จากที่ติดตามพันทิปห้องสินธรมาประมาณ 4-5 ปี
โดยส่วนใหญ่จะเข้ามาอ่านเสียมากกว่า
แต่วันนี้มีแผนการเงินที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองแล้ว
จึงอยากจะเอามาแบ่งปันเพื่อนๆในห้องนี้ให้ได้อ่านกัน
เผื่อจะเป็นประโยชน์ที่เพื่อนๆจะเอาไปปรับใช้ได้ครับ
######
วันนี้ผมมาแบ่งปันประสบการณ์การ DCA กองทุนรวม
แต่การ DCA ของผมอาจจะไม่ได้ทำกับทุกกอง
เพราะแต่ละกองก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
และขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ในแต่ละช่วงด้วย
เรียกได้ว่า DCA แต่ไม่ 100% เป็นแค่การนำหลักการมาปรับใช้ให้เมาะกับตนเองเท่านั้น
โดยหลักๆจะ DCA กองทุนที่เป็นหุ้นต่างประเทศ
เพราะยังไม่มีความสามารถที่จะไปซื้อหุ้นรายตัวของตลาด ตปท. เอง
จึงต้องลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยใช้วิธีการติดตามเป็นภาพรวมของกองทุนเป็นระยะแทน
ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ประสบความสำเร็จในการลงทุน
ที่ผ่านมาซื้อๆขายๆ จนมาช่วงหลังๆนี้มองว่าน่าจะเริ่มซื้อแบบจริงจังได้แล้ว
และอยากซื้อสม่ำเสมอแบบยาวๆจึงเลือกวิธีการ DCA มาปรับใช้
เงินต้นที่ซื้อไม่ได้เยอะแต่อยากแบ่งปันแนวคิดและวิธีการของผมเอง
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน และจะหาเวลามาคอยอัพเดทเรื่อยๆครับ
======
มาเริ่มกันเลย
ผมซื้อกองทุนตราสารหนี้ 2 กอง คือ
B-TNTV และ
Bfixed
ของ บลจ. บัวหลวง
ทั้งนี้2กองนี้ไม่ได้ซื้อแบบ DCA แต่มีแนวคิดดังนี้
B-TNTV
จะใช้เป็นกองทุนที่สะสมเงินฉุกเฉิน มีเป้าหมายแรกว่าจะซื้อจนถึง 50,000บาท
เพื่อเป็นเงินสำรองยามจำเป็นฉุกเฉิน และจะเพิ่มให้ถึง6เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
จึงเป็นกองที่ไม่ได้ DCA แต่หากมีรายได้หรือเงินเพิ่มอื่นๆเข้ามาก็สะสมเข้ามาไว้ในกองทุนนี้
และทยอยเข้าซื้อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ซื้อเข้าซื้อจนถึงปัจจุบัน 4 ครั้ง และยังไม่มีการขายออก รวมเป็นเงิน 5,500บาท ตามภาพ
Bfixed
กองนี้จะเป็นกองที่เอาไว้พักเงิน คือมีเงินก็ทยอยสะสมเข้ามาแบบไม่ได้ DCA
เพื่อรอ Switching ไปยังกองทุนอื่น

มีการเข้าซื้อ 8 ครั้ง แล้วแต่ว่าจะมีเงินช่วงไหน แต่ยอดสุทธิตอนนี้จะไม่ใช่ 13,709บาท ตามภาพ
เนื่องจากมีการ SWO (Switching Out) ไปกองทุนหุ้น ตปท. แล้วหลายครั้ง ดังภาพข้างล่าง

มีการ SWO (Switching Out) 9,336.19บาท จากต้นทุนเดิม13,709บาท
ทำให้ต้นทุนที่เหลือในกองเป็นเงิน 4,399.07บาท
======
กองทุนที่เน้นลงทุนมี 2 กองเช่นกันครับ คือ
Bcare และ
B-Innotech
โดยสองกองนี้เป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศ ที่ผมลงทุนเพื่อต้องการกระจายการลงทุนไป ตปท. ผ่านกองทุนรวม และเน้นดูภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมแทน
2 กองนี้ลงทุนผ่านกองทุนแม่ใน ตปท. ผมก็มีการเข้าไปดูด้วยว่ากองทุนแม่ถือหุ้นตัวไหนใน ตปท. บ้าง แต่ไม่ได้ไปติดตามข่าวหุ้นรายตัว หรือติดตามราคาแบบลึกๆนัก
เพราะอย่างที่บอกว่ายังวิเคราห์หุ้นต่างประเทศไม่เก่ง เลยกำลังพยายามศึกษาไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็ค่อยๆทยอยสะสมเป็นหน่วยลงทุนผ่านกองทุนรวมแทน
Bcare
เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งผมมองว่าเป็นอุตสาหรกรรมที่ไม่ได้เติมโตแบบก้าวกระโดดมากนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอีกหลายๆตัว แต่ก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวกับสุขภาพ ความเป็นความตาย ปัจจัย4ที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ
ทั้งนี้ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคู่กับการพัฒนาเรื่องสุขภาพก็อาจทำให้อุตสาหกรรมสุขภาพเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต จึงเลือกลงทุน

การซื้อจะสังเกตได้ว่าซื้อเข้าเป็นเงินประมาณครั้งละ 622-626บาท ไม่เท่าเดิม
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการ SWIN (Switch In) มาจากกอง Bfixed ตามที่ได้มีการกล่าวถึงก่อนหน้านี้
โดยเป็นการ SWO (Switching Out) ออกจากกอง Bfixed เป็นจำนวนครั้งละ 50 หน่วย
ทำให้ราคาที่ได้จะออกมาไม่แน่นอน แต่ขยับไม่เยอะ เพราะเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ราคาไม่ผันผวนมาก
โดยการ SW ในแต่ละครั้งจะทำทุกวันที่ 3 ของทุกเดือน เริ่มจากเดือน มกราคา 2563 เป็นต้นมา
และหากสังเกตจะเห็นว่ามีการซื้อเข้า 3,106.83บาท ในวันที่19 มีนาคม 2563
ซึ่งรายการนี้เป็นการ SW เข้ามาจากกอง Bfixed เหมือนกันครับ แต่ที่ SW เข้ามาเพราะตอนนั้นกองทุนติดลบประมาณ -20%
โดยผมมองว่าติดลบเยอะ เป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อให้ราคาหน่วยเฉลี่ยลดลงมามากๆ
เมื่อราคาหน่วยกลับขึ้นไปที่เดิม เราก็จะได้ผลตอบแทนมากขึ้น
เพราะกองทุนนี้ตั้งใจจะลงทุนในระยะยาว และเชื่อว่าในระยะยาวราคาหน่วยจะปรับสูงขึ้นอย่างแน่นอน
เนื่องจากมั่นใจในอุตสาหกรรมนี้
ปัจจุบันมีต้นทุนอยู่ในกองทุนนี้ 4,978.78บาท
B-Innotech
กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก กล้าที่จะลงทุนในวัตถุที่มีราคาแพงขึ้น เพื่อนวัตกรรมที่ดีกว่า
จึงเห็นว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
แต่ก็มีข้อควรระวังเล็กน้อยตรงที่อุตสาหกรรมนี้โดยส่วนตัวมองว่ามีความผันผวนสูง ต้องคอยติดตามข่าวสารเทคโนโลยีตลอดเวลา เพราะเป็นวงการที่พัฒนาไวมาก และพัฒนาตลอดเวลา

กองนี้มีการเข้าซื้อครั้งแรก 500บาท เมื่อ ธันวาคม 2562
แล้วจากนั้นก็เป็นการ SW มาจากกอง Bfixed
และกองนี้ก็เช่นเดียวกันกับกอง Bcare คือ
มีการ SWIN เข้ามาเป็นเงิน 2,485.46บาท ในวันที่ 19 มีนาคม 2563
เนื่องจากกองทุนติดลบประมาณ -20% เช่นกัน เพื่อดึงหน่วยเฉลี่ยให้ต่ำลง
ปัจจุบันมีต้นทุนในกองทุนนี้ 4,857.41บาท
======
สรุปผลการลงทุน (ตามภาพ)

ต้นทุนทั้งหมดของกองทุน 19,735.26บาท
ราคาตลาด 19,541.85บาท
ขาดทุน -193.40บาท หรือ -0.98%
จะเห็นว่าผมเพิ่งเริ่มลงทุนมาไม่นาน เริ่มประมาณเดือน ธันวาคม 2562 จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 4-5เดือน
พอร์ตกองทุนก็บวกบ้าง ติดลบบ้าง ผันผวนไปตามภาวะตลาดในระยะสั้น
แต่เชื่อว่าในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้โดยเหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้
ทั้งนี้นอกจากกองทุนรวมแล้วผมก็ได้เข้าซื้อหุ้นรายตัวด้วยตัวเองอยู่เล็กน้อยเป็นเงินไม่มาก
เพื่อเป็นการสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้นตามที่ตั้งใจไว้
โดยตั้งใจจะใช้หลักการ DCA เข้าซื้อให้สม่ำเสมอทุกๆเดือนทั้งหุ้นและกองทุนรวม
แต่จะเน้นกองทุนรวมก่อนเนื่องจากใช้ต้นทุนในการเข้าซื้อน้อยกว่า
ส่วนพอร์ตหุ้นก็อาจจะทยอยสะสมเมื่อมีเงินเข้ามาเป็นช่วงๆ และเมื่อรายได้ประจำเติบโตถึงระดับนึงจึงจะวางแผนเข้า DCA ในหุ้นอย่างจริงจัง
ช่วงนี้ก็ติดตามข่าวสารและบริหารความเสี่ยงพอร์ตตามความสามารถของการหารายได้ประจำและตามความเสี่ยงที่รับได้อย่างรอบคอบที่สุดไปพลางก่อน
======
นี่เป็นแนวทางการลงทุนส่วนตัวที่ผมคิดว่าเหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้
ระยะนี้ยังไม่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่จะตั้งใจบริหารเงินลงทุนอย่างดีที่สุด
และจะมาอัพเดทให้เพื่อนๆในห้องสินธรเป็นระยะๆ
อนาคตเป็นอย่างไรไม่รู้ อาจจะมีเหตุให้ต้องใช้เงินเหล่านี้ก็เป็นได้
โดยต้องยอมรับว่าเงินที่เอามาลงทุนนี้ ไม่ใช่เงินเย็นเท่าไหร่นัก
แต่ผมอยากที่จะเริ่มเลย ไม่อยากที่จะรอให้พร้อมที่สุด เพราะอาจจะไม่มีเวลาที่เราพร้อมที่สุดจริงๆก็ได้
แต่พยายามบริหารความเสี่ยงโดยไม่ให้เงินในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำจนเกินไป
เพราะหากจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆก็คาดว่าจะขายกองทุนตราสารหนี้ออกมาก่อน
ถ้าไม่จำเป็นคอขาดบาดตายจะไม่ขายกองทุนหุ้น ตปท. และไม่ขายหุ้นออกมาเด็ดขาด
ตั้งใจจะสะสมหุ้นและหน่วยลงทุน ในระยะ 5-10 ปี
แบ่งปันประสบการณ์การลงทุนในกองทุนรวม (DCA)
โดยส่วนใหญ่จะเข้ามาอ่านเสียมากกว่า
แต่วันนี้มีแผนการเงินที่คิดว่าเหมาะกับตัวเองแล้ว
จึงอยากจะเอามาแบ่งปันเพื่อนๆในห้องนี้ให้ได้อ่านกัน
เผื่อจะเป็นประโยชน์ที่เพื่อนๆจะเอาไปปรับใช้ได้ครับ
######
วันนี้ผมมาแบ่งปันประสบการณ์การ DCA กองทุนรวม
แต่การ DCA ของผมอาจจะไม่ได้ทำกับทุกกอง
เพราะแต่ละกองก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป
และขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ในแต่ละช่วงด้วย
เรียกได้ว่า DCA แต่ไม่ 100% เป็นแค่การนำหลักการมาปรับใช้ให้เมาะกับตนเองเท่านั้น
โดยหลักๆจะ DCA กองทุนที่เป็นหุ้นต่างประเทศ
เพราะยังไม่มีความสามารถที่จะไปซื้อหุ้นรายตัวของตลาด ตปท. เอง
จึงต้องลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยใช้วิธีการติดตามเป็นภาพรวมของกองทุนเป็นระยะแทน
ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าผมยังไม่ได้ประสบความสำเร็จในการลงทุน
ที่ผ่านมาซื้อๆขายๆ จนมาช่วงหลังๆนี้มองว่าน่าจะเริ่มซื้อแบบจริงจังได้แล้ว
และอยากซื้อสม่ำเสมอแบบยาวๆจึงเลือกวิธีการ DCA มาปรับใช้
เงินต้นที่ซื้อไม่ได้เยอะแต่อยากแบ่งปันแนวคิดและวิธีการของผมเอง
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน และจะหาเวลามาคอยอัพเดทเรื่อยๆครับ
======
มาเริ่มกันเลย
ผมซื้อกองทุนตราสารหนี้ 2 กอง คือ
B-TNTV และ
Bfixed
ของ บลจ. บัวหลวง
ทั้งนี้2กองนี้ไม่ได้ซื้อแบบ DCA แต่มีแนวคิดดังนี้
B-TNTV
จะใช้เป็นกองทุนที่สะสมเงินฉุกเฉิน มีเป้าหมายแรกว่าจะซื้อจนถึง 50,000บาท
เพื่อเป็นเงินสำรองยามจำเป็นฉุกเฉิน และจะเพิ่มให้ถึง6เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
จึงเป็นกองที่ไม่ได้ DCA แต่หากมีรายได้หรือเงินเพิ่มอื่นๆเข้ามาก็สะสมเข้ามาไว้ในกองทุนนี้
และทยอยเข้าซื้อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ซื้อเข้าซื้อจนถึงปัจจุบัน 4 ครั้ง และยังไม่มีการขายออก รวมเป็นเงิน 5,500บาท ตามภาพ
Bfixed
กองนี้จะเป็นกองที่เอาไว้พักเงิน คือมีเงินก็ทยอยสะสมเข้ามาแบบไม่ได้ DCA
เพื่อรอ Switching ไปยังกองทุนอื่น
มีการเข้าซื้อ 8 ครั้ง แล้วแต่ว่าจะมีเงินช่วงไหน แต่ยอดสุทธิตอนนี้จะไม่ใช่ 13,709บาท ตามภาพ
เนื่องจากมีการ SWO (Switching Out) ไปกองทุนหุ้น ตปท. แล้วหลายครั้ง ดังภาพข้างล่าง
มีการ SWO (Switching Out) 9,336.19บาท จากต้นทุนเดิม13,709บาท
ทำให้ต้นทุนที่เหลือในกองเป็นเงิน 4,399.07บาท
======
กองทุนที่เน้นลงทุนมี 2 กองเช่นกันครับ คือ
Bcare และ
B-Innotech
โดยสองกองนี้เป็นกองทุนหุ้นต่างประเทศ ที่ผมลงทุนเพื่อต้องการกระจายการลงทุนไป ตปท. ผ่านกองทุนรวม และเน้นดูภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมแทน
2 กองนี้ลงทุนผ่านกองทุนแม่ใน ตปท. ผมก็มีการเข้าไปดูด้วยว่ากองทุนแม่ถือหุ้นตัวไหนใน ตปท. บ้าง แต่ไม่ได้ไปติดตามข่าวหุ้นรายตัว หรือติดตามราคาแบบลึกๆนัก
เพราะอย่างที่บอกว่ายังวิเคราห์หุ้นต่างประเทศไม่เก่ง เลยกำลังพยายามศึกษาไปเรื่อยๆ ระหว่างนี้ก็ค่อยๆทยอยสะสมเป็นหน่วยลงทุนผ่านกองทุนรวมแทน
Bcare
เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งผมมองว่าเป็นอุตสาหรกรรมที่ไม่ได้เติมโตแบบก้าวกระโดดมากนักเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอีกหลายๆตัว แต่ก็เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เพราะเกี่ยวกับสุขภาพ ความเป็นความตาย ปัจจัย4ที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ
ทั้งนี้ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคู่กับการพัฒนาเรื่องสุขภาพก็อาจทำให้อุตสาหกรรมสุขภาพเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต จึงเลือกลงทุน
การซื้อจะสังเกตได้ว่าซื้อเข้าเป็นเงินประมาณครั้งละ 622-626บาท ไม่เท่าเดิม
ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการ SWIN (Switch In) มาจากกอง Bfixed ตามที่ได้มีการกล่าวถึงก่อนหน้านี้
โดยเป็นการ SWO (Switching Out) ออกจากกอง Bfixed เป็นจำนวนครั้งละ 50 หน่วย
ทำให้ราคาที่ได้จะออกมาไม่แน่นอน แต่ขยับไม่เยอะ เพราะเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่ราคาไม่ผันผวนมาก
โดยการ SW ในแต่ละครั้งจะทำทุกวันที่ 3 ของทุกเดือน เริ่มจากเดือน มกราคา 2563 เป็นต้นมา
และหากสังเกตจะเห็นว่ามีการซื้อเข้า 3,106.83บาท ในวันที่19 มีนาคม 2563
ซึ่งรายการนี้เป็นการ SW เข้ามาจากกอง Bfixed เหมือนกันครับ แต่ที่ SW เข้ามาเพราะตอนนั้นกองทุนติดลบประมาณ -20%
โดยผมมองว่าติดลบเยอะ เป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อให้ราคาหน่วยเฉลี่ยลดลงมามากๆ
เมื่อราคาหน่วยกลับขึ้นไปที่เดิม เราก็จะได้ผลตอบแทนมากขึ้น
เพราะกองทุนนี้ตั้งใจจะลงทุนในระยะยาว และเชื่อว่าในระยะยาวราคาหน่วยจะปรับสูงขึ้นอย่างแน่นอน
เนื่องจากมั่นใจในอุตสาหกรรมนี้
ปัจจุบันมีต้นทุนอยู่ในกองทุนนี้ 4,978.78บาท
B-Innotech
กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก กล้าที่จะลงทุนในวัตถุที่มีราคาแพงขึ้น เพื่อนวัตกรรมที่ดีกว่า
จึงเห็นว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
แต่ก็มีข้อควรระวังเล็กน้อยตรงที่อุตสาหกรรมนี้โดยส่วนตัวมองว่ามีความผันผวนสูง ต้องคอยติดตามข่าวสารเทคโนโลยีตลอดเวลา เพราะเป็นวงการที่พัฒนาไวมาก และพัฒนาตลอดเวลา
กองนี้มีการเข้าซื้อครั้งแรก 500บาท เมื่อ ธันวาคม 2562
แล้วจากนั้นก็เป็นการ SW มาจากกอง Bfixed
และกองนี้ก็เช่นเดียวกันกับกอง Bcare คือ
มีการ SWIN เข้ามาเป็นเงิน 2,485.46บาท ในวันที่ 19 มีนาคม 2563
เนื่องจากกองทุนติดลบประมาณ -20% เช่นกัน เพื่อดึงหน่วยเฉลี่ยให้ต่ำลง
ปัจจุบันมีต้นทุนในกองทุนนี้ 4,857.41บาท
======
สรุปผลการลงทุน (ตามภาพ)
ต้นทุนทั้งหมดของกองทุน 19,735.26บาท
ราคาตลาด 19,541.85บาท
ขาดทุน -193.40บาท หรือ -0.98%
จะเห็นว่าผมเพิ่งเริ่มลงทุนมาไม่นาน เริ่มประมาณเดือน ธันวาคม 2562 จนถึงตอนนี้ก็ประมาณ 4-5เดือน
พอร์ตกองทุนก็บวกบ้าง ติดลบบ้าง ผันผวนไปตามภาวะตลาดในระยะสั้น
แต่เชื่อว่าในระยะยาวจะให้ผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้โดยเหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้
ทั้งนี้นอกจากกองทุนรวมแล้วผมก็ได้เข้าซื้อหุ้นรายตัวด้วยตัวเองอยู่เล็กน้อยเป็นเงินไม่มาก
เพื่อเป็นการสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้นตามที่ตั้งใจไว้
โดยตั้งใจจะใช้หลักการ DCA เข้าซื้อให้สม่ำเสมอทุกๆเดือนทั้งหุ้นและกองทุนรวม
แต่จะเน้นกองทุนรวมก่อนเนื่องจากใช้ต้นทุนในการเข้าซื้อน้อยกว่า
ส่วนพอร์ตหุ้นก็อาจจะทยอยสะสมเมื่อมีเงินเข้ามาเป็นช่วงๆ และเมื่อรายได้ประจำเติบโตถึงระดับนึงจึงจะวางแผนเข้า DCA ในหุ้นอย่างจริงจัง
ช่วงนี้ก็ติดตามข่าวสารและบริหารความเสี่ยงพอร์ตตามความสามารถของการหารายได้ประจำและตามความเสี่ยงที่รับได้อย่างรอบคอบที่สุดไปพลางก่อน
======
นี่เป็นแนวทางการลงทุนส่วนตัวที่ผมคิดว่าเหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้
ระยะนี้ยังไม่ให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ แต่จะตั้งใจบริหารเงินลงทุนอย่างดีที่สุด
และจะมาอัพเดทให้เพื่อนๆในห้องสินธรเป็นระยะๆ
อนาคตเป็นอย่างไรไม่รู้ อาจจะมีเหตุให้ต้องใช้เงินเหล่านี้ก็เป็นได้
โดยต้องยอมรับว่าเงินที่เอามาลงทุนนี้ ไม่ใช่เงินเย็นเท่าไหร่นัก
แต่ผมอยากที่จะเริ่มเลย ไม่อยากที่จะรอให้พร้อมที่สุด เพราะอาจจะไม่มีเวลาที่เราพร้อมที่สุดจริงๆก็ได้
แต่พยายามบริหารความเสี่ยงโดยไม่ให้เงินในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่ในระดับต่ำจนเกินไป
เพราะหากจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆก็คาดว่าจะขายกองทุนตราสารหนี้ออกมาก่อน
ถ้าไม่จำเป็นคอขาดบาดตายจะไม่ขายกองทุนหุ้น ตปท. และไม่ขายหุ้นออกมาเด็ดขาด
ตั้งใจจะสะสมหุ้นและหน่วยลงทุน ในระยะ 5-10 ปี