สวัสดีครับทุกคน กระทู้ต่อไปนี้ที่จะได้อ่านเป็นเรื่องราวที่ผมพบเจอและได้ยินผ่านชีวิตประจำวันของผมเกี่ยวกับเชื้อโรคระบาด COVID - 19
ที่ผมจะเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆรอบตัวและหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมกับโรคร้ายนี้
โรค COVID - 19 เกิดขึ้นได้เพราะชาวจีนกินค้างคาว ? นั้นเป็นคำถามแรกที่เด้งเข้ามาในหัวหลังจากข่าวของโรคนี้เริ่มดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงแรกของเดือนมีนาคม ผมยังคุ้นเคยกับคำว่า โคโรน่า อยู่เลยแต่ไปๆมาๆดันกลายเป็นว่าใช้ชื่อ '' โควิด '' เฉยเลย ตัวผมที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
กับข่าวแบบนี้ในแรกเริ่มแต่พอเห็นยอดผู้เสียชีวิตจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ ผมจึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ การแสดงอาการ
วิธีการติดและวิธีป้องกัน ถึงจะบอกว่าหาข้อมูลขนาดนี้แต่ตัวผมดันไม่กระตือรือร้นที่จะป้องกันขนาดนั้น หน้ากากก็ไม่ใส่ เจลล้างมือก็ไม่ซื้อไว้
ผมคิดแต่ว่ายังไงมันก็ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงเรายังหนุ่มเรายังฟิตไม่มีทางติดหรอก ผมมักจะออกจากบ้านไปดูหนังเป็นประจำแม้กระทั้งข่าวช่วงแรก
บอกไว้ว่าให้อยู่บ้าน ผมที่ไม่ใส่ใจก็ออกสิครับรอไร ด้วยความที่เป็นคนติดเที่ยวมากการอยู่บ้านนานๆทำให้เบื่อได้และแทบเป็นบ้าในตอนที่เดิน
อยู่ในห้าง ผมสังเกตุเห็นความกระตือรือร้นของคนไทยบางส่วนคือทุกคนเริ่มใส่หน้ากากอนามัย ทางห้างสรรพสินค้าเองก็มีเจลล้างมือไว้ให้แต่
คนที่เดินผ่านไปผ่านมาคนที่เดินเข้าห้างกลับไม่มีใครกดเจลนั้นเลยสักคนหรือเพราะว่ามันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตขาดแคลน......
ราวๆวันที่ 10 - 14 มีนาคม
การประกาศเตือนประชาชนเริ่มมีมากขึ้นในโทรทัศน์และสื่อต่างๆ '' จงอยู่แต่ในบ้าน '' '' อย่าออกนอกบ้าน '' '' ถ้ามีอาการไข้ให้รีบกักตัว ''
คำพูดเหล่านี้เริ่มใช้บ่อยมากในเวลานี้ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะว่าบ้านผมเป็นร้านขายของชำและพื้นที่ๆผมอยู่ก็มี
แต่ชาวเมียนม่า ชาวกัมพูชา ชาวลาว คนเหล่านี้ผมไม่ได้มองว่าเขาไม่ดีแต่จากความเป็นจริงในหมู่บ้าน คือพวกเขาค่อนข้างที่จะไม่ค่อยอาบน้ำ
ไม่ล้างมือเป็นปกติและพวกเขาเองก็ไม่ได้รับรู้ข่าวสารของโควิดเท่าที่ควร ต่างด้าวส่วนใหญ่ใช้มือถือไม่เป็นทำได้แค่โทรเข้าโทรออก
จึงน่าเป็นห่วงมากถ้าเขาที่ไม่รับรู้อะไรเลยและไม่รู้เรื่องละ แล้วดันติดขึ้นมาละ แล้วถ้าเราดันขายของให้กับเขาเราจะติดไหม ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ตัวผมเองแต่เป็นพ่อและแม่ที่อายุก็มากแล้ว เราติดไม่เป็นไรขอแค่เขาไม่ติดก็พอ...
ผมเชื่อความไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่วิตกขนาดนี้หลายๆคนในประเทศเองก็คิดหนักเช่นกัน ข่าวของผีน้อยกลับจากเกาหลี ข่าวผีน้อยหนีกินหมูกระทะ
ข่าวๆๆๆๆๆ ข่าวเต็มไปหมด จนผมตามไม่ทันแล้วว่าข่าวไหนเป็นข่าวไหน คนในหมูบ้านเริ่มมีบทสนทนาเกี่ยวกับโควิดเพิ่มจนไม่ว่าจะเดินไปซอยไหน
ทุกคนที่นั่งหน้าร้านค้าก็จะพูดแต่เรื่องนี้ สิ่งที่พวกเขาพูดกันว่าต้องป้องกันยังไง ต้องทำตัวยังไง พวกเขาดันทำตรงข้ามทุกอย่าง ไม่กักตัว
ไม่รักษาความสะอาด ผมที่ได้แต่มองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากภาวนาอย่าให้มีโรคเกิดขึ้นกับคนพวกนี้เลย
วันที่ 16 มีนาคม
'' ได้ยินรึป่าวว่าเขาเอาคนติดเชื้อที่กลับจากตุรกีมากักตัวไว้ที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุ ''
'' จริงหรอป้า มันมารึยังละ ''
'' ไม่รู้สิ แต่จะเครียดกันทำไมวะ มันก็แค่โรคเดี๋ยวก็หาย ''
'' เนอะป้าจะเป็นก็เป็นสิ ตายๆไปเถอะ ''
'' เออกูอยู่มานานละถ้ากูเป็นขึ้นมาก็ไม่สนอะไรหรอก ไม่แคร์ ''
บทสนทนา ของรุ่นพี่และป้าที่ร้านสะดวกซื้อที่ผมทำงานพาร์ทไทม์อยู่ ผมที่นั่งเติมของจัดของอยู่ก็ได้ยินการพูดคุยแบบนี้เข้าแล้วรู้สึกว่า
'' อะไรวะ คิดกันแบบนี้จริงดิ '' พวกเขาชัดเจนเลยว่าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ทำไมถึงคิดแบบนั้นกันละคุณพี่คุณป้า อย่างน้อยๆก็เป็นห่วงลูกหลานตัวเอง
หน่อยเถอะ ป้าจะตายก็ตายไปสิใครห้าม แต่ลูกหลานป้าละ !!! ผมที่ต้องทำงานหารายได้เสริมให้ตัวก็ได้ยินแต่การพูดคุยแบบนี้เวลามีคนเข้าร้าน
คุณป้าทั้งหลายไม่คิดจะป้องกันหรือสนอะไรหน่อยหรอ นี้มันโรคระดับโลกเลยนะทั่วโลกเขาป้องกันแทบตายแต่ป้าคิดงี้หรอ
หรือมันเป็นเพราะอย่างที่เขาพูดกัน '' มนุษย์ป้า '' คำง่ายๆโคตรเข้าใจความหมาย นี้เราอยู่ในหมู่บ้านที่ตัวเองมีโอกาสตายเพราะมนุษย์ป้ามากกว่า
ชาวต่างด้าวหรอวะ ทั้งๆที่ชาวต่างด้าวส่วนใหญ่เขาหันมาอาบน้ำใส่หน้ากากถึงจะเป็นหน้ากากผ้าเขาก็ใส่แต่ป้าไม่ทำอะไรเลยนอกจากเพิกเฉย
วันที่ 17 มีนาคม เวลา 16.23 น.
ผมกำลังนั่งจัดเรียงเหล้าอยู่ที่บ้านตัวเองเตรียมของสำหรับขายช่วงเย็น มีลูกค้าคนไทยเดินเข้ามาในร้านแล้วซื้อเหล้าเป๊กนึง พ่อผมเลยพูดขึ้นว่า
'' ทำไมไม่ใส่หน้ากากหน่อย ไม่กลัวโรคหรอ '' ( จริงๆพูดเป็นภาษาอีสานกันแต่พิมพ์เป็นภาษากลางเพื่อความเข้าใจง่าย )
'' ใส่ทำไมหน้ากาก โรคมันกลัวของร้อนต้องนี้แหละกินเหล้าขาว มันร้อนโรคตายแน่นอน ''
'' จริงหรอ ไปได้ยินจากไหนมา ''
'' หมอไง หมอเคยบอกว่าโรคกลัวของร้อนถ้าเต็มก็หายแล้ว ''
'' ป๊าดด โอ้เนอะคงงั้นแหละ งั้นกินเยอะๆเลย ''
แล้วลูกค้าก็เดินออกจากร้านไป ผมได้แต่คิดว่าทำไมวะ หมอที่ไหนบอก ข้อมูลที่ผมอ่านมาในข่าวบอกว่าต่อให้ต้มก็ไม่หายเพราะมันไม่กลัวของร้อน
แสดงว่ามั่วนี้หว่า ถ้ากลัวร้อนจริงไทยก็คงรอดแดดขนาดนี้ ผมถามพ่อไปว่า
'' พ่อเชื่อที่เขาพูดป่าว ''
'' เหอะ มีแต่จะเป็นโรคเพิ่มดิยิ่งสถานการณ์แบบนี้กินไปก็มีแต่ตายกับตาย ''
พอได้ยินพ่อตัวเองพูดแบบนี้แล้วก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลย
วันที่ 17 มีนาคม เวลา 17.30 น.
ก่อนจะเข้างานอีก 30 นาที ผมตัดสินใจขับรถออกไปนอกบ้านเพื่อไปหาซื้อเจลล้างมือไว้ให้พ่อและแม่ ที่ทำงานของผมมีเจลและหน้ากากให้อยู่แล้ว
แต่ที่บ้านพ่อกับแม่ไม่มีเราก็ต้องก็ทางป้องกันให้เร็วที่สุด ผมขับรถไปตามถนนแวะทุกร้านยาที่เจอคำตอบเดียวที่ได้ก็คือ '' หมด '' ไม่ว่าจะเป็น
หน้ากากหรือเจลทุกอย่างขาดตลาดทุกอย่างหมด ผมหมดหนทางที่จะหาซื้อแต่ระหว่างที่ขับรถกลับบ้านก็เจอเจลล้างมือขายผมรีบวนรถกลับเพื่อมา
ซื้อโดยเฉพาะแต่พอได้ยินราคาถึงกับอึ้งเลยขวดแค่ 100 มิลลิลิตร ราคา 200++ แม่เจ้าโว้ย ไม่ซื้อก็ได้ ผมรีบขับรถหนีทันทีและเจอร้าน
ขายยาอีกหนึ่งร้านผมยังไม่ทันก้าวเข้าร้านลุงคนขายก็บอกก่อนเลยว่า '' หน้ากากหมดนะไอ้หนุ่ม '' ทำเอาผมไม่ทันตั้งตัวแต่ผมมาไม่ได้มาเพื่อหน้ากาก
ผมมาเพื่อเจลต่างหาก ลุงบอกว่าเจลมีอยู่นะ ผมหันไปตามที่ลุงชี้ โชคดีมากเพราะมันเหลือ 2 ขวดสุดท้าย 50 มิลลิลิตร ราคาแค่ 55 บาท
ผมตั้งใจจะซื้อ 2 ขวดแบบไม่ลังเลแต่ก็ฉุดคิดไม่ได้ถ้ามีคนต้องการเหมือนเราละ ของขาดแคลนแบบนี้ใครที่ได้ขวดสุดท้ายต่อจากเราก็ขอให้โชคดีนะ
ผมคิดไว้แค่นี้แล้วก็จ่ายเงินลุงไป ผมเลยเริ่มคุยกับลุงอีกสักหน่อย
'' ของขาดมากเลยนะครับ ''
'' ใช่ ไม่ว่าจะเจล หน้ากาก อีกหน่อยคงเป็นอาหารกับยา พวกเจลพวกหน้ากากส่วนมากก็มาจากจีนทั้งนั้นเราทำได้แค่รอต่อไป ''
'' นั้นสิครับ ผมก็หวังว่ามันจะดีขึ้น ผมตามหามาเป็น 10 กว่าร้านแล้ว พึ่งจะมาเจอร้านลุงเนี้ย ''
'' เป็นไปได้ซื้ออะไรไว้ได้ก่อนก็ซื้อนะเดี๋ยวนะไม่ทันเอา ''
หลังพูดจบผมก็รีบตรงกลับบ้านแล้วเอาเจลมาให้พ่อแม่ทันที ผมรู้สึกโชคดีที่พ่อกับแม่ก็ให้ความร่วมมือในการป้องการด้วย ผมรีบตรงไปที่ทำงาน
สิ่งที่เจอและคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเจอแน่ๆ โซนอาหารแห้ง โซนยารักษาโรค ทุกๆโซนทุกๆชั้นมีป้ายเขียนเหมือนกันหมด '' ขออภัยสินค้าหมดจากสต๊อกชั่วคราว '' ป้ายแดงแปะเต็มไปหมดหรือว่านี้เป็นสัญญาแรกของความโกลาหล
เรื่องราวรอบตัวเกี่ยวกับ COVID - 19
ที่ผมจะเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆรอบตัวและหลายๆสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผมกับโรคร้ายนี้
โรค COVID - 19 เกิดขึ้นได้เพราะชาวจีนกินค้างคาว ? นั้นเป็นคำถามแรกที่เด้งเข้ามาในหัวหลังจากข่าวของโรคนี้เริ่มดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงแรกของเดือนมีนาคม ผมยังคุ้นเคยกับคำว่า โคโรน่า อยู่เลยแต่ไปๆมาๆดันกลายเป็นว่าใช้ชื่อ '' โควิด '' เฉยเลย ตัวผมที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
กับข่าวแบบนี้ในแรกเริ่มแต่พอเห็นยอดผู้เสียชีวิตจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ ผมจึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ การแสดงอาการ
วิธีการติดและวิธีป้องกัน ถึงจะบอกว่าหาข้อมูลขนาดนี้แต่ตัวผมดันไม่กระตือรือร้นที่จะป้องกันขนาดนั้น หน้ากากก็ไม่ใส่ เจลล้างมือก็ไม่ซื้อไว้
ผมคิดแต่ว่ายังไงมันก็ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงเรายังหนุ่มเรายังฟิตไม่มีทางติดหรอก ผมมักจะออกจากบ้านไปดูหนังเป็นประจำแม้กระทั้งข่าวช่วงแรก
บอกไว้ว่าให้อยู่บ้าน ผมที่ไม่ใส่ใจก็ออกสิครับรอไร ด้วยความที่เป็นคนติดเที่ยวมากการอยู่บ้านนานๆทำให้เบื่อได้และแทบเป็นบ้าในตอนที่เดิน
อยู่ในห้าง ผมสังเกตุเห็นความกระตือรือร้นของคนไทยบางส่วนคือทุกคนเริ่มใส่หน้ากากอนามัย ทางห้างสรรพสินค้าเองก็มีเจลล้างมือไว้ให้แต่
คนที่เดินผ่านไปผ่านมาคนที่เดินเข้าห้างกลับไม่มีใครกดเจลนั้นเลยสักคนหรือเพราะว่ามันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตขาดแคลน......
ราวๆวันที่ 10 - 14 มีนาคม
การประกาศเตือนประชาชนเริ่มมีมากขึ้นในโทรทัศน์และสื่อต่างๆ '' จงอยู่แต่ในบ้าน '' '' อย่าออกนอกบ้าน '' '' ถ้ามีอาการไข้ให้รีบกักตัว ''
คำพูดเหล่านี้เริ่มใช้บ่อยมากในเวลานี้ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ให้ความสนใจเป็นอย่างมากเพราะว่าบ้านผมเป็นร้านขายของชำและพื้นที่ๆผมอยู่ก็มี
แต่ชาวเมียนม่า ชาวกัมพูชา ชาวลาว คนเหล่านี้ผมไม่ได้มองว่าเขาไม่ดีแต่จากความเป็นจริงในหมู่บ้าน คือพวกเขาค่อนข้างที่จะไม่ค่อยอาบน้ำ
ไม่ล้างมือเป็นปกติและพวกเขาเองก็ไม่ได้รับรู้ข่าวสารของโควิดเท่าที่ควร ต่างด้าวส่วนใหญ่ใช้มือถือไม่เป็นทำได้แค่โทรเข้าโทรออก
จึงน่าเป็นห่วงมากถ้าเขาที่ไม่รับรู้อะไรเลยและไม่รู้เรื่องละ แล้วดันติดขึ้นมาละ แล้วถ้าเราดันขายของให้กับเขาเราจะติดไหม ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ตัวผมเองแต่เป็นพ่อและแม่ที่อายุก็มากแล้ว เราติดไม่เป็นไรขอแค่เขาไม่ติดก็พอ...
ผมเชื่อความไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่วิตกขนาดนี้หลายๆคนในประเทศเองก็คิดหนักเช่นกัน ข่าวของผีน้อยกลับจากเกาหลี ข่าวผีน้อยหนีกินหมูกระทะ
ข่าวๆๆๆๆๆ ข่าวเต็มไปหมด จนผมตามไม่ทันแล้วว่าข่าวไหนเป็นข่าวไหน คนในหมูบ้านเริ่มมีบทสนทนาเกี่ยวกับโควิดเพิ่มจนไม่ว่าจะเดินไปซอยไหน
ทุกคนที่นั่งหน้าร้านค้าก็จะพูดแต่เรื่องนี้ สิ่งที่พวกเขาพูดกันว่าต้องป้องกันยังไง ต้องทำตัวยังไง พวกเขาดันทำตรงข้ามทุกอย่าง ไม่กักตัว
ไม่รักษาความสะอาด ผมที่ได้แต่มองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากภาวนาอย่าให้มีโรคเกิดขึ้นกับคนพวกนี้เลย
วันที่ 16 มีนาคม
'' ได้ยินรึป่าวว่าเขาเอาคนติดเชื้อที่กลับจากตุรกีมากักตัวไว้ที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุ ''
'' จริงหรอป้า มันมารึยังละ ''
'' ไม่รู้สิ แต่จะเครียดกันทำไมวะ มันก็แค่โรคเดี๋ยวก็หาย ''
'' เนอะป้าจะเป็นก็เป็นสิ ตายๆไปเถอะ ''
'' เออกูอยู่มานานละถ้ากูเป็นขึ้นมาก็ไม่สนอะไรหรอก ไม่แคร์ ''
บทสนทนา ของรุ่นพี่และป้าที่ร้านสะดวกซื้อที่ผมทำงานพาร์ทไทม์อยู่ ผมที่นั่งเติมของจัดของอยู่ก็ได้ยินการพูดคุยแบบนี้เข้าแล้วรู้สึกว่า
'' อะไรวะ คิดกันแบบนี้จริงดิ '' พวกเขาชัดเจนเลยว่าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ทำไมถึงคิดแบบนั้นกันละคุณพี่คุณป้า อย่างน้อยๆก็เป็นห่วงลูกหลานตัวเอง
หน่อยเถอะ ป้าจะตายก็ตายไปสิใครห้าม แต่ลูกหลานป้าละ !!! ผมที่ต้องทำงานหารายได้เสริมให้ตัวก็ได้ยินแต่การพูดคุยแบบนี้เวลามีคนเข้าร้าน
คุณป้าทั้งหลายไม่คิดจะป้องกันหรือสนอะไรหน่อยหรอ นี้มันโรคระดับโลกเลยนะทั่วโลกเขาป้องกันแทบตายแต่ป้าคิดงี้หรอ
หรือมันเป็นเพราะอย่างที่เขาพูดกัน '' มนุษย์ป้า '' คำง่ายๆโคตรเข้าใจความหมาย นี้เราอยู่ในหมู่บ้านที่ตัวเองมีโอกาสตายเพราะมนุษย์ป้ามากกว่า
ชาวต่างด้าวหรอวะ ทั้งๆที่ชาวต่างด้าวส่วนใหญ่เขาหันมาอาบน้ำใส่หน้ากากถึงจะเป็นหน้ากากผ้าเขาก็ใส่แต่ป้าไม่ทำอะไรเลยนอกจากเพิกเฉย
วันที่ 17 มีนาคม เวลา 16.23 น.
ผมกำลังนั่งจัดเรียงเหล้าอยู่ที่บ้านตัวเองเตรียมของสำหรับขายช่วงเย็น มีลูกค้าคนไทยเดินเข้ามาในร้านแล้วซื้อเหล้าเป๊กนึง พ่อผมเลยพูดขึ้นว่า
'' ทำไมไม่ใส่หน้ากากหน่อย ไม่กลัวโรคหรอ '' ( จริงๆพูดเป็นภาษาอีสานกันแต่พิมพ์เป็นภาษากลางเพื่อความเข้าใจง่าย )
'' ใส่ทำไมหน้ากาก โรคมันกลัวของร้อนต้องนี้แหละกินเหล้าขาว มันร้อนโรคตายแน่นอน ''
'' จริงหรอ ไปได้ยินจากไหนมา ''
'' หมอไง หมอเคยบอกว่าโรคกลัวของร้อนถ้าเต็มก็หายแล้ว ''
'' ป๊าดด โอ้เนอะคงงั้นแหละ งั้นกินเยอะๆเลย ''
แล้วลูกค้าก็เดินออกจากร้านไป ผมได้แต่คิดว่าทำไมวะ หมอที่ไหนบอก ข้อมูลที่ผมอ่านมาในข่าวบอกว่าต่อให้ต้มก็ไม่หายเพราะมันไม่กลัวของร้อน
แสดงว่ามั่วนี้หว่า ถ้ากลัวร้อนจริงไทยก็คงรอดแดดขนาดนี้ ผมถามพ่อไปว่า
'' พ่อเชื่อที่เขาพูดป่าว ''
'' เหอะ มีแต่จะเป็นโรคเพิ่มดิยิ่งสถานการณ์แบบนี้กินไปก็มีแต่ตายกับตาย ''
พอได้ยินพ่อตัวเองพูดแบบนี้แล้วก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลย
วันที่ 17 มีนาคม เวลา 17.30 น.
ก่อนจะเข้างานอีก 30 นาที ผมตัดสินใจขับรถออกไปนอกบ้านเพื่อไปหาซื้อเจลล้างมือไว้ให้พ่อและแม่ ที่ทำงานของผมมีเจลและหน้ากากให้อยู่แล้ว
แต่ที่บ้านพ่อกับแม่ไม่มีเราก็ต้องก็ทางป้องกันให้เร็วที่สุด ผมขับรถไปตามถนนแวะทุกร้านยาที่เจอคำตอบเดียวที่ได้ก็คือ '' หมด '' ไม่ว่าจะเป็น
หน้ากากหรือเจลทุกอย่างขาดตลาดทุกอย่างหมด ผมหมดหนทางที่จะหาซื้อแต่ระหว่างที่ขับรถกลับบ้านก็เจอเจลล้างมือขายผมรีบวนรถกลับเพื่อมา
ซื้อโดยเฉพาะแต่พอได้ยินราคาถึงกับอึ้งเลยขวดแค่ 100 มิลลิลิตร ราคา 200++ แม่เจ้าโว้ย ไม่ซื้อก็ได้ ผมรีบขับรถหนีทันทีและเจอร้าน
ขายยาอีกหนึ่งร้านผมยังไม่ทันก้าวเข้าร้านลุงคนขายก็บอกก่อนเลยว่า '' หน้ากากหมดนะไอ้หนุ่ม '' ทำเอาผมไม่ทันตั้งตัวแต่ผมมาไม่ได้มาเพื่อหน้ากาก
ผมมาเพื่อเจลต่างหาก ลุงบอกว่าเจลมีอยู่นะ ผมหันไปตามที่ลุงชี้ โชคดีมากเพราะมันเหลือ 2 ขวดสุดท้าย 50 มิลลิลิตร ราคาแค่ 55 บาท
ผมตั้งใจจะซื้อ 2 ขวดแบบไม่ลังเลแต่ก็ฉุดคิดไม่ได้ถ้ามีคนต้องการเหมือนเราละ ของขาดแคลนแบบนี้ใครที่ได้ขวดสุดท้ายต่อจากเราก็ขอให้โชคดีนะ
ผมคิดไว้แค่นี้แล้วก็จ่ายเงินลุงไป ผมเลยเริ่มคุยกับลุงอีกสักหน่อย
'' ของขาดมากเลยนะครับ ''
'' ใช่ ไม่ว่าจะเจล หน้ากาก อีกหน่อยคงเป็นอาหารกับยา พวกเจลพวกหน้ากากส่วนมากก็มาจากจีนทั้งนั้นเราทำได้แค่รอต่อไป ''
'' นั้นสิครับ ผมก็หวังว่ามันจะดีขึ้น ผมตามหามาเป็น 10 กว่าร้านแล้ว พึ่งจะมาเจอร้านลุงเนี้ย ''
'' เป็นไปได้ซื้ออะไรไว้ได้ก่อนก็ซื้อนะเดี๋ยวนะไม่ทันเอา ''
หลังพูดจบผมก็รีบตรงกลับบ้านแล้วเอาเจลมาให้พ่อแม่ทันที ผมรู้สึกโชคดีที่พ่อกับแม่ก็ให้ความร่วมมือในการป้องการด้วย ผมรีบตรงไปที่ทำงาน
สิ่งที่เจอและคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเจอแน่ๆ โซนอาหารแห้ง โซนยารักษาโรค ทุกๆโซนทุกๆชั้นมีป้ายเขียนเหมือนกันหมด '' ขออภัยสินค้าหมดจากสต๊อกชั่วคราว '' ป้ายแดงแปะเต็มไปหมดหรือว่านี้เป็นสัญญาแรกของความโกลาหล