดูแลอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยพล.อ.ประวิตร ชี้ว่าปัจจุบันมีปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จึงมีการเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาดูแลข่าวปลอม (Fake News) ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และย้ำว่าต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้ที่กระทำความผิดอย่างจริงจังและเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก
โดยนาย
ชัยธวัช กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังฉวยโอกาสแอบอ้างวิกฤตโควิด-19 เพื่อปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนกับการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบรัฐบาลรวมถึงผู้มีอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นปัญหาการใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไปดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือ ผู้ที่ออกมาเปิดโปงความไม่โปร่งใสของคนในรัฐบาล เช่น เจ้าของเพจ “
แหม่มโพธิ์ดำ” หรือดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ “
นิรนาม” ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่น ไปดำเนินคดีกับผู้ที่มีเจตนาดีนำอาหารไปบริจาคให้แก่ประชาชนที่กำลังอดอยาก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเยียวยาที่ไม่ทันการณ์ของรัฐบาล ดำเนินคดีกับคนไร้บ้านซึ่งพวกเขาไม่มีบ้านให้อยู่ระหว่างเคอร์ฟิว หรือขู่จะดำเนินคดีกับประชาชนที่รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาของพวกเขา
ทั้งนี้ นาย
ชัยธวัช กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยืนยันอีกครั้ง ว่า รัฐบาลไม่ควรฉวยโอกาสใช้กฎหมายความมั่นคงปิดปาก ปิดหูและปิดตาประชาชน เพราะเสียงของประชาชนสำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนทั้งชาติ และความมั่นคงของประชาชนอยู่เหนือกว่าความมั่นคง สิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่การอ้างเรื่อง “
ข่าวปลอม” แต่ควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ตรงจุด ทั่วถึง และทันที พร้อมกับปรับปรุงการสื่อสารของผู้นำรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพเพื่อประชาชนเข้าใจได้ง่าย และชัดเจนเชื่อถือได้จะดีกว่า
JJNY : 4in1 2กมธ.ทหาร'พท.-ปชป.'ค้านซื้ออาวุธ/ชัยธวัชซัดฉวยโอกาสกั้นสิทธิ/โวยดึงงบบัตรทองคืน/สมหมายอัดทำงบ64เข้ารกเข้าพง
https://www.isranews.org/article/isranews/87934-Strykerr22.html
“...ผมจำรายละเอียดกรณีเอฟ 18 ไม่ค่อยได้ว่าเขาปรับเราหรือไม่ รู้ว่าเรามีการจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว แต่จำได้ว่าเราไม่ได้เสียหายอะไรมาก จากการยกเลิก เพราะตอนนั้นสหรัฐฯเขาก็เห็นใจเราในช่วงเวลานั้น ในช่วงนั้นที่ท่านชวนเข้ามาเป็นนายกฯ สมัยที่เราเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งมันยังไม่ร้ายแรงเท่าทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกรณีแบบนี้แม้จะมีการคุยกันแล้ว เซ็นสัญญากันแล้ว ผมก็คิดว่ามันก็น่าจะสามารถทบทวนและพูดคุยกันได้.. ”
ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) มีโอกาสสัมภาษณ์คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ทหาร ในสภาผู้แทนราษฎร 2 ราย คือ นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ส.ส.พรรคเพื่อไทยในฐานะ รองประธาน กมธ.คนที่ 1 และนายอิสสระ สมชัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกมธ. เพื่อสอบถามความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม รองประธาน กมธ.ทหารคนที่ 1 กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่าในตอนนี้ประเทศนั้นกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งด้านเศรษฐกิจและปัญหาโรคโควิด 19 จึงไม่เห็นด้วยที่ทางกองทัพบกจะไปซื้ออาวุธ และอยากให้ชะลอหรือมีการเปลี่ยนแปลง แบบเดียวกับที่กองทัพเรือได้ชะลอการซื้อเรือดำน้ำ ลำที่ 2 และลำที่ 3
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทราบมาว่ามีการอ้างจากทางกองทัพบกว่าเรื่องนี้นั้นเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการจัดซื้อไม่ได้ เพราะว่าได้รับการพิจารณาเข้าสภาคองเกรสของสหรัฐฯไปแล้ว
“ในกรณีว่ามันจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้นั้นจะต้องยึดถือตามเหตุผลและธรรมเนียมปฏิบัติที่เราเคยทำมาในอดีต ซึ่งกรณีกองทัพบกผมก็ไม่ทราบว่า เขาเคยมีระเบียบที่เคยทำมาอย่างไร ดังนั้น ต้องขอไปศึกษาเพิ่มเติมถึงช่องที่กองทัพบกจะสามารถทำได้เพื่อจะชะลอเปลี่ยนแปลงกรณีการจัดซื้อครั้งนี้” นายเกรียงศักดิ์กล่าว
นายเกรียงศักดิ์ กล่าวต่อว่า "แต่ถ้าชะลอได้ในส่วนงบตรงนี้ก็อาจจะสามารถโยกไปใช้จ่ายในส่วนของโรงพยาบาลทหารหรือโรงพยาบาลตำรวจอะไรเพิ่มเติมเพื่อดูแลประชาชนได้ ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวก็อยากให้ผู้บัญชาการทหารบกได้มีหลักการพิจารณา"
เมื่อถามการจัดซื้อไปแล้ว ถ้าหากเปลี่ยนรายการจัดซื้อเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่าแทน เช่นเปลี่ยนการจัดซื้อรถหุ้มเกราะเป็นรถพยาบาลสนาม จะมีความเหมาะสมกว่าหรือไม่
นายเกรียงศักดิ์กล่าวว่า "เรื่องนี้น่าจะลำบาก เพราะโดยหลักการงบประมาณ การขอเปลี่ยนแปลงรายการนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ขอยืนยันว่าเราสามารถที่จะชะลอ งดการซื้อ และปรับงบประมาณตรงนี้เอาไปช่วยเหลือในการป้องกันสถานการณ์โรคโควิดระบาดได้ และเหมาะสมกว่า"
"สำหรับการทำหน้าที่ของ กมธ.ทหารหลังจากนี้ก็คงจะต้องไปปรึกษาหารือแนวทางกับผู้บัญชาการทหารบกและศึกษาถึงช่องทางการเจรจากับทางสหรัฐฯเพื่อจะขอให้เปลี่ยนแปลงและชะลอการจัดซื้อนี้ต่อไป"
ขณะที่ นายอิสสระ สมชัย ที่ปรึกษา กมธ.ทหาร กล่าวว่า สถานการณ์ ณ เวลานี้ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ใช่สาระสำคัญและสิ่งจำเป็นต่อประเทศชาติในเวลานี้ ถ้าหากจะชะลอได้ก็ควรจะชะลอเอาไว้ก่อน เพราะปัญหาเรื่องโควิดนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก
เมื่อถามว่ากรณีที่กองทัพบกได้ออกมาชี้แจงว่าการจัดซื้อนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะทำสัญญากันนานแล้ว และเรื่องนี้ผ่านสภาคองเกรสไปแล้ว
นายอิสสระกล่าวว่า "เรื่องนี้หรือเรื่องไหนๆมันไม่มีทางที่จะเจรจากันไม่ได้ ถ้าหากเรามีความปรารถนาที่จะทำจริง และถ้าทำจริง เราก็ควรจะเจรจากันอย่างจริงจัง มีกรรมการแต่ละฝ่ายไปนั่งร่วมพูดคุยกันกับเขา เพราะว่าปัจจัยสำคัญตอนนี้คือเรื่องโควิดนั้นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนทั้งประเทศและสำคัญยิ่งกว่าการจัดซื้ออาวุธ ซึ่งขนาดกองทัพเรือนั้นเขายังมีการชะลอการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 2 และ 3 เอาไว้ก่อนแล้ว"
นายอิสระ ยังกล่าวต่อว่า สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 นายชวนก็ยังเคยมีคำสั่งให้ชะลอการจัดซื้อเครื่องบินรบเอฟ 18 เอาไว้ก่อน และก็งดซื้อในเวลาต่อมา
“ผมจำรายละเอียดกรณีเอฟ 18 ไม่ค่อยได้ว่าเขาปรับเราหรือไม่ รู้ว่าเรามีการจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว แต่จำได้ว่าเราไม่ได้เสียหายอะไรมาก จากการยกเลิก เพราะตอนนั้นสหรัฐฯเขาก็เห็นใจเราในช่วงเวลานั้น ในช่วงนั้นที่ท่านชวนเข้ามาเป็นนายกฯ สมัยที่เราเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งมันยังไม่ร้ายแรงเท่าทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกรณีแบบนี้แม้จะมีการคุยกันแล้ว เซ็นสัญญากันแล้ว ผมก็คิดว่า มันก็น่าจะสามารถทบทวนและพูดคุยกันได้ ” นายอิสสระกล่าว
เมื่อถามว่าการเจรจาขอชะลอเอาไว้นั้นอาจจะทำให้เราโดนปรับเงินเพิ่มหรือไม่ นายอิสสระ กล่าวว่าย้ำว่า "ตามที่เรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าความจำเป็นเรื่องอาวุธนั้น ณ เวลานี้ควรเป็นสิ่งที่ชะลอเอาไว้ก่อนจะดีกว่า ส่วนที่ถามว่าจะมีการปรับเงินกันนั้น จะปรับมาก ปรับน้อย หรือจะไม่ปรับเลย ส่วนตัวแล้วคิดว่าตรงนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ดีในการเจรจา ซึ่งเหตุผลในตอนนี้ดีกว่าถ้าจะไปเจรจา และมันเทียบกับสมัยต้มยำกุ้งไม่ได้เลย เพราะสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งมาก"
“ชัยธวัช”ซัดรัฐบาลฉวยโอกาสโควิดกั้นสิทธิปชช.
https://www.innnews.co.th/politics/news_654886/
"ชัยธวัช" ซัด รัฐบาลฉวยโอกาสโควิด-19 ปิดกั้นสิทธิการรับรู้ข้อมูลของประชาชน ชี้ควรเร่งดำเนินแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนให้ตรงจุด
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความคิดเห็นกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้ตั้งกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ เพื่อดูแลอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยพล.อ.ประวิตร ชี้ว่าปัจจุบันมีปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จึงมีการเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาดูแลข่าวปลอม (Fake News) ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และย้ำว่าต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อผู้ที่กระทำความผิดอย่างจริงจังและเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก
โดยนายชัยธวัช กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังฉวยโอกาสแอบอ้างวิกฤตโควิด-19 เพื่อปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนกับการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบรัฐบาลรวมถึงผู้มีอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ได้เห็นปัญหาการใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไปดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือ ผู้ที่ออกมาเปิดโปงความไม่โปร่งใสของคนในรัฐบาล เช่น เจ้าของเพจ “แหม่มโพธิ์ดำ” หรือดำเนินคดีกับเจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ “นิรนาม” ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่น ไปดำเนินคดีกับผู้ที่มีเจตนาดีนำอาหารไปบริจาคให้แก่ประชาชนที่กำลังอดอยาก ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการเยียวยาที่ไม่ทันการณ์ของรัฐบาล ดำเนินคดีกับคนไร้บ้านซึ่งพวกเขาไม่มีบ้านให้อยู่ระหว่างเคอร์ฟิว หรือขู่จะดำเนินคดีกับประชาชนที่รวมตัวกันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาของพวกเขา
ทั้งนี้ นายชัยธวัช กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยืนยันอีกครั้ง ว่า รัฐบาลไม่ควรฉวยโอกาสใช้กฎหมายความมั่นคงปิดปาก ปิดหูและปิดตาประชาชน เพราะเสียงของประชาชนสำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนทั้งชาติ และความมั่นคงของประชาชนอยู่เหนือกว่าความมั่นคง สิ่งที่รัฐบาลควรทำไม่ใช่การอ้างเรื่อง “ข่าวปลอม” แต่ควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้ตรงจุด ทั่วถึง และทันที พร้อมกับปรับปรุงการสื่อสารของผู้นำรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพเพื่อประชาชนเข้าใจได้ง่าย และชัดเจนเชื่อถือได้จะดีกว่า