สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ ๆ น้องๆ ทุกคน
เชื่อว่าหลายคนคงได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ไม่มากก็น้อยตัวผมก็เช่นกัน แต่ในห้วงเวลาการกักตัวกลับมีเวลาได้เขียนความทรงจำของช่วงหน้าร้อนปี 2560 ผมได้ลางานประจำเพื่อไปบวชทนแทนบุญคุณบิดา มารดา มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย หลากหลายอารมณ์และข้อคิด ผมจะทยอยเขียนให้จบก่อน 30 เมษายน 2563 ลองอ่านกันดู หากมีข้อแนะนำผมยินดีครับ
ผมได้แยกหัวข้อในการเขียนออกเป็น 10 ตอน วันนี้ผมขอเริ่มที่บทนำ และตอนเเรกครับ แล้วพรุ่งนี้ช่วงเย็น ๆ ผมจะมาเติ่มบทต่อไป
ลางานไปบวชแล้วเจอดี (ชื่อสามารถเปลี่ยนให้เหมาะสม)
บทนำ
การบวชสำหรับชายไทยทุกคน ในช่วงอายุ 25 ปี หรือที่เรียกว่า “ วัยเบญจเพส“ เป็นเรื่องสำคัญที่ปฏิบัติต่อกันมาแต่โบราณ เพราะเชื่อว่าเป็นการบวชเพื่อทดแทนบุญคุณ พ่อ แม่ ผู้ให้กำเนิด หรือก่อนแต่งงานมีครอบครัว จะด้วยเหตุผลอันใดก็สุดแล้วแต่ผู้ที่จะบวชเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
ตัวผู้เขียนเองก็ตั้งใจจะบวชตอนอายุ 25 ปีเหมือนกัน แต่ก็เกิดเหตุต้องไปทำงานด่วนที่ต่างประเทศ ทั้งที่วันนั้นก็เขียนเอกสารเพื่อลาบวชไว้แล้ว และกำลังนำไปให้หัวหน้าอนุมัติการลาพอดี แต่ก็ต้องมีเรื่องที่ด่วนกว่าให้จัดการ ให้คนอื่นไปแทนไม่ได้เสียด้วย จำเป็นต้องเดินทางข้ามโลก หึ... อะไรมันจะชนกันเป๊ะพอดีขนาดนี้ ...
หลังจากทำงานประจำจนเข้าสู่ช่วงวัยเกือบ ๆ จะถึงเลขสี่ ประสบการณ์การทำงานและแนวความคิดก็ตกผลึกพอสมควร จนกล้าที่จะสรุปได้ว่าโลกนี้มีอะไรที่สามารถสรุปกว้าง ๆ ได้ว่า ถ้าอยากจะเดินทางสายรวยก็ต้องลงทุนกับอะไรที่มันสามารถให้เงินทำงานได้โดยเราไม่ต้องทำเอง เพียงแค่คอยรับเงินปันผลเพื่อใช้อยู่ใช้กินจนวันตาย
หรือเอาแบบเรื่อย ๆ ชิล ๆ โดยไม่ต้องไปสนใจโลกโลกาภิวัตน์ให้มากนัก ก็ต้องทางสายกลางเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ท่านทรงทำไว้เป็นแบบอย่างมากมาย อยู่ที่เราจะเลือกแบบไหนมาประยุกต์ใช้แค่นั้นเอง
สุดท้ายคือสายธรรมะ ต้องออกบวชแล้วก็ปฏิบัติจริง ปฏิบัติชอบ อยู่ในข้อบัญญัติของพระพุทธศาสนา แต่ถ้าไปให้สุดก็ต้องบรรลุธรรม รู้แจ้ง เห็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่เคยได้ทำเลยตั้งแต่เกิดมา และแล้ววันนี้ก็มาถึง ซึ่งถือว่าเป็นบุญวาสนาอย่างมากที่ยังมีโอกาสได้บวชเพื่อต่ออายุให้กับคุณแม่ที่กำลังเจ็บป่วย ...
ทำงานประจำมานานจนสมองรู้สึกเฉื่อย ๆ
เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานประจำอยู่ (ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่างานประจำ ทำทุกวันจนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น) จะมีช่วงเวลาที่เฉื่อย ๆ เพราะคิดอะไรไม่ออก มองไปรอบข้างก็มีแต่สิ่งที่น่าเบื่อไปหมด เบื่อยันเงาตัวเอง ฮ่า ๆ ๆ (แม้แต่บางเมนูอาหารกลางวันที่ว่าอร่อยยังไม่อยากจะกิน ต้องไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาใส่น้ำร้อนกิน กลับรู้สึกว่ามีรสชาติที่ดีอย่างบอกไม่ถูก) หาแรงกระตุ้นในการทำงานแทบไม่ค่อยจะมี ต้องคอยให้หัวหน้าบ่นด่า หรือไม่ก็หน้างานเริ่มจะเป๋ เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น ถึงจะขยับกันซักที ซึ่งถ้ามองให้ลึกกว่านี้ซักหน่อย อาจจะหมายความว่า “ หมดไฟ “ ก็เป็นได้ แต่บางครั้งก็คิดไปไกลจนถึงขั้นว่าตัวเองขี้เกียจก็เคยบ้าง ซึ่งเอาจริง ๆ จะขี้เกียจไม่ได้เลย เพราะต้องทำตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นปี บางครั้งบางเดือนอาจทำได้ดีเกินไปเสียด้วย กลายเป็นว่ามีการปรับเป้าหมายให้ท้าทายมากขึ้นไปอีกเพื่อรีดเอาความสามารถออกมาให้ได้มากที่สุด (อะไรจะท้าทายขนาดน๊านนนนนน)
ท่านผู้อ่านถ้าทำงานสายโรงงานอุตสาหกรรมเหมือนผู้เขียนน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ไหนจะเรื่องการประเมินผลงานปลายปีแต่ละครั้ง นอกจากผลการทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายแล้ว ไม่รู้ว่าท่านหัวหน้าทั้งหลาย ไปจำเรื่องราวที่ไม่ดีจากไหนเยอะแยะมาประเมิณผลงาน เอาเป็นว่ามันคือเวทีแห่งการตำหนิอย่างเมามันส์ หลังจากที่ท่าน ๆ เก็บข้อมูลความลับนี้มานาน ถึงเวลาต้องควักออกมากระหน่ำให้เต็มที่ แต่เรื่องดี ๆ ก็จะมีบ้างพอเป็นพิธี เพื่อให้เข้าตำราที่ว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง “
ผมทำงานประจำมา 17 ปี ไม่มีวันไหนเลยที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายเท่ากับวันที่ต้องประเมินผลงานประจำปีของลูกน้อง ผมควรจะเอาวิธีการที่หัวหน้าทำกับผมไปใช้ดีไหม? ถ้าเป็นแบบนั้นคงได้เละกันแน่ คนไทยเนี่ยต้องละเอียดอ่อนในการประเมินสุด ๆ พูดเรื่องจริงทำเป็นรับไม่ได้ แต่ถ้าเอาแบบอ้อม ๆ ซักหน่อย ทำให้งงนิด ๆ กลับพากันรับได้เฉยเลย ฮ่า ๆ ๆ (เอาน่ะ ทำให้การทำงานสามารถเดินต่อไปได้ก็ถือว่าดีแล้ว) แบบฟอร์มที่มีหัวข้อในการประเมินมันก็แค่หน้ากาก เป็นเปลือกนอก ให้มีไว้งั้น ๆ ในหัวข้อท้ายๆ ส่วนมากจะมีการเติมคะแนนพิศวาสเข้าไปสำหรับบางคนที่หัวหน้าต้องการจะผลักดันให้มีการปรับตำแหน่ง เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ ต้องใช้จิตวิทยาเข้าช่วย หรือไม่ก็ต้องมีหลักฐานมัดตัวกันไปเลย อย่างกับตำรวจจับโจรขโมย ไม่งั้นอาจมีแถกันซึ่ง ๆ หน้า ถ้ามองในมุมที่ดีก็หมายความได้อีกว่า พนักงานคนนี้มันไหวพริบดีว่ะ ดินแข็งขนาดนี้มันยังมุดลงไปได้ ...
อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ความเป็นป๋า ด้วยความที่ผู้เขียนทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนก คำนำหน้าที่พอจะช่วยให้ดูไม่ห่างไกลกันมากนักและเพื่อให้ดูใกล้ชิดกันสุด ๆ ว่างั้น ระหว่างพนักงงานที่มีตำแหน่งน้อยกว่า คำว่าป๋า เลยบังเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้เขียนเลย ป๋าครับ ป๋าคะ จะโดนเปล่งเสียงออกมาก่อนที่จะเริ่มบทสนทนาทุกครั้งไป ไอ้เราก็นึกในใจว่า “ ตูไปเป็นป๋าตอนไหนว่ะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ ”
ด้วยความสงสัยส่วนตัว ผู้เขียนได้สืบค้นคำนิยามของคำว่า ป๋า และได้ใจความสั้นๆ มาว่า ป๋า คือคำนำหน้าชื่อผู้ที่ถูกเรียกจะเป็นผู้ที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีความเป็นผู้ใหญ่น่าเคารพนับถือ แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าจุดประสงค์ของผู้เรียกต้องการอะไรมากไปกว่าอยากลดความประหม่าในการสนทนาหรือไม่ บางทีก็แล้วแต่สถาณการณ์ก็อาจเป็นได้
ยังมีอีกคำที่พูดกันเยอะในหมู่คณะทำงานสายโรงงานอุตสาหกรรม นั่นก็คือคำว่า “เสี่ย” คนเราอยู่เฉย ๆ จะกลายไปเป็นเสี่ยได้ยังไงกัน ถ้าไม่มีที่มาที่ไป เหมือนกับคำว่า ป๋า ใช่ไหมครับ? เสี่ยหนึ่งคนควรที่จะมีทรัพย์สินเงินทองเท่าไร ถึงจะสามารถเป็นได้ แล้วใครกันที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์นี้ ผมก็ไม่อาจจะสืบทราบได้ แต่เท่าที่ผมได้สัมผัสมาจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายกับความเป็นป๋ามากจนแทบจะแยกกันไม่ออกเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ความใจถึง สามารถจ่ายเงินได้เยอะเพื่อเลี้ยงคนที่ล้อมวงสังสรรค์ จนมีเสียงเล่าลือเล่าอ้างกันเลยทีเดียว บางครั้งก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเสี่ย (ช่วงเงินเดือนออก) จนทำให้สับสนว่า ใครเสี่ยจริง เสี่ยปลอมกันแน่ ฮ่า ๆๆ
บ่ายวันหนึ่ง เฮ๊ย ไอ้ ผู้จัดการ เสียงใครซักคนตะโกนเรียกผม เพื่อนผมที่เป็นเจ้าของกิจการร้องทักที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วเราก็ได้นั่งคุยกันหลายเรื่อง ที่มุมกาแฟในตัวห้างสรรพสินค้า แต่บทสนทนาที่พีคสุดๆ ก็คือว่า การเปรียบเทียบระหว่างลูกจ้างกับเจ้าของกิจการ
เพื่อนผมพูดขึ้นมาว่า จริง ๆ การทำงานประจำมันก็มีข้อดีของมันอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องแบบรับภาระและความเสี่ยงทั้งหมดของการดำเนินธุระกิจ เพียงแค่ทำตามหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นแผนกๆ ไป พร้อมทั้งยังมีกฎหมายแรงงานคอยช่วยเหลืออีก มาทำงานแล้วก็กลับ ได้ใช้ชีวิตวันหยุดพักผ่อน อยู่กับครอบครัว ส่วนตัวเขาเองต้องทุ่มเทแรงกาย และเวลาทั้งหมดให้กับกิจการ จนแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน ผมมองว่ามันก็ถูกต้องแล้วที่เป็นแบบนั้น เพราะว่าบริบทมันต่างกันชัดเจน ถ้ามองในมุมเจ้าของกิจการบ้างก็จะเห็นได้เลยว่า ถ้าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่เป็นขาขึ้น การค้าขายก็จะดี ระยะเวลาแค่ไม่เกิน 5 ปี สามารถทำให้รวยได้เลย แล้วถ้าเป็นลูกจ้างละ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะร่ำรวยจากเงินเดือนหรือการทำงานล่วงเวลา
ผมก็พอที่จะสรุปได้ว่าเป็นเพียงแค่การบ่นเพื่อระบาย ไม่ต้องเก็บกด แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่าเพื่อนผมก็ยังทำธุรกิจเหมือนเดิมต่อไป...
การประกอบอาชีพการงานใด ๆ ถ้าใครได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วได้ค่าตอบแทนด้วย ผมถือว่าโชคดีมากเพราะทุกวันทำงานของเขาจะได้ทำในสิ่งที่ชอบและมีความสุข ซึ่งหลาย ๆ คนในโลกใบนี้ทำงานก็เพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกรักในงานที่ทำเลย แต่ก็จำเป็นต้องทำ
มีเรื่องหนึ่งใช้เทียบกับคำพูดนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ ครับ ตอนผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ เคยได้ยินหัวหน้าพูดว่า “เองดูพนักงานคนนั้นสิ เขายืนขันน็อต 3 ตัววนไปทุก 1 นาที ทั้งวันเพื่อแลกกับเงิน” ถามว่าเขาชอบไหม? ก็อาจจะชอบก็ได้ หรืออาจจะไม่ ต้องถามเขาว่าตอนเป็นเด็กเขาฝันอยากจะเป็นพนักงานขันน็อตหรือ? เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือ? แล้วต้นทุนการเรียนการศึกษาเขามีขนาดไหน
เป็นไปไม่ได้ครับ ไม่มีใครฝันอยากเป็นแบบนี้แน่ ๆ ทุกคนฝันอยากจะทำงานที่ดี ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค้ากับเวลาที่เสียไปทั้งนั้น แต่กว่าจะได้ตามที่ฝันมันก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้างก็แล้วแต่สถาณการณ์ของแต่ละคน อย่างผมเองทางบ้านก็ไม่ค่อยจะมีเงินเท่าไรจำเป็นต้องขายที่ดินเพื่อส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ
สรุปได้ว่าอยู่ที่ความชอบของใครว่าอยากจะเป็นหรืออยากจะทำอะไรแล้วมีต้นทุนอยู่เท่าไหร่ ไม่ต้องรอโอกาสจงลงมือทำและพัฒนาตัวเองให้ชำนาญ ผลตอบแทนที่คุ้มค้าจะตามมาเอง...
ความทรงจำ “ลางานไปบวชปี 2560”
เชื่อว่าหลายคนคงได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ไม่มากก็น้อยตัวผมก็เช่นกัน แต่ในห้วงเวลาการกักตัวกลับมีเวลาได้เขียนความทรงจำของช่วงหน้าร้อนปี 2560 ผมได้ลางานประจำเพื่อไปบวชทนแทนบุญคุณบิดา มารดา มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย หลากหลายอารมณ์และข้อคิด ผมจะทยอยเขียนให้จบก่อน 30 เมษายน 2563 ลองอ่านกันดู หากมีข้อแนะนำผมยินดีครับ
ผมได้แยกหัวข้อในการเขียนออกเป็น 10 ตอน วันนี้ผมขอเริ่มที่บทนำ และตอนเเรกครับ แล้วพรุ่งนี้ช่วงเย็น ๆ ผมจะมาเติ่มบทต่อไป
ลางานไปบวชแล้วเจอดี (ชื่อสามารถเปลี่ยนให้เหมาะสม)
บทนำ
การบวชสำหรับชายไทยทุกคน ในช่วงอายุ 25 ปี หรือที่เรียกว่า “ วัยเบญจเพส“ เป็นเรื่องสำคัญที่ปฏิบัติต่อกันมาแต่โบราณ เพราะเชื่อว่าเป็นการบวชเพื่อทดแทนบุญคุณ พ่อ แม่ ผู้ให้กำเนิด หรือก่อนแต่งงานมีครอบครัว จะด้วยเหตุผลอันใดก็สุดแล้วแต่ผู้ที่จะบวชเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
ตัวผู้เขียนเองก็ตั้งใจจะบวชตอนอายุ 25 ปีเหมือนกัน แต่ก็เกิดเหตุต้องไปทำงานด่วนที่ต่างประเทศ ทั้งที่วันนั้นก็เขียนเอกสารเพื่อลาบวชไว้แล้ว และกำลังนำไปให้หัวหน้าอนุมัติการลาพอดี แต่ก็ต้องมีเรื่องที่ด่วนกว่าให้จัดการ ให้คนอื่นไปแทนไม่ได้เสียด้วย จำเป็นต้องเดินทางข้ามโลก หึ... อะไรมันจะชนกันเป๊ะพอดีขนาดนี้ ...
หลังจากทำงานประจำจนเข้าสู่ช่วงวัยเกือบ ๆ จะถึงเลขสี่ ประสบการณ์การทำงานและแนวความคิดก็ตกผลึกพอสมควร จนกล้าที่จะสรุปได้ว่าโลกนี้มีอะไรที่สามารถสรุปกว้าง ๆ ได้ว่า ถ้าอยากจะเดินทางสายรวยก็ต้องลงทุนกับอะไรที่มันสามารถให้เงินทำงานได้โดยเราไม่ต้องทำเอง เพียงแค่คอยรับเงินปันผลเพื่อใช้อยู่ใช้กินจนวันตาย
หรือเอาแบบเรื่อย ๆ ชิล ๆ โดยไม่ต้องไปสนใจโลกโลกาภิวัตน์ให้มากนัก ก็ต้องทางสายกลางเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ท่านทรงทำไว้เป็นแบบอย่างมากมาย อยู่ที่เราจะเลือกแบบไหนมาประยุกต์ใช้แค่นั้นเอง
สุดท้ายคือสายธรรมะ ต้องออกบวชแล้วก็ปฏิบัติจริง ปฏิบัติชอบ อยู่ในข้อบัญญัติของพระพุทธศาสนา แต่ถ้าไปให้สุดก็ต้องบรรลุธรรม รู้แจ้ง เห็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เขียนไม่เคยได้ทำเลยตั้งแต่เกิดมา และแล้ววันนี้ก็มาถึง ซึ่งถือว่าเป็นบุญวาสนาอย่างมากที่ยังมีโอกาสได้บวชเพื่อต่ออายุให้กับคุณแม่ที่กำลังเจ็บป่วย ...
ทำงานประจำมานานจนสมองรู้สึกเฉื่อย ๆ
เชื่อว่าหลายคนที่ทำงานประจำอยู่ (ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่างานประจำ ทำทุกวันจนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น) จะมีช่วงเวลาที่เฉื่อย ๆ เพราะคิดอะไรไม่ออก มองไปรอบข้างก็มีแต่สิ่งที่น่าเบื่อไปหมด เบื่อยันเงาตัวเอง ฮ่า ๆ ๆ (แม้แต่บางเมนูอาหารกลางวันที่ว่าอร่อยยังไม่อยากจะกิน ต้องไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาใส่น้ำร้อนกิน กลับรู้สึกว่ามีรสชาติที่ดีอย่างบอกไม่ถูก) หาแรงกระตุ้นในการทำงานแทบไม่ค่อยจะมี ต้องคอยให้หัวหน้าบ่นด่า หรือไม่ก็หน้างานเริ่มจะเป๋ เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้น ถึงจะขยับกันซักที ซึ่งถ้ามองให้ลึกกว่านี้ซักหน่อย อาจจะหมายความว่า “ หมดไฟ “ ก็เป็นได้ แต่บางครั้งก็คิดไปไกลจนถึงขั้นว่าตัวเองขี้เกียจก็เคยบ้าง ซึ่งเอาจริง ๆ จะขี้เกียจไม่ได้เลย เพราะต้องทำตามเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นปี บางครั้งบางเดือนอาจทำได้ดีเกินไปเสียด้วย กลายเป็นว่ามีการปรับเป้าหมายให้ท้าทายมากขึ้นไปอีกเพื่อรีดเอาความสามารถออกมาให้ได้มากที่สุด (อะไรจะท้าทายขนาดน๊านนนนนน)
ท่านผู้อ่านถ้าทำงานสายโรงงานอุตสาหกรรมเหมือนผู้เขียนน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ไหนจะเรื่องการประเมินผลงานปลายปีแต่ละครั้ง นอกจากผลการทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายแล้ว ไม่รู้ว่าท่านหัวหน้าทั้งหลาย ไปจำเรื่องราวที่ไม่ดีจากไหนเยอะแยะมาประเมิณผลงาน เอาเป็นว่ามันคือเวทีแห่งการตำหนิอย่างเมามันส์ หลังจากที่ท่าน ๆ เก็บข้อมูลความลับนี้มานาน ถึงเวลาต้องควักออกมากระหน่ำให้เต็มที่ แต่เรื่องดี ๆ ก็จะมีบ้างพอเป็นพิธี เพื่อให้เข้าตำราที่ว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง “
ผมทำงานประจำมา 17 ปี ไม่มีวันไหนเลยที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายเท่ากับวันที่ต้องประเมินผลงานประจำปีของลูกน้อง ผมควรจะเอาวิธีการที่หัวหน้าทำกับผมไปใช้ดีไหม? ถ้าเป็นแบบนั้นคงได้เละกันแน่ คนไทยเนี่ยต้องละเอียดอ่อนในการประเมินสุด ๆ พูดเรื่องจริงทำเป็นรับไม่ได้ แต่ถ้าเอาแบบอ้อม ๆ ซักหน่อย ทำให้งงนิด ๆ กลับพากันรับได้เฉยเลย ฮ่า ๆ ๆ (เอาน่ะ ทำให้การทำงานสามารถเดินต่อไปได้ก็ถือว่าดีแล้ว) แบบฟอร์มที่มีหัวข้อในการประเมินมันก็แค่หน้ากาก เป็นเปลือกนอก ให้มีไว้งั้น ๆ ในหัวข้อท้ายๆ ส่วนมากจะมีการเติมคะแนนพิศวาสเข้าไปสำหรับบางคนที่หัวหน้าต้องการจะผลักดันให้มีการปรับตำแหน่ง เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายที่จะทำให้ทุกคนยอมรับ ต้องใช้จิตวิทยาเข้าช่วย หรือไม่ก็ต้องมีหลักฐานมัดตัวกันไปเลย อย่างกับตำรวจจับโจรขโมย ไม่งั้นอาจมีแถกันซึ่ง ๆ หน้า ถ้ามองในมุมที่ดีก็หมายความได้อีกว่า พนักงานคนนี้มันไหวพริบดีว่ะ ดินแข็งขนาดนี้มันยังมุดลงไปได้ ...
อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ความเป็นป๋า ด้วยความที่ผู้เขียนทำงานในตำแหน่งผู้จัดการแผนก คำนำหน้าที่พอจะช่วยให้ดูไม่ห่างไกลกันมากนักและเพื่อให้ดูใกล้ชิดกันสุด ๆ ว่างั้น ระหว่างพนักงงานที่มีตำแหน่งน้อยกว่า คำว่าป๋า เลยบังเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้เขียนเลย ป๋าครับ ป๋าคะ จะโดนเปล่งเสียงออกมาก่อนที่จะเริ่มบทสนทนาทุกครั้งไป ไอ้เราก็นึกในใจว่า “ ตูไปเป็นป๋าตอนไหนว่ะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ ”
ด้วยความสงสัยส่วนตัว ผู้เขียนได้สืบค้นคำนิยามของคำว่า ป๋า และได้ใจความสั้นๆ มาว่า ป๋า คือคำนำหน้าชื่อผู้ที่ถูกเรียกจะเป็นผู้ที่มีจิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีความเป็นผู้ใหญ่น่าเคารพนับถือ แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ไม่เข้าใจว่าจุดประสงค์ของผู้เรียกต้องการอะไรมากไปกว่าอยากลดความประหม่าในการสนทนาหรือไม่ บางทีก็แล้วแต่สถาณการณ์ก็อาจเป็นได้
ยังมีอีกคำที่พูดกันเยอะในหมู่คณะทำงานสายโรงงานอุตสาหกรรม นั่นก็คือคำว่า “เสี่ย” คนเราอยู่เฉย ๆ จะกลายไปเป็นเสี่ยได้ยังไงกัน ถ้าไม่มีที่มาที่ไป เหมือนกับคำว่า ป๋า ใช่ไหมครับ? เสี่ยหนึ่งคนควรที่จะมีทรัพย์สินเงินทองเท่าไร ถึงจะสามารถเป็นได้ แล้วใครกันที่เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์นี้ ผมก็ไม่อาจจะสืบทราบได้ แต่เท่าที่ผมได้สัมผัสมาจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายกับความเป็นป๋ามากจนแทบจะแยกกันไม่ออกเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น ความใจถึง สามารถจ่ายเงินได้เยอะเพื่อเลี้ยงคนที่ล้อมวงสังสรรค์ จนมีเสียงเล่าลือเล่าอ้างกันเลยทีเดียว บางครั้งก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเสี่ย (ช่วงเงินเดือนออก) จนทำให้สับสนว่า ใครเสี่ยจริง เสี่ยปลอมกันแน่ ฮ่า ๆๆ
บ่ายวันหนึ่ง เฮ๊ย ไอ้ ผู้จัดการ เสียงใครซักคนตะโกนเรียกผม เพื่อนผมที่เป็นเจ้าของกิจการร้องทักที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ แล้วเราก็ได้นั่งคุยกันหลายเรื่อง ที่มุมกาแฟในตัวห้างสรรพสินค้า แต่บทสนทนาที่พีคสุดๆ ก็คือว่า การเปรียบเทียบระหว่างลูกจ้างกับเจ้าของกิจการ
เพื่อนผมพูดขึ้นมาว่า จริง ๆ การทำงานประจำมันก็มีข้อดีของมันอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องแบบรับภาระและความเสี่ยงทั้งหมดของการดำเนินธุระกิจ เพียงแค่ทำตามหน้าที่ที่รับผิดชอบเป็นแผนกๆ ไป พร้อมทั้งยังมีกฎหมายแรงงานคอยช่วยเหลืออีก มาทำงานแล้วก็กลับ ได้ใช้ชีวิตวันหยุดพักผ่อน อยู่กับครอบครัว ส่วนตัวเขาเองต้องทุ่มเทแรงกาย และเวลาทั้งหมดให้กับกิจการ จนแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน ผมมองว่ามันก็ถูกต้องแล้วที่เป็นแบบนั้น เพราะว่าบริบทมันต่างกันชัดเจน ถ้ามองในมุมเจ้าของกิจการบ้างก็จะเห็นได้เลยว่า ถ้าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่เป็นขาขึ้น การค้าขายก็จะดี ระยะเวลาแค่ไม่เกิน 5 ปี สามารถทำให้รวยได้เลย แล้วถ้าเป็นลูกจ้างละ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะร่ำรวยจากเงินเดือนหรือการทำงานล่วงเวลา
ผมก็พอที่จะสรุปได้ว่าเป็นเพียงแค่การบ่นเพื่อระบาย ไม่ต้องเก็บกด แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่าเพื่อนผมก็ยังทำธุรกิจเหมือนเดิมต่อไป...
การประกอบอาชีพการงานใด ๆ ถ้าใครได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วได้ค่าตอบแทนด้วย ผมถือว่าโชคดีมากเพราะทุกวันทำงานของเขาจะได้ทำในสิ่งที่ชอบและมีความสุข ซึ่งหลาย ๆ คนในโลกใบนี้ทำงานก็เพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกรักในงานที่ทำเลย แต่ก็จำเป็นต้องทำ
มีเรื่องหนึ่งใช้เทียบกับคำพูดนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ ครับ ตอนผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ เคยได้ยินหัวหน้าพูดว่า “เองดูพนักงานคนนั้นสิ เขายืนขันน็อต 3 ตัววนไปทุก 1 นาที ทั้งวันเพื่อแลกกับเงิน” ถามว่าเขาชอบไหม? ก็อาจจะชอบก็ได้ หรืออาจจะไม่ ต้องถามเขาว่าตอนเป็นเด็กเขาฝันอยากจะเป็นพนักงานขันน็อตหรือ? เกิดมาเพื่อสิ่งนี้หรือ? แล้วต้นทุนการเรียนการศึกษาเขามีขนาดไหน
เป็นไปไม่ได้ครับ ไม่มีใครฝันอยากเป็นแบบนี้แน่ ๆ ทุกคนฝันอยากจะทำงานที่ดี ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค้ากับเวลาที่เสียไปทั้งนั้น แต่กว่าจะได้ตามที่ฝันมันก็ต้องแลกมาด้วยอะไรบ้างก็แล้วแต่สถาณการณ์ของแต่ละคน อย่างผมเองทางบ้านก็ไม่ค่อยจะมีเงินเท่าไรจำเป็นต้องขายที่ดินเพื่อส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ
สรุปได้ว่าอยู่ที่ความชอบของใครว่าอยากจะเป็นหรืออยากจะทำอะไรแล้วมีต้นทุนอยู่เท่าไหร่ ไม่ต้องรอโอกาสจงลงมือทำและพัฒนาตัวเองให้ชำนาญ ผลตอบแทนที่คุ้มค้าจะตามมาเอง...