สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
สมาชิกหมายเลข 5004814 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1344180 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4826160 ถูกใจ, orpheusaa ถูกใจ, คุณหนูผู้สมบูรณ์แบบ ถูกใจ, UOEI ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4666631 ถูกใจ, SteamPower ทึ่ง, สมาชิกหมายเลข 1171324 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5669579 ถูกใจรวมถึงอีก 29 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 21
การคำนวณการรับนํ้าหนักของเสาเข็ม(ลึก) หลักๆมี
1.แรงเสียดทานด้านข้าง (Skin Friction) จะรับแรง Compaction และ Tension หรือเรียกว่า Uplift
2.นํ้าหนักที่ปลาย (End Bearing) จะรับแรงเฉพาะ Compaction
.
ตึกสูงๆ คิดแรงลมด้านข้าง แรงแผ่นดินไหว แรงดันน้ำ(น้อยมากๆ) ติกจะเกิด Moment
หมายความว่า เสาเข็มฝั่งหนึ่งรับ Compaction มากๆ อีกฝั่งหนึ่งรับ Tension มากๆ
คล้ายๆ ฐานรากเสาเข็มเยื้องศูนย์
.
ดินที่รับ Skin Friction ได้ดีคือ ดินเหนียว (Clay)
ดินที่รับ End Bearing ได้ดีคือ ทราย(Sand) หรือ หิน
เคสง่ายๆ คือ ดินกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นชั้นดินเหนียว (Bangkok clay) เสาเข็มมักจะผ่านชั้นดินเหนียว หยุดชั้นทราย ทำให้รับได้ดีทั้งสองแรง
.
เบริจ คาลิฟา ดูจาก Soil Profile
เป็นดินทราย(Sand) และหินตะกอน (Sandsone, Siltstone ความแข็งหิน Weathered Rock / Soft Rock)
ทำให้ Skin Friction ไม่ได้ดีเท่าดินเหนียว และ End Bearing บนชั้น Soft Rock ก็รับแรงกดไม่ดีเท่าหินแข็ง (Hard Rock)
.
แก้ปัญหา
1. ทำเจาะเสาเข็มแผ่กว้าง ให้ฐานรากกว้าง ออกแบบตึกให้ทรงสมมาตร ทำให้การเยื้องศูนย์น้อยลง
2. เพื่อรองรับ Tension / Uplift เจาะเสาเข็มลึกๆ หรือปลายเสาเข็มทำ Bell Bottom Piers (สวมหมวก) หรือตอนเทคอนกรีตเนื้อคอนกรีตจะซึมชั้นทรายได้ ก็เสมือน Cement grout (ฐานรากเขื่อนใช้กัน)
3. End Bearing ป้องกันการทรุดตัว (Settlement) แก้ไขโดย เจาะให้ปลายเสาเข็มหยุดที่ชั้นหินแข็ง (Hard Rock) หรือคิด วิเคราะห์ การทรุดตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
.
https://www.researchgate.net/publication/292211606_Geotechnical_foundation_design_for_some_of_the_world's_tallest_buildings
1.แรงเสียดทานด้านข้าง (Skin Friction) จะรับแรง Compaction และ Tension หรือเรียกว่า Uplift
2.นํ้าหนักที่ปลาย (End Bearing) จะรับแรงเฉพาะ Compaction
.
ตึกสูงๆ คิดแรงลมด้านข้าง แรงแผ่นดินไหว แรงดันน้ำ(น้อยมากๆ) ติกจะเกิด Moment
หมายความว่า เสาเข็มฝั่งหนึ่งรับ Compaction มากๆ อีกฝั่งหนึ่งรับ Tension มากๆ
คล้ายๆ ฐานรากเสาเข็มเยื้องศูนย์
.
ดินที่รับ Skin Friction ได้ดีคือ ดินเหนียว (Clay)
ดินที่รับ End Bearing ได้ดีคือ ทราย(Sand) หรือ หิน
เคสง่ายๆ คือ ดินกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นชั้นดินเหนียว (Bangkok clay) เสาเข็มมักจะผ่านชั้นดินเหนียว หยุดชั้นทราย ทำให้รับได้ดีทั้งสองแรง
.
เบริจ คาลิฟา ดูจาก Soil Profile
เป็นดินทราย(Sand) และหินตะกอน (Sandsone, Siltstone ความแข็งหิน Weathered Rock / Soft Rock)
ทำให้ Skin Friction ไม่ได้ดีเท่าดินเหนียว และ End Bearing บนชั้น Soft Rock ก็รับแรงกดไม่ดีเท่าหินแข็ง (Hard Rock)
.
แก้ปัญหา
1. ทำเจาะเสาเข็มแผ่กว้าง ให้ฐานรากกว้าง ออกแบบตึกให้ทรงสมมาตร ทำให้การเยื้องศูนย์น้อยลง
2. เพื่อรองรับ Tension / Uplift เจาะเสาเข็มลึกๆ หรือปลายเสาเข็มทำ Bell Bottom Piers (สวมหมวก) หรือตอนเทคอนกรีตเนื้อคอนกรีตจะซึมชั้นทรายได้ ก็เสมือน Cement grout (ฐานรากเขื่อนใช้กัน)
3. End Bearing ป้องกันการทรุดตัว (Settlement) แก้ไขโดย เจาะให้ปลายเสาเข็มหยุดที่ชั้นหินแข็ง (Hard Rock) หรือคิด วิเคราะห์ การทรุดตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
.
https://www.researchgate.net/publication/292211606_Geotechnical_foundation_design_for_some_of_the_world's_tallest_buildings
สมาชิกหมายเลข 1593857 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1171324 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 795705 ทึ่ง, dead body club ทึ่ง
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ

ตึกสูงๆแบบเบริจ คาลิฟา ที่ตั้งอยู่บนทราย มันตอกเสาเข็มยังไงให้ตึกไม่ล้มฮะ