เปรียบเทียบตอนจบดั่งดวงหฤทัยกับเล่ห์บรรพกาล

เป็นสองเรื่องที่มีจุดแข็งที่แตกต่าง
เรื่องหนึ่งดำเนินเรื่องดี อีกเรื่องหนึ่งทำตอนจบได้ดี 

ดั่งดวงหฤทัย จบกันไปด้วยความประทับใจและคุณภาพสอง episodes สุดท้ายอย่างแกรนด์และงดงาม 

เจ้าชายทยุติธร เปล่งประกายในฉากขึ้นครองราชย์ และบทคลี่คลายปม ราชาหัวใจศิลปิน ย่อมเข้าถึงความทุกข์ร้อนของประชาราษฎร์ เป็นฉากเติบโตของตัวละครที่ทำได้ดีที่สุด ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม บท การแสดงของนักแสดงใครยังไม่ได้ดูฉากนี้ ลองไปหาดูใน YouTube ทุกอย่างไม่ทำให้ผิดหวัง

เจ้าหลวงรังสิมันต์ มีเสน่ห์ในฉากขอนางเอกจาก Queen ความสง่าขาวทำให้ดูเพลินในหลายซีน
การคลี่คลายปม เรื่องการถ่ายเลือดระหว่างเจ้าหลวงกับเจ้าชาย คือ ความล้ำลึกของผู้เขียนบทที่พลิกตลบกลับได้แรงพอ จากที่เรื่องเบาๆไม่ตรึงคนดูได้มากนัก สายน้ำ ทุ่งหญ้า ขอบฟ้า อยู่ร่วมกันไม่แยกเผ่าพันธุ์ มนุษย์เท่านั้นที่เอามาจัดแบ่ง สร้างเรื่องมาทำสงครามกันเอง  ตรงนี้ หากขัดตัวละครเสนาบดีกลาโหม ให้มีกลไกการคิดแบบคนกลาโหม เก่งรบ รักชาติ เชื่อว่า การทำสงครามคือ ทางออกในการช่วยชาติ แบบที่คนต้องเห็นใจตัวละครตัวนี้ ดั่งดวงหฤทัยก็จะเป็นละครที่ไม่ธรรมดา ตรงที่ตัวร้ายตัวดี ใส่สีไม่ต้องแยกชัด ทุกคนเพียงแต่ทำตามเหตุผลและความเชื่อ ซึ่งบางเวลา ก็ไม่ลงตัวกับคนอื่น

ซีนลอบสังหารเจ้าหลวง ควรเข้มข้น เป็นฉากอันตรายที่ต้องดู พิถีพิถันกว่า ละครเวทีโรงเรียนที่ถือปืนมายิงกันโต้งๆ นักรบมือสังหารไม่ใช่คนที่ดูจะจับปืนครั้งแรก  สารคดีอย่างคานที JFK ช่วยได้ ว่าการลอบสังหารบุคคลอันเป็นที่รักของประชาชน ดราม่าการรอคอย foreshadow ต้องมาเต็ม 

เจ้าหญิงทรรศิกา สวยทุกชุด ฉากโศกเศร้าก็เอาอยู่ แต่ไม่อยากเห็นนางเอกร้องเพลงปลุกคนเจ็บแบบคู่กรรม คงจะดี ถ้าทรรศิกา จะแค่ท่องกลอนให้รู้ว่าแอบจำทุกคำที่พระเอกร้องให้ฟัง และเสียดาย ที่การดำเนินเรื่อง ไม่สะท้อนขัตติยะมานะของนางเอกมากนัก คือ การเสียสละต่อชาวกาสิก อย่างมีนัยสำคัญ (มากกว่าหน้าที่เจ้าหญิงทั่วไป และต้องนำเสนอด้วยเสน่ห์ทางการแสดง)  กล่าวคือ นางเอก ต้องไม่ใช่แค่เป็นที่รักของนางกำนัลพระนมซึ่งเป็นคนสนิท แต่มีกิจกรรมบางอย่างที่สะท้อนความใส่ใจในทุกข์ร้อนของชาวกาสิก ด้วยพระเอกรักและใส่ใจประชาชนของตน เมื่อนางเอกห่วงประชาชน พระเอกจึงหลงรักนางเอก ซีนนี้ ต้องไม่ใช่เยี่ยมราษฎรธรรมดา แต่แสดงทักษะการแก้ปัญหา​ การใช้วิทยาการในการพัฒนา​ ความเสียสละของผู้นำในแบบที่น่าประทับใจ ไม่ใช่ทำแบบผ่านๆดูปกติตามหน้าที่ 

เจ้าหญิงมณิสรา เป็นความน่ารัก ที่มาเป็นอีก option ให้ท่านผู้ชม นอกจากความสวยแนวตะวันตกของคิม ตอนจบได้เปิดเมืองทานตะ ซึ่งทำให้รู้สึกว่า เติมเต็ม โดยเฉพาะฉากฟินบนเรือ (แต่ดนตรีมีแชลโล่อย่างเดียวพอ จะทำให้องค์ประกอบดูคลาสสิคกว่า) รวมถึงบทพูดที่เจ้าชายทยุติธร พูดขอบใจองครักษ์ก็ยกระดับการปิดซีนด้วยฉากเต้นรำบนเรือ) น่าจะขัดเกลาบทที่พูดเน้นเรื่องการเติบโตของเจ้าหญิงเอง จากที่เคยเอาแต่ใจ ทำตามใจ มาเข้าใจผลกระทบจากการกระทำจนเกิดความขัดแย้งของสามแคว้น 

ผู้ร้ายเมืองทานตะหน้าตาดีทั้งคู่ หากแต่ชุดประจำชาติยังขาดการสร้างสไตล์ที่โดดเด่น ที่สำคัญ ถึงร้าย ก็ต้องคุมโทน อัศวินกับเจ้าหญิง จะเอามาฉะกันอย่างชาวบ้านร้านตลาดไม่ได้ เช่น การเนรเทศ ความเสื่อมเกียรติ การสูญเสียฐานันดรศักดิ์ คือ จุดจบของตัวโกงแบบชนชั้นสูง 

เล่ห์บรรพกาล หลังจากดำเนินเรื่องมาอย่างคมคาย กลายเป็นเวิ่นเว้อในตอนจบ เหตุใดตอนจบจึงเบาหวิว และผลักตัวเองเป็นละครตลาดล่างไป 

ละครได้วางหมากไว้ให้ตัวละครสี่ตัวเกิดมาพบกันสามชาติ แน่นอน ซีนพีคต้องพีคได้จริง แต่กลับทำไม่ได้ถึงจุดที่เต็มอิ่มในความรู้สึกของผู้บริโภค(คนทำละครต้องใส่ใจลูกค้ากลุ่มของตน เช่นเดียวกับทำขนมขาย ต้องฟัง feedback ลูกค้า) 

ปักบุญ ถูกหลอกมาพันกว่าปี final judgement บนตึก ปักบุญ ควรเป็นตัวจักรสำคัญที่จะหยุด ดร. และบทพูดความแค้นของปักบุญ ต้องขยาย แต่น้ำหนักตรงนี้ กลับน้อยในตอนจบ ทำให้ละครขาด balance ไม่สามารถปลดปล่อยความเก็บกดของคนดูที่อัดอั้นรู้เรื่องปักบุญถูกหลอกมาตลอด ในภาพรวม นักแสดงคนนี้ เป็นนางร้ายที่มีแวว สวมบทคม ร้ายลึก ได้ดี 

ดร. อดุลย์ สวมบทโดย ป๋อ ณัฐวุฒิ เล่นร้ายแล้วดูหล่อกว่าสมัยเป็นพระเอก การแสดงดูสนุก ไม่ติดกรอบ​ แต่ตอนจบ​ บทและการกำกับกลับไม่เปิดโอกาสให้ป๋อได้ปล่อยของทางการแสดง​ เมื่อถูกเปิดโปงความจริง​  อารมณ์​ควรบิ้วด์ถึงขั้น ดร.​สติแตก​ ไม่ต้องคีบลุ๊คอีกต่อไป​ ซีนบนดาดฟ้า​ โลเคชั่นสวยงาม​ แต่อารมณ์​ตัวละครกลับไปได้ไม่สุด​ และประเด็นที่ต้องขยายคือ ลุงเป็นลุงจริงหรือไม่ หรือ ลุงคือ ลูกบุญธรรมที่ฆ่าพ่อนางเอก พยายามเรียนหนังสือให้เก่งกว่าพ่อนางเอก ต้องการครอบครองสมบัติวงศ์ตระกูล และเก็บนางเอกไว้ฆ่าเมื่อถึงเวลาที่ได้รวบอำนาจกาลเทพ ซึ่งจะทำให้ความโหดในชาติปัจจุบันของ ท้าววาร มีมิติกว่าความเรียบง่ายของเหตุผลที่ว่า"ลุงรักหลาน(แท้ๆ)​นะ แต่ลุงรักอำนาจมากกว่า" 

เพลิงฟ้า  ความฉลาดของพระเอก คือเหตุผลหนึ่งที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด แต่มาตกม้าตายตอนจบ ที่พระเอกกลับไม่จบซีนพิฆาต ดร. อดุลย์ โดยใช้สติปัญญาเข้าสู้ แน่นอน ถ้าใช้กำลัง คงสู้กับจอมขมังเวทย์ไม่ได้ พระเอก จึงต้องใช้สมองและเทคโนโลยี ที่ทำให้พลังของอดีตท้าววารฆ่าตัวเอง หรือสื่อสารให้คลาสฆ่า ดร. ด้วยอาวุธจัดหนัก บวกพลังเวชย์ของพระเอกที่เก่งเสมออาจารย์ตามบุญเก่า ถ้าท้าววารได้วิชาติดตัวมาทุกชาติ แล้วเหตุใด พระเอกจึงไม่มีความสามารถนั้น แต่เสียดายที่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนจบคือ พระเอกใช้ manual ใช้มือสู้รบชกต่อย ยิงถูกยิงผิด  ผู้กำกับอย่าเอาหนัง action เตะต่อยแบบสมจริงมาปน พระเอกเป็นนักข่าว เอาเขามายิงผู้ร้ายตอนจบไม่ใช่หน้าที่

ฉากจบเรื่องนี้ ต้องดีไซน์ให้ดูเท่ห์ๆแบบเรื่อง Matrix พระเอกควรมีไหวพริบบางอย่าง ที่จบชีวิต ดร. โดยปักบุญเปลี่ยนข้าง เพราะเข้าใจผิดพระเอกมาตลอด ซึ่งตรงนี้ ผู้กำกับต้องถ่ายทอดการเปลี่ยนฝ่ายของปักบุญ ที่ทำด้วยความรักที่มีต่อพระเอก​เพราะตอนจบได้รู้ว่าพระเอกไม่ได้หลอกปักบุญ​ พระเอกจึงคู่ควรกับความรู้สึกดีๆจากปักบุญ​ นี่จะเป็นการคลี่คลายปมที่น่าจดจำ

สิตางศุ์ ตอนอวสาร นางเอกแทบไม่ได้ซีนที่ต้องใช้การแสดง ขั้น advanced ฉากโดนยิงก็ไม่มีสโลให้น่าสะเทือนใจทั้งที่พระเอกควรตกใจและเสียใจมากเพราะเรื่องวางเงื่อนไขไว้ว่า 1. พลังเทวรูปด้านมืดจะถูกปลดล็อค หากมีคนตายครบ  2. คนสุดท้ายพิเศษ ตามกันมาทุกชาติ รักกันกว่าคนทั่วไป แม้ไม่ค่อยแสดงออกในชาติปัจจุบัน แต่มีความคุ้นชินที่ขาดกันไม่ได้ หากปักบุญจะช่วยนางเอกก็คือ ยิงนกทีเดียวได้นกสามตัว 1.เพื่อชำระบาป ปลดปล่อยตัวเองจากความแค้น ไปเกิดใหม่ใสๆไม่พกพาความชั่วติดตัว 2. เป็นการแสดงความรักต่อพระเอก ไม่ยอมให้พลีชีพไปหยุดผู้ร้ายและปกป้องเทวรูปอีก (ชาติที่ 1-2 พระเอกยอมตายจากคนรักเพื่อพิทักษ์โลก)​  ช่วยให้พระเอกได้อยู่​กับคนรัก​ 3. ปักบุญได้จัดการ ดร. ที่หลอกตัวเองมาทุกชาติได้ด้วย โดยไม่ยอมให้คนที่ 9 ตาย แต่เอาตัวเองไปปกป้องแล้วยอมตายแทน ก่อนตายปักบุญอาจยิ้มอย่างมีชัยไปที่ ดร. แล้วบอกว่า "ไม่ว่าชาติไหน ท่านก็ไม่ได้อำนาจเทวรูปไปอยู่ดี ท่านต่ำตมเกินกว่าจะได้ครอบครอง" ถ้าใช่ตามนี้ ซีนนี้ ไม่ต้องรีบ เป็นคีย์โมเม้นท์ที่ต้องขีดเส้นใต้เพื่อเล่าเรื่องด้วยภาพและบทพูดอย่างไม่สับสน​

ปักบุญเป็นตัวละครหนึ่งในสี่ซึ่งเป็นน๊อตตัวสำคัญ​ และนางคู่ควรที่จะเป็นตัวปิดจ็อบเพื่อปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากการคุมเกมส์​โดยตัวร้ายสูงสุด​ จบการเป็นตัวโดนหลอกใช้ได้สวยงามคือซีนที่รอคอยในตอนอวสาร

เทวรูป ควรคืนไปคืน UNESCO  เพราะเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่ชาติแรก พระเอกไม่ได้ต้องการมาเป็นเจ้าของ เพียงแต่ต้องการปกป้องไม่ให้มีอำนาจทางร้าย

คราส ได้โอกาสที่ดีหลายซีน และทำได้ดี
ฉากแต่งงาน ควรตัดออก เก็บไว้ใช้เวลาทำละครเมียน้อยเมียหลวง 

ตอนจบในเล่ห์บรรพกาล ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ขาดความกระชับ ตัดต่อไม่คมคาย ไม่ขยี้ เรื่องที่ควรขยี้ ไม่คุมคุณสมบัติพิเศษๆของเรื่อง ประทับใจเฉพาะท่าเดินของหน่วย Seal ที่ทำงานพร้อมเพรียง

อาจมีคนสงสัยว่า ทำไมเอาสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบ คำตอบคือ ช่วงนี้ได้ดูสองเรื่องและทั้งสองเรื่องเป็น​ Romantic​Fantasy  สิ่งที่ช่องสามต้องสร้าง คือ ผู้กำกับ ผู้เขียนบท และนักแสดงที่สามารถสร้างอรรถรสทางการแสดง ซึ่งชื่อบุคคลเหลานี้ คือ จุดขายของละคร ที่ผู้จัดต้องพิจารณา เพื่อยกระดับละครให้มีความบันเทิงที่แตกต่างจากสื่อโซเชี่ยลทั่วไป
...เขียนโดย ปิยนุช รัตนานุกูล
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่