สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
สรุปใน 2 บรรทัดสั้นๆจากข่าวข้างบน
- นโยบายสิงคโปร์ที่เอาแรงงานต่างด้าวมา อยู่รวมๆกัน เป็นชุมชนแออัด
- รับคนของตัวเองมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง มีคำสั่งกักตัวตามขั้นตอน แต่ไม่รวมถึงคนในครอบครัวของคนที่รับมา ที่ยังออกไปลัลล้า~~ ข้างนอกตามปกติ
- นโยบายสิงคโปร์ที่เอาแรงงานต่างด้าวมา อยู่รวมๆกัน เป็นชุมชนแออัด
- รับคนของตัวเองมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง มีคำสั่งกักตัวตามขั้นตอน แต่ไม่รวมถึงคนในครอบครัวของคนที่รับมา ที่ยังออกไปลัลล้า~~ ข้างนอกตามปกติ
สมาชิกหมายเลข 3593581 ถูกใจ, ibaboo ถูกใจ, Monkeyseo ถูกใจ, หน้าที่แรกของรักคือ รับฟัง ถูกใจ, ลูกแม่ชื่อฮารุกะจัง ถูกใจ, โหยหาความฝัน ถูกใจ, jimkong ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5261652 ถูกใจ, Dream on friday ถูกใจ, anegi ถูกใจรวมถึงอีก 77 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 26
คนสิงคโปร์ตื่นตัวนะคะไม่ใช่เพิกเฉยหรือไม่กลัวตามที่กล่าวอ้างกัน แม้แต่ชาวต่างชาติก็กลัวค่ะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ใส่หน้ากากเพราะรัฐบาลประกาศตาม WHO ซึ่งต้องเข้าใจว่าประชาชนมั่นใจในตัวรัฐบาลมาก ถ้าสั่งอะไรประชาชนทำตามแน่ๆและกฎหมายจับปรับติดคุกแพงและแรงมากๆค่ะ
พอรัฐบาลประกาศให้ใส่หน้ากากตอนนี้90%ใส่หน้ากากนะคะ ออกไปไหนไม่เห็นแล้วคนไม่ใส่หน้ากาก
ที่นี่ต้อง WFH บริษัทไหนไม่ทำตามโดนปรับแน่นอน คนที่นี่ถ้าอยู่ต่างบ้านกันไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้แม้จะแค่สองคนก็ตามก็ไปไม่ได้นะคะโดนปรับ10000 เหรียญหรือติดคุก
รัฐบาลsupport บริษัทต่างๆเพื่อไม่ให้เลิกจ้างพนักงาน เดือนมีนาคมบริษัทเราได้รับเงิน 25% ของเงินเดือนคนLocal เดือนเมษานี้รัฐบาลให้อีก 75%+25%+25% ของเงินเดือนๆ ตุลา พฤศจิกา ธันวาปีที่แล้ว เรารู้สึกโชคดีมากๆ
ส่วนตัวเลขสูงๆในตอนนี้มาจากคนงานค่ะเพราะอยู่หอเหมือนชุมชนแออัด ใช้ของสถานที่ร่วมกัน แต่รัฐบาลส่งคนไปตรวจเช็คหมดแล้วตามข่าว
เราเชื่อว่ายอดจะลดลงแน่นอน และตอนนี้เราไม่เห็นพวกคนงานแล้วค่ะ เชื่อว่ารัฐบาลเอาอยู่ค่ะ
อัพเดทเพิ่มเติม วันนี้บริษัทเพิ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามที่บอกไป เงินทั้งหมดที่ได้รับมานี้ไม่ต้องยื่นเรื่องหรือกรอกแบบฟอร์มใดๆทั้งสิ้น ซึ่งถือว่ารัฐบาลฉลาดมากๆเพราะคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทโดยเฉพาะด้าน Finance ที่เป็น core business ของที่นี่เลย
การช่วยบริษัททุกบริษัทก็คือการช่วยตัวบุคคลให้ยังได้รับเงินเดือนและมีงานต่อไป คนสิงเป็นคนขี้บ่นโดยเฉพาะคุณพ่อบ้านทั้งหลายเพราะเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราเต็มใจอยู่บ้านค่ะ
ปล.supermarket ถ้าไม่ใส่หน้ากากห้ามเข้านะคะ
ตำรวจในรถไฟฟ้าก็เยอะมากๆเช่นกัน ไปหาดูตามคลิปได้ค่ะ
เพื่อนเรากลัวมากๆแม้แต่แฟนกันก็งดเจอนะคะ มีบ้างพวกไม่ทำตามกฎคนพวกนี้ก้อมีอยู่ทุกประเทศแหละค่ะ
พอรัฐบาลประกาศให้ใส่หน้ากากตอนนี้90%ใส่หน้ากากนะคะ ออกไปไหนไม่เห็นแล้วคนไม่ใส่หน้ากาก
ที่นี่ต้อง WFH บริษัทไหนไม่ทำตามโดนปรับแน่นอน คนที่นี่ถ้าอยู่ต่างบ้านกันไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้แม้จะแค่สองคนก็ตามก็ไปไม่ได้นะคะโดนปรับ10000 เหรียญหรือติดคุก
รัฐบาลsupport บริษัทต่างๆเพื่อไม่ให้เลิกจ้างพนักงาน เดือนมีนาคมบริษัทเราได้รับเงิน 25% ของเงินเดือนคนLocal เดือนเมษานี้รัฐบาลให้อีก 75%+25%+25% ของเงินเดือนๆ ตุลา พฤศจิกา ธันวาปีที่แล้ว เรารู้สึกโชคดีมากๆ
ส่วนตัวเลขสูงๆในตอนนี้มาจากคนงานค่ะเพราะอยู่หอเหมือนชุมชนแออัด ใช้ของสถานที่ร่วมกัน แต่รัฐบาลส่งคนไปตรวจเช็คหมดแล้วตามข่าว
เราเชื่อว่ายอดจะลดลงแน่นอน และตอนนี้เราไม่เห็นพวกคนงานแล้วค่ะ เชื่อว่ารัฐบาลเอาอยู่ค่ะ
อัพเดทเพิ่มเติม วันนี้บริษัทเพิ่งได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลตามที่บอกไป เงินทั้งหมดที่ได้รับมานี้ไม่ต้องยื่นเรื่องหรือกรอกแบบฟอร์มใดๆทั้งสิ้น ซึ่งถือว่ารัฐบาลฉลาดมากๆเพราะคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทโดยเฉพาะด้าน Finance ที่เป็น core business ของที่นี่เลย
การช่วยบริษัททุกบริษัทก็คือการช่วยตัวบุคคลให้ยังได้รับเงินเดือนและมีงานต่อไป คนสิงเป็นคนขี้บ่นโดยเฉพาะคุณพ่อบ้านทั้งหลายเพราะเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราเต็มใจอยู่บ้านค่ะ
ปล.supermarket ถ้าไม่ใส่หน้ากากห้ามเข้านะคะ
ตำรวจในรถไฟฟ้าก็เยอะมากๆเช่นกัน ไปหาดูตามคลิปได้ค่ะ
เพื่อนเรากลัวมากๆแม้แต่แฟนกันก็งดเจอนะคะ มีบ้างพวกไม่ทำตามกฎคนพวกนี้ก้อมีอยู่ทุกประเทศแหละค่ะ
สมาชิกหมายเลข 3792711 ถูกใจ, supermeow ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 738862 ถูกใจ, ibaboo ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5862624 ถูกใจ, ลูกแม่ชื่อฮารุกะจัง ถูกใจ, moopeepink ถูกใจ, โหยหาความฝัน ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4983948 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2339313 ถูกใจรวมถึงอีก 13 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19)
ประเทศสิงคโปร์
ชีววิทยา
โรคติดต่อ
[Covid19] สิงคโปร์ไปพลาดตรงไหน ผู้ป่วยถึงพุ่งขนาดนั้น