วิทยาการสมัยใหม่กล่าวว่าในกล้ามเนื้อนั้นมีความทรงจำ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ภายในหัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ จะเก็บบันทึกความรู้สึกและความทรงจำเอาไว้มากมาย และเมื่อหัวใจของ ‘เฟิร์น’ คนรักผู้ด่วนจากไปของ ‘ชัย’ ได้กลับมาพบกับชายคนรักอีกครั้ง แม้ว่าตอนนี้ใจดวงนั้นจะกำลังสูบฉีดเลือดหล่อเลี้ยงชีวิตของ ‘น้ำหวาน’ สาวน้อยเจ็น Z ผู้ไม่ประสากับความรัก แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเต้นผิดจังหวะ และทำให้น้ำหวานต้องตกหลุมรักชายแปลกหน้าวัยลุง (ที่โค-ตะ-ระ หล่อ) อย่างชัย เข้าจนเต็มเปาแบบถอนตัวไม่ขึ้น
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #1: เมื่อลุงโดนหลอกไปดูหนัง
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #2: หนังฟีลกู๊ดที่รุ่มรวยช่องว่างแห่งจินตนาการ
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #3 รักใหม่ หัวใจดวงเดิม
ชัยแก่กินหญ้าหวาน
สมัยเด็กๆ เคยมีคำพูดที่ว่า “ถ้าเจอแขกกับเจองู ให้ตีแขกก่อน” ซึ่งบรรยายถึงความเฉลียวฉลาดแบบช่างเอาเปรียบของชาวภารตะ แต่ใน พ.ศ. นี้ ผมกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า ระหว่าง แขก งู ยุง และเสือ เราต้องตีครีเอทีฟโฆษณาก่อน เพราะนี่คือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางการพาณิชย์ ที่สามารถทำให้คุณล้วงเงินในกระเป๋าออกมาใส่พานถวายให้กับนายทุนกันได้อย่างเต็มใจ แถมเผลอๆ ยังอาจจะต้องแต่งเพลงสดุดีให้พวกเขาอีกด้วย
ว่ากันตามท้องเรื่อง ซึ่งเปิดตัวมาด้วยชื่อ ‘ฮาร์ทบีท’ และเพลง ‘เล่นของสูง’ ของวง BIGASS ที่นำมารีเมคใหม่เป็นเพลงธีมของหนังเรื่องนี้ แต่จนแล้วจนรอด หลายๆ คนก็อาจจะออกมาเก็ทกันนอกโรงทีหลังว่า ไอ้ชื่อเรื่อง กับเพลงเล่นของสูง (อายุ) มันเกี่ยวกับลุงชัยยังไง
ความจริงก็คือ อาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และความพยายามพาชัยไปเล่นเครื่องเล่นเสี่ยงๆ เพื่อรักษาอาการกลัวความสูงนั้น เป็นบทบาทของน้ำหวานทั้งสิ้น (อารมณ์เหมือนแอนิเมชัน Frozen ที่มีเจ้าหญิงเอลซ่า เป็นตัวเด่น แต่เอาเข้าจริงๆ เจ้าหญิงแอนนา กลับเป็นตัวเอกที่คอยเป็นคนดำเนินเรื่องแทบทั้งหมด)
ทั้งนี้ทั้งนั้น เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ถ้าจะมีอะไรที่ทำออกมาได้อย่าง ‘สุด’ จริงๆ ก็คงต้องยกเครดิตให้กับทีมการตลาดนี่แหละ เพราะสามารถขายของคือ ‘ลุง... เอ้ย พี่เคน’ ได้อย่างตรงเป้า แถมยังพ่วงโปรโมทน้องพลอยมนนางเอกได้อีกด้วย ทั้งๆ ที่ตลอดทั้งเรื่องนั้น ชัยแทบจะไม่ได้ ‘เสี่ยง’ อะไรกับเขาเลย
ตั้งแต่ตอนแรก น้ำหวานก็เป็นคนออกอาการ ‘ถูกตก’ ใส่ชัยตั้งแต่ต้น แถมยังคอยหยอดมุขใส่รัวๆ อยู่ตลอด แบบที่เรียกว่าความเสี่ยงอกหักนั้น ‘ติดลบ’ แม้แต่ตอนที่ชัยรู้ความจริงเรื่องหัวใจของน้ำหวานแล้วแอบมาแพ็คของหนีกลับบ้าน เชื่อว่าคนดูแทบทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า ยังไงมันก็ต้องจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งแน่ๆ
ในทางกลับกัน ถ้าถามว่าชัยเอาด้วยกับน้ำหวานไหม ก็คงต้องตอบว่าเอาด้วยตั้งแต่แรกนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่เทียวไล้เทียวขื่อ ไปไหนมาไหนด้วยแบบตัวไม่ห่างกันขนาดนั้น บางทีชัยอาจจะเป็นคนแบบที่ชอบโดนจีบก่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็ได้ อย่างเวลาที่อยู่กับเฟิร์นก็จะดูนิ่งๆ คอยให้เฟิร์นต้องดูแลอยู่ตลอด
ถ้าเราดูไปจนถึงจุดพีคของเรื่อง เราจะเห็นว่าชัยช็อคเรื่องหัวใจของเฟิร์นในตัวน้ำหวานจนถึงกับต้องเก็บผ้าเก็บผ่อนหนีกลับบ้านไปตั้งหลัก จากนั้นก็เลยลองไปค้นข้อมูลเรื่องการบริจาคอวัยวะดู จึงพบว่า การบริจาคอวัยวะนั้น ต้องเก็บอวัยวะจากผู้บริจาคที่ร่างกายยังไม่ตาย แต่แพทย์วินิจฉัยว่าสมองตายแล้ว (ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกนะ ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่า ถ้าเราตัดสินใจบริจาคอวัยวะ พอตายปุ๊บก็ติดต่อหน่วยงานมาเก็บไปได้เฉยๆ)
ในกรณีนี้ทำให้เข้าใจถึงความ ‘ช็อค’ ของชัย และ ‘ความรู้สึกผิด’ ของน้ำหวาน (หรือคนเขียนบทจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ว่ะ 555) เพราะการที่น้ำหวานได้รับบริจาคหัวใจมาจากเฟิร์น เท่ากับเป็นการ ‘ฆ่า’ ร่างกายที่นอนเป็นผักอยู่ของเฟิร์นโดยตรง ซึ่งในบางกรณี ญาติผู้ป่วยอาจจะต้องการยื้อลมหายใจเอาไว้เพื่อรอปาฏิหาริย์ว่าผู้ป่วยอาจจะฟื้นขึ้นมา เหมือนในเรื่อง Happy Birthday
บอกตรงๆ ว่าในตอนที่ดูหนังนั้น ผมไม่ทราบข้อมูลตรงนี้ จึงไม่รู้สึกพีค เพราะคิดว่าคนก็ตายไปแล้ว การบริจาคอวัยวะให้คนอื่นก็เป็นเรื่องที่ดี ชัยควรจะดีใจด้วยซ้ำที่หัวใจของเฟิร์นยังคงมีชีวิตอยู่ในร่างกายของน้ำหวาน แต่ถ้ารู้ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน คงบอกได้ว่า “โคตรพีค” (คงได้แต่โทษความเบาปัญญาของตัวเอง ที่ทำให้เสียอรรถรสหนัง) และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็คงสมเหตุสมผลที่ชัยจะช็อคกับเรื่องนี้จนทำอะไรไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าผมเป็นชัย คงจะบอกกับน้ำหวานว่า “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้พี่รักน้ำหวาน หรือรักเงาของเฟิร์นที่อยู่ในตัวน้ำหวาน พี่รู้แค่ว่า พี่รักผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าพี่คนนี้ และในหัวใจของเขาก็มีหัวใจของพี่อยู่ในนั้นตั้งแต่เมื่อก่อน วันนี้ แล้วก็วันต่อๆ ไปด้วย”
น้ำหวานร่างทรง
ในหนังเรื่องนี้ ถ้าผมจะต้องสงสารใครสักคนจนจับใจ ก็คงจะเป็นน้ำหวาน นางเอกของเรื่องนี่แหละ (ตอนแรกก็ว่าจะสงสารเก่งกี้เหมือนกัน ที่บทเหมือนจะถูกเขียนมาให้เป็นตัวตลก คอยถูกน้ำหวานหลอกใช้ (แล้วทิ้ง) ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เก่งกี้ก็ยังคูลพอที่จะไม่โกรธน้ำหวานนะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไปได้กับสไมล์ก็ตาม... เอาเถอะ เข้าใจว่าทรัพยากรตัวละครมีจำกัด
น้ำหวานผู้หลงใหลในกีฬาเอ็กซ์ตรีมเป็นชีวิตจิตใจ ชนิดที่เพื่อนร่วมแก๊งค์เอาทรีนขึ้นมาก่ายหน้าผากไม่ทัน เพราะกระโดดหน้าผากันอยู่ดีๆ นางก็ดันเป็นโรคหัวใจม่องไปซะอย่างนั้น โชคดีที่บังเอิญเฟิร์นก็ไปเข้าโรงพยาบาลเดียวกันกับน้ำหวานและได้ตัดสินใจบริจาคหัวใจของตัวเองเพื่อต่อชีวิตให้กับแม่สาวเหนือตาโตคนนี้
น้ำหวานตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลกับไลฟ์สไตล์เดิมๆ พร้อมชีวิตใหม่ที่ได้รับมาจากหัวใจของเฟิร์น โชคดีที่น้ำหวานเป็นคนตรงๆ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง เมื่อได้มาเจอกับชัย เจ้าของหัวใจของเจ้าของหัวใจที่ปัจจุบันน้ำหวานได้กลายมาเป็นเจ้าของหัวใจอีกที
น้ำหวานไม่เคยสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงตกหลุมรักผู้ชายวัยลุงอย่างชัย (ยกเว้นหล่อ ใจดี SUV กทม.) และทำไมต้องทุ่มเทเสี่ยงชีวิตพาชัยไปเล่นอะไรเสี่ยงๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้สภาพของหัวใจตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็นปณิธานที่เฟิร์นส่งผ่านมาให้น้ำหวานสานต่อ (ผ่านหัวใจ) ในการนำชัยออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง
ในทางกลับกัน ถ้าน้ำหวานเป็นคนคิดมากกว่านี้หน่อย อาจจะเริ่มเอะใจกับหัวใจของตัวเองว่านี่ตกลงเรารักลุงเขาจริงๆ หรือเป็นเพราะหัวใจของเรารักลุงอยู่แล้วกันแน่ ถึงได้ต้องทุ่มเททั้งชีวิตและหัวใจให้เขาขนาดนั้น แถมยังเริ่มมีบุคลิกและพฤติกรรมที่กระเดียดออกไปทางเฟิร์นมากขึ้นเรื่อยๆ จนใครๆ ก็พากันหลอนเห็นภาพซ้อนของเฟิร์นทาบอยู่บนร่างน้ำหวาน
อีกประเด็นที่น้ำหวานดูน่าสงสารและตกเป็นจำเลยมาก คือ ตอนที่นอนตายอยู่ดีๆ ก็ฟื้นขึ้นมากลายเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนรักของชัยไปเสียอย่างนั้น แถมจู่ๆ ชัยก็แอบเก็บของกลับบ้านไปเฉยๆ โดยไม่ยอมเคลียร์อะไรกันด้วย ปล่อยให้น้องต้องร้องไห้เป็นเผาเต่าจนหัวใจบางๆ แทบจะหยุดเต้นสลายไปอีกรอบ
สุดท้าย ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกาหลี คิดว่าเรื่องคงไม่ได้จบแบบที่นางเอกหนีไปเวียดนาม แล้วพระเอกก็ตามไปง้อเอาง่ายๆ แต่อาจจะแบบว่า เออ วิญญาณเฟิร์นสลายจากร่างกรูไปแล้ว ลุงอย่ามาวอแวกับหนูอีกเลย อะไรประมาณนี้... แต่ก็อย่างว่า หน้าหนังเป็นคอมเมอดี้ขายพระเอกตลอดกาลขนาดนี้ ถ้าหักมุมจบกันแบบดราม่าขนาดนั้น มิตรรักแฟนบอลก็คงไม่ยอมเป็นแน่
ก็คงต้องปล่อยให้เจ้าของหัวใจของน้ำหวานเขาตามมาทวงหัวใจที่เคยเป็นหัวใจของเจ้าของหัวใจเขาคืนไป พร้อมอัปเกรดบอดี้ใหม่ ละอ่อนวัยกว่าเดิมเป็นของแถมไปด้วย
เก่งกี้คนมีของ
เก่งกี้เป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยของน้ำหวาน และเปิดตัวมาด้วยการแต่งคอสเพลย์เป็นตำรวจเข้ามาจับน้ำหวานโทษฐานขโมยหัวใจถึงหน้าบ้าน ตัวละครนี้ได้รับคำชมว่าโผล่ออกมาได้ ‘น่ารำคาญ’ ในแทบทุกซีน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่านักแสดง ‘เล่นถึง’ เพราะเล่นได้เหมาะสมกับบทบาท ‘ตัวทำลายเกม’ ที่ถูกวางเอาไว้จริงๆ
หากพูดถึงเก่งกี้ ก็ต้องพูดถึงสไมล์ น้องแว่นเพื่อนร่วมแก๊งของน้ำหวานด้วย เพราะในตอนสุดท้ายนั้นจะเห็นว่าเก่งกี้เปลี่ยนเป้าหมายจากน้ำหวานไปเป็นสไมล์แทน ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่า ถ้าหลุดจากสไมล์ไปแล้ว จะไปได้กับต๋องที่เตรียมง้างเท้ารออยู่แล้วหรือเปล่า (ฮา!)
ถ้ามองกันอย่างเป็นกลาง เก่งกี้น่าจะถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในตัวท็อปของรุ่นเดียวกันได้อยู่ ทั้งความน่ารักและทุ่มเท ความเป็นแร็ปเปอร์ ความห่าม แบบทะเล้นๆ และรถบิ๊กไบท์ เป็นไปได้ว่าสไมล์เองอาจจะแอบมองๆ เก่งกี้อยู่นานแล้ว สังเกตจากบทที่นางพยายามเบรกน้ำหวานถึงสองครั้งว่า
“ถ้าไม่รักก็อย่าให้ความหวัง” (หรือพูดตรงๆ ว่า เมิงอย่ากั๊ก อิเพิ่ล) แต่เราก็จะเห็นว่าน้ำหวานเองเสียอีกที่ทำตัวเป็นวินมอเตอร์ไซค์
คอย (ใส่เสื้อ) ‘กั๊ก’ เก่งกี้เอาไว้ในช่วงต้นๆ และก็จะเห็นความคูลอีกอย่างของเก่งกี้ คือ เมื่อรู้ตัวว่าผิดหวัง ก็ไม่ได้หนีหายหน้าไปจากน้ำหวาน แต่ยังคอยป้วนเปี้ยนๆ ดูแลน้ำหวานอยู่ตลอด
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเก่งกี้กลับมามองเห็นความดีของสไมล์ตอนไหน หรือว่าตอนที่เก่งกี้เมาแล้วสไมล์พาซ้อนท้ายไปส่ง จะไม่ได้ตรงกลับบ้านเลย (ฮา!) แต่ก็ยอมรับว่าผิดหวังนิดๆ ที่สุดท้ายบทกลับมาหักมุมให้เก่งกี้มาลงตัวกับสไมล์
อันที่จริงผมมองว่าเก่งกี้มีสไตล์ของตัวเองที่เข้มข้นเกินไป ถ้าทำตีเนียนเป็นเพื่อนเล่นเกมร่วมตี้กับน้ำหวานตั้งแต่ต้น ป่านนี้อาจจะแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของน้ำหวานได้เรียบร้อยแล้ว... ก็เป็นได้
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #3 รักใหม่ หัวใจดวงเดิม
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #1: เมื่อลุงโดนหลอกไปดูหนัง
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #2: หนังฟีลกู๊ดที่รุ่มรวยช่องว่างแห่งจินตนาการ
[CR] Heartbeat เสี่ยงนัก...รักมั้ยลุง #3 รักใหม่ หัวใจดวงเดิม
ชัยแก่กินหญ้าหวาน
สมัยเด็กๆ เคยมีคำพูดที่ว่า “ถ้าเจอแขกกับเจองู ให้ตีแขกก่อน” ซึ่งบรรยายถึงความเฉลียวฉลาดแบบช่างเอาเปรียบของชาวภารตะ แต่ใน พ.ศ. นี้ ผมกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า ระหว่าง แขก งู ยุง และเสือ เราต้องตีครีเอทีฟโฆษณาก่อน เพราะนี่คือจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางการพาณิชย์ ที่สามารถทำให้คุณล้วงเงินในกระเป๋าออกมาใส่พานถวายให้กับนายทุนกันได้อย่างเต็มใจ แถมเผลอๆ ยังอาจจะต้องแต่งเพลงสดุดีให้พวกเขาอีกด้วย
ว่ากันตามท้องเรื่อง ซึ่งเปิดตัวมาด้วยชื่อ ‘ฮาร์ทบีท’ และเพลง ‘เล่นของสูง’ ของวง BIGASS ที่นำมารีเมคใหม่เป็นเพลงธีมของหนังเรื่องนี้ แต่จนแล้วจนรอด หลายๆ คนก็อาจจะออกมาเก็ทกันนอกโรงทีหลังว่า ไอ้ชื่อเรื่อง กับเพลงเล่นของสูง (อายุ) มันเกี่ยวกับลุงชัยยังไง
ความจริงก็คือ อาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และความพยายามพาชัยไปเล่นเครื่องเล่นเสี่ยงๆ เพื่อรักษาอาการกลัวความสูงนั้น เป็นบทบาทของน้ำหวานทั้งสิ้น (อารมณ์เหมือนแอนิเมชัน Frozen ที่มีเจ้าหญิงเอลซ่า เป็นตัวเด่น แต่เอาเข้าจริงๆ เจ้าหญิงแอนนา กลับเป็นตัวเอกที่คอยเป็นคนดำเนินเรื่องแทบทั้งหมด)
ทั้งนี้ทั้งนั้น เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ถ้าจะมีอะไรที่ทำออกมาได้อย่าง ‘สุด’ จริงๆ ก็คงต้องยกเครดิตให้กับทีมการตลาดนี่แหละ เพราะสามารถขายของคือ ‘ลุง... เอ้ย พี่เคน’ ได้อย่างตรงเป้า แถมยังพ่วงโปรโมทน้องพลอยมนนางเอกได้อีกด้วย ทั้งๆ ที่ตลอดทั้งเรื่องนั้น ชัยแทบจะไม่ได้ ‘เสี่ยง’ อะไรกับเขาเลย
ตั้งแต่ตอนแรก น้ำหวานก็เป็นคนออกอาการ ‘ถูกตก’ ใส่ชัยตั้งแต่ต้น แถมยังคอยหยอดมุขใส่รัวๆ อยู่ตลอด แบบที่เรียกว่าความเสี่ยงอกหักนั้น ‘ติดลบ’ แม้แต่ตอนที่ชัยรู้ความจริงเรื่องหัวใจของน้ำหวานแล้วแอบมาแพ็คของหนีกลับบ้าน เชื่อว่าคนดูแทบทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า ยังไงมันก็ต้องจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งแน่ๆ
ถ้าเราดูไปจนถึงจุดพีคของเรื่อง เราจะเห็นว่าชัยช็อคเรื่องหัวใจของเฟิร์นในตัวน้ำหวานจนถึงกับต้องเก็บผ้าเก็บผ่อนหนีกลับบ้านไปตั้งหลัก จากนั้นก็เลยลองไปค้นข้อมูลเรื่องการบริจาคอวัยวะดู จึงพบว่า การบริจาคอวัยวะนั้น ต้องเก็บอวัยวะจากผู้บริจาคที่ร่างกายยังไม่ตาย แต่แพทย์วินิจฉัยว่าสมองตายแล้ว (ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกนะ ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจว่า ถ้าเราตัดสินใจบริจาคอวัยวะ พอตายปุ๊บก็ติดต่อหน่วยงานมาเก็บไปได้เฉยๆ)
ในกรณีนี้ทำให้เข้าใจถึงความ ‘ช็อค’ ของชัย และ ‘ความรู้สึกผิด’ ของน้ำหวาน (หรือคนเขียนบทจะคิดว่าเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ ว่ะ 555) เพราะการที่น้ำหวานได้รับบริจาคหัวใจมาจากเฟิร์น เท่ากับเป็นการ ‘ฆ่า’ ร่างกายที่นอนเป็นผักอยู่ของเฟิร์นโดยตรง ซึ่งในบางกรณี ญาติผู้ป่วยอาจจะต้องการยื้อลมหายใจเอาไว้เพื่อรอปาฏิหาริย์ว่าผู้ป่วยอาจจะฟื้นขึ้นมา เหมือนในเรื่อง Happy Birthday
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าผมเป็นชัย คงจะบอกกับน้ำหวานว่า “พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้พี่รักน้ำหวาน หรือรักเงาของเฟิร์นที่อยู่ในตัวน้ำหวาน พี่รู้แค่ว่า พี่รักผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าพี่คนนี้ และในหัวใจของเขาก็มีหัวใจของพี่อยู่ในนั้นตั้งแต่เมื่อก่อน วันนี้ แล้วก็วันต่อๆ ไปด้วย”
น้ำหวานร่างทรง
ในหนังเรื่องนี้ ถ้าผมจะต้องสงสารใครสักคนจนจับใจ ก็คงจะเป็นน้ำหวาน นางเอกของเรื่องนี่แหละ (ตอนแรกก็ว่าจะสงสารเก่งกี้เหมือนกัน ที่บทเหมือนจะถูกเขียนมาให้เป็นตัวตลก คอยถูกน้ำหวานหลอกใช้ (แล้วทิ้ง) ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เก่งกี้ก็ยังคูลพอที่จะไม่โกรธน้ำหวานนะ ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไปได้กับสไมล์ก็ตาม... เอาเถอะ เข้าใจว่าทรัพยากรตัวละครมีจำกัด
น้ำหวานผู้หลงใหลในกีฬาเอ็กซ์ตรีมเป็นชีวิตจิตใจ ชนิดที่เพื่อนร่วมแก๊งค์เอาทรีนขึ้นมาก่ายหน้าผากไม่ทัน เพราะกระโดดหน้าผากันอยู่ดีๆ นางก็ดันเป็นโรคหัวใจม่องไปซะอย่างนั้น โชคดีที่บังเอิญเฟิร์นก็ไปเข้าโรงพยาบาลเดียวกันกับน้ำหวานและได้ตัดสินใจบริจาคหัวใจของตัวเองเพื่อต่อชีวิตให้กับแม่สาวเหนือตาโตคนนี้
น้ำหวานตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลกับไลฟ์สไตล์เดิมๆ พร้อมชีวิตใหม่ที่ได้รับมาจากหัวใจของเฟิร์น โชคดีที่น้ำหวานเป็นคนตรงๆ ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมาก นอกจากทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง เมื่อได้มาเจอกับชัย เจ้าของหัวใจของเจ้าของหัวใจที่ปัจจุบันน้ำหวานได้กลายมาเป็นเจ้าของหัวใจอีกที
ในทางกลับกัน ถ้าน้ำหวานเป็นคนคิดมากกว่านี้หน่อย อาจจะเริ่มเอะใจกับหัวใจของตัวเองว่านี่ตกลงเรารักลุงเขาจริงๆ หรือเป็นเพราะหัวใจของเรารักลุงอยู่แล้วกันแน่ ถึงได้ต้องทุ่มเททั้งชีวิตและหัวใจให้เขาขนาดนั้น แถมยังเริ่มมีบุคลิกและพฤติกรรมที่กระเดียดออกไปทางเฟิร์นมากขึ้นเรื่อยๆ จนใครๆ ก็พากันหลอนเห็นภาพซ้อนของเฟิร์นทาบอยู่บนร่างน้ำหวาน
อีกประเด็นที่น้ำหวานดูน่าสงสารและตกเป็นจำเลยมาก คือ ตอนที่นอนตายอยู่ดีๆ ก็ฟื้นขึ้นมากลายเป็นฆาตกรที่ฆ่าคนรักของชัยไปเสียอย่างนั้น แถมจู่ๆ ชัยก็แอบเก็บของกลับบ้านไปเฉยๆ โดยไม่ยอมเคลียร์อะไรกันด้วย ปล่อยให้น้องต้องร้องไห้เป็นเผาเต่าจนหัวใจบางๆ แทบจะหยุดเต้นสลายไปอีกรอบ
สุดท้าย ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกาหลี คิดว่าเรื่องคงไม่ได้จบแบบที่นางเอกหนีไปเวียดนาม แล้วพระเอกก็ตามไปง้อเอาง่ายๆ แต่อาจจะแบบว่า เออ วิญญาณเฟิร์นสลายจากร่างกรูไปแล้ว ลุงอย่ามาวอแวกับหนูอีกเลย อะไรประมาณนี้... แต่ก็อย่างว่า หน้าหนังเป็นคอมเมอดี้ขายพระเอกตลอดกาลขนาดนี้ ถ้าหักมุมจบกันแบบดราม่าขนาดนั้น มิตรรักแฟนบอลก็คงไม่ยอมเป็นแน่
ก็คงต้องปล่อยให้เจ้าของหัวใจของน้ำหวานเขาตามมาทวงหัวใจที่เคยเป็นหัวใจของเจ้าของหัวใจเขาคืนไป พร้อมอัปเกรดบอดี้ใหม่ ละอ่อนวัยกว่าเดิมเป็นของแถมไปด้วย
เก่งกี้เป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยของน้ำหวาน และเปิดตัวมาด้วยการแต่งคอสเพลย์เป็นตำรวจเข้ามาจับน้ำหวานโทษฐานขโมยหัวใจถึงหน้าบ้าน ตัวละครนี้ได้รับคำชมว่าโผล่ออกมาได้ ‘น่ารำคาญ’ ในแทบทุกซีน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่านักแสดง ‘เล่นถึง’ เพราะเล่นได้เหมาะสมกับบทบาท ‘ตัวทำลายเกม’ ที่ถูกวางเอาไว้จริงๆ
หากพูดถึงเก่งกี้ ก็ต้องพูดถึงสไมล์ น้องแว่นเพื่อนร่วมแก๊งของน้ำหวานด้วย เพราะในตอนสุดท้ายนั้นจะเห็นว่าเก่งกี้เปลี่ยนเป้าหมายจากน้ำหวานไปเป็นสไมล์แทน ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่า ถ้าหลุดจากสไมล์ไปแล้ว จะไปได้กับต๋องที่เตรียมง้างเท้ารออยู่แล้วหรือเปล่า (ฮา!)
“ถ้าไม่รักก็อย่าให้ความหวัง” (หรือพูดตรงๆ ว่า เมิงอย่ากั๊ก อิเพิ่ล) แต่เราก็จะเห็นว่าน้ำหวานเองเสียอีกที่ทำตัวเป็นวินมอเตอร์ไซค์
คอย (ใส่เสื้อ) ‘กั๊ก’ เก่งกี้เอาไว้ในช่วงต้นๆ และก็จะเห็นความคูลอีกอย่างของเก่งกี้ คือ เมื่อรู้ตัวว่าผิดหวัง ก็ไม่ได้หนีหายหน้าไปจากน้ำหวาน แต่ยังคอยป้วนเปี้ยนๆ ดูแลน้ำหวานอยู่ตลอด
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเก่งกี้กลับมามองเห็นความดีของสไมล์ตอนไหน หรือว่าตอนที่เก่งกี้เมาแล้วสไมล์พาซ้อนท้ายไปส่ง จะไม่ได้ตรงกลับบ้านเลย (ฮา!) แต่ก็ยอมรับว่าผิดหวังนิดๆ ที่สุดท้ายบทกลับมาหักมุมให้เก่งกี้มาลงตัวกับสไมล์