สวัสดีคะ นานๆมาทีมา ช่วยกันอ่านหน่อยแล้ว อิอิ ช่วงนี้อยู่บ้าน เลยเขียนเพิ่มสักกระทู้สองกระทู้เนอะ เพิ่มสิ่งที่ทำขึ้นอีกสักอย่าง จะได้หมดวันเร็วขึ้น ไม่ได้เบื่อนะ แค่หากิจกรรมทำ
ตอนนี้อยู่ที่ประเทศเยอรมันนีคะ ประเทศที่มีผู้ติดเชี้อโคโรน่าไวรัส เป็นอันดับ 5 ของโลก และยังมีผู้ติดเชื่อใหม่เพิ่มขี้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่ตรงไหนเหมือนกัน ในระยะเริ่มต้อนที่เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการระบาดของไวรัส คนเยอรมันส่วนใหญ่ (รวมถึงสามีอีฉันด้วย) มองว่าเป็นแค่โรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และบอกว่าปกติแล้ว ช่วงนี้ของปี (หมายถึงช่วงหน้าหนาว) ก็มีคนตายด้วยไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องกลัว ส่วนตัวเราก็ เออ............. จริงดิ บอกให้ใส่หน้ากาก ก็ไม่ใส่ และคนที่นี่ไม่ตื่นตัว ใดๆๆ ใช้ชีวิต ชิวเวอร์
หลังจากที่มีผู้ติดเชื่อรายแรก พบที่ บาเยิน คนก็เริ่มตื่นตัวเล็กน้อย คนเริ่มซื้อ หน้ากาก เจลล้างมือ และยังคง คอนเซป เดิม ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ คนเอเชีย ย้ำว่า คนเอเชีย ไม่ใช่แค่คนจีน คนเริ่มมอง ด้วยสายตาแปลกๆ เอาจริงเค้าแยกไม่ออกว่านี่ ไทย จีน ฟิลิปิน เวียดนาม หรือใดๆ เค้าเหมารวมกันหมดว่าคือคนจีน แม้ว่า ตัวอีฉันเอง จะผิวออกเหลือง ตามสไตล์สาวเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ตาสองชั้น หัวออกส้มๆ ก็คือคนจีนในสายตาพวกเขาอยู่ดีแต่เรายังใช้ชีวิตปกติ แค่ระวังตัวเพิ่ม
มาถึงตอนที่มันเริ่มลามไปทั่ว เริ่มมี ผู้ติดเชื้อจากหลักสิบ เป็นหลักร้อย และเริ่มเป็นหลักพัน หลักหมื่นและหลายหมื่น ก่อนที่รัฐบาลของเยอรมันจะออกมามีมาตรการต่างๆ ตอนนั้นคือเราไปทำงาน (เราทำงานนวดไทยนะ) และเริ่มต้องไปเรียนภาษาตามที่รัฐกำหนด เราต้องเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ ตลอด ทุกคนจะมองมาที่เราด้วยสายตาประมาณ เรามีเชื้อ บางคนเดินหนี บางคนยกมือ ใช้คอเสื้อ หรือผ้าพันคอขึ้นปิดจมูก แม้กระทักควักเจลออกมาล้างมือทันทีที่เห็นเรา เราไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่เรายอมรับและต้องอดทนกับสิ่งที่เราเห็นและพยามไม่ใส่ใจ พยามคิดบวกมากๆๆๆๆๆๆๆ ว่าไม่เป็นไรเค้ากลัวไม่แปลก แต่มันก็มากขึ้นทุกที แล้วเราจะรู้สึกหงุดหงิดที่บางที รถไฟแน่น แต่ไม่มีใครนั่งตรงข้ามกับเราหรือเข้าใกล้เราเลย และถึงขึ้นมีคนเรียกเรากับเพื่อน ว่าโคโรน่า ไวรัส โคโรน่า ไวรัส และเมื่อไหร่ที่เค้าเห็นหน้าเรา เค้าจะต้องเอาหัวข้อเรื่องไวรัสขึ้นมาคุยในทันที หลายคนอาจบอกว่าไม่ต้องสนใจสิ บอกเลยว่าพยายามทำแล้ว แต่คนที่บางคนเขาก็พยายามทำให้เรารู้ว่าเค้าคิดยังไงกับเรา
ยอมรับคะว่าแอบจิตตก ยิ่งสถานะการณ์มีผู้ติดเชื้อมากเท่าไหร่ เรารู้สึกว่าเรายิ่งจิตตก เอาจริง ถามว่าเรากลัวไวรัสไหม เราก็กลัว แต่เราก็ป้องกันตัวเอง แต่เราจิตตก กับการที่คนมองเรา ทำท่ารังเกียจเรามากกว่า แต่สักพัก เราเริ่มอืม จะมัวจิตตกกับคนอื่นทำใม เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราบังคับความคิดใครไม่ได้ แต่ ฉัน เปลี่ยนความคิดเราเองได้ เวลาใครมองเรา เราก็จะมองกลับเอียงหัวเล็ก (ไม่เชิงหาเรื่องนะ) ทำท่าสังสัย ประมาณมองอะไรจ๊ะ หรือถ้าไม่มีใครมานั่งด้วย ก็คิดว่าก็ดี นั่งไกลกัน จะได้ไม่ติดจากใคร เราไม่ได้ใส่หน้ากาก แต่เราพยามล้างมือ และพยามจับสิ่งของในที่สาธารณะให้น้อย พยามเอามือซุกกระเป๋า และเดินให้ห่างคน และไม่ว่าใครจะยังไง หลังลงรถ ล้างมือ ด้วยเจล หรือ พวกทิชชู่เปียก มันก็ทำให้เราเริ่มดีขึ้นและชินเพราะคนพวกนี้เลือกที่จะกลัวคนเอเชีย แต่ไม่ป้องกันอะไรเลย (แต่ขนซื้อกันจนหาไม่ได้ ไม่รู้จะเอาไว้ใช้ตอนไหนกัน)
หลังจากผู้ติดเชื้อทะลุหมื่น ซี่งเราอยู่ในรัฐ NRW ซึ่งเป็นรัฐที่มีผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับหนึ่ง ของเยอรมัน (แต่ตอนนี้บาเยินแซงไปแว้ว) รัฐบาลก็ประกาศสั่งปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านค้า เราหยุดเรียน และหยุดไปทำงาน ตั้งแต่ 18 มีนา (อันนี้ปิดทั่วประเทศนะ) เราอยู่บ้านสวยๆ ไป (แต่สามีเรายังไปทำงาน เพราะงานของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนมากนัก) ในช่วงแรกๆที่สั่งปิด ด้วยความว่าตอนนี้เยอรมันนี้ กำลังเข้าสู่ฤดูใบใม้ผลิ อากาศเริ่มอุ่นและเริ่มมีแดด คนเยอรมันนีขอบมาก จะออกไปปิคนิก เดินเล่นท่ามกลางแสงแดดในสวนสาธารณะกันจ้า (คือแบบ....เค้าให้หยุดอยู่บ้าน) จนรัฐต้องออกมาตรการใหม่ โดยบอกว่า ห้ามอยู่ด้วยกันเกินสองคน ถ้ามากกว่านั้นต้องเป็นคนครอบครัวเดียวกัน และออกมาได้แค่ซื้อของกินของใช้ และอยู่ในทีสาธารณะ ต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1.5 เมตร มีการจำกัดการเข้าไปซื้ออาหารในซุปเปอร์มาเก็ต (เราจำไม่ได้ เขากำหนด กี่ตารางเมตรต่อกี่คน) มีคนออกมา คนใหม่ถึงเข้าไปได้ ห้ามไปเยี่ยมคนแก่ตามบ้านพักคนชรา และยังไม่บังคับให้ใส่หน้ากาก แต่ใส่ได้ ถ้าจะใส่ให้ใส่หน้ากากผ้า เพิ่อไม่ให้เราน้ำเชื้อไปแพร่ให้คนอื่น (แต่มีบางรัฐบางเมืองบังคับให้ใส่)
มารตราการที่ว่ามานั้น ทุกคนทำตามโดยทั่วกันใช่ใหม ..... ตอบเลยว่าไม่ใช่ คนเยอรมัน ก็เหมือนคนทั่วโลก คือมีพวกไม่ทำตามกฏ ซึ่งถ้าตำรวจเห็น คุณต้องเสียค่าปรับ (ตั้งแต่ 200 ถึง 25,000 ยูโรเลยที่เดียว) หรืออาจได้นอนคุก (ไม่แน่ใจว่าติดคุกกี่เดือน) ได้เลยนะ แต่เอาจริงส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตัวเราเอง ออกจากห้องแค่อาทิตย์ ละ 1-2 ครั้งเท่านั้นหรือไม่ออกเลย เพื่อซื้ออาหาร หรือยามจำเป็น ซึ่งจากความรวมมือนี้ ทำให้เริ่มมีอัตราผู้ติดเชื้อน้อยลง
อัตราผู้รักษาหายเพิ่มขึ้นเรี่อยๆ แม้อัตราการเสียชีวิต ยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้สูงอายุ แต่เรายังคงเชื่อมันในระบบการรักษาพยาบาล ระบบสุขภาพของที่นี่ และทำตามที่รัฐบาลประกาศ เราเชื่อว่าไม่นาน สถานะการจะดีขึ้นตามลำดับ
โดยส่วนตัวเรากลัว แต่ไม่ถึงขั้นแตกตื่น เราตุนอาหารพอสมควร ถ้าหมดออกไปซื้อใหม แค่พยามยามออกไปให้น้อยที่สุด กระดาษทิชชู เจลล้างมือ และหน้ากาก ยังคงหาซื้อได้ยาก และมีระค่าสูงขึ้น แต่เราก็พอมีสำหรับสามีที่ต้องออกไปทำงาน ออกไปข้างนอก ยังมีคนมองและยกมือ หรือใดๆ ขี้นปิดจมูกเหมือนเดิม แต่เราเริ่มคิดว่า ก็แล้วแต่ ตอนนี้ คือเป็นหว่งแม่และครอบครัวที่ไทย หวังว่าคงไม่ต้องฟังข่าวว่ามีคนในครอบครัวติดเชื้อหรือไม่สบาย ยังไงก็ให้ทุกคนที่อ่านมาถึงบันทัดนี้ สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย ไม่ว่าจากอะไรก็ตาม อยู่บ้านเพื่อไม่ให้ตัวเองรับเชื้อ หรือไปแพร่ให้คนอื่นนะ
ปล. 1 เพื่อนเรา หน้าตาเหมือนคนจึน มีคนแก่มาดักหน้าล้านขายของเอเชีย และด่า ไล่ และเจอคนเยอมันว่าอย่ามาเข้าใกล้ฉันนะ ฉันกลัว (คือกรูก็ต้องกลัวใหม) หรือบางคนที่ใส่หน้ากากแรกๆ มีคนว่า คนด่า หาว่าป่าย อะไรทำนองนี้ ซึ่งเรายังไม่โดนอะไรทำนองนี้ ถือว่ายังโชคดี
ปล. 2 . ใครอยากติดตามข่าวสารการติดเชื้อ หรือ ระบบการช่วยเหลือของรัฐบาลเยอรมันนี หรืออื่นๆ เพื่อเป็นความรู้ ไปตามแฟนเพจ พ่อบ้านเยอรมัน หรือ No Fake News by อินทรีล่าสาร สาระดีๆ เยอะ เลย
สวัสดีคะ
มันเป็นยังไงนะ เมื่อไวรัสระบาดในเยอรมัน
ตอนนี้อยู่ที่ประเทศเยอรมันนีคะ ประเทศที่มีผู้ติดเชี้อโคโรน่าไวรัส เป็นอันดับ 5 ของโลก และยังมีผู้ติดเชื่อใหม่เพิ่มขี้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะไปหยุดที่ตรงไหนเหมือนกัน ในระยะเริ่มต้อนที่เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการระบาดของไวรัส คนเยอรมันส่วนใหญ่ (รวมถึงสามีอีฉันด้วย) มองว่าเป็นแค่โรคไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และบอกว่าปกติแล้ว ช่วงนี้ของปี (หมายถึงช่วงหน้าหนาว) ก็มีคนตายด้วยไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องกลัว ส่วนตัวเราก็ เออ............. จริงดิ บอกให้ใส่หน้ากาก ก็ไม่ใส่ และคนที่นี่ไม่ตื่นตัว ใดๆๆ ใช้ชีวิต ชิวเวอร์
หลังจากที่มีผู้ติดเชื่อรายแรก พบที่ บาเยิน คนก็เริ่มตื่นตัวเล็กน้อย คนเริ่มซื้อ หน้ากาก เจลล้างมือ และยังคง คอนเซป เดิม ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ คนเอเชีย ย้ำว่า คนเอเชีย ไม่ใช่แค่คนจีน คนเริ่มมอง ด้วยสายตาแปลกๆ เอาจริงเค้าแยกไม่ออกว่านี่ ไทย จีน ฟิลิปิน เวียดนาม หรือใดๆ เค้าเหมารวมกันหมดว่าคือคนจีน แม้ว่า ตัวอีฉันเอง จะผิวออกเหลือง ตามสไตล์สาวเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ตาสองชั้น หัวออกส้มๆ ก็คือคนจีนในสายตาพวกเขาอยู่ดีแต่เรายังใช้ชีวิตปกติ แค่ระวังตัวเพิ่ม
มาถึงตอนที่มันเริ่มลามไปทั่ว เริ่มมี ผู้ติดเชื้อจากหลักสิบ เป็นหลักร้อย และเริ่มเป็นหลักพัน หลักหมื่นและหลายหมื่น ก่อนที่รัฐบาลของเยอรมันจะออกมามีมาตรการต่างๆ ตอนนั้นคือเราไปทำงาน (เราทำงานนวดไทยนะ) และเริ่มต้องไปเรียนภาษาตามที่รัฐกำหนด เราต้องเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ ตลอด ทุกคนจะมองมาที่เราด้วยสายตาประมาณ เรามีเชื้อ บางคนเดินหนี บางคนยกมือ ใช้คอเสื้อ หรือผ้าพันคอขึ้นปิดจมูก แม้กระทักควักเจลออกมาล้างมือทันทีที่เห็นเรา เราไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่เรายอมรับและต้องอดทนกับสิ่งที่เราเห็นและพยามไม่ใส่ใจ พยามคิดบวกมากๆๆๆๆๆๆๆ ว่าไม่เป็นไรเค้ากลัวไม่แปลก แต่มันก็มากขึ้นทุกที แล้วเราจะรู้สึกหงุดหงิดที่บางที รถไฟแน่น แต่ไม่มีใครนั่งตรงข้ามกับเราหรือเข้าใกล้เราเลย และถึงขึ้นมีคนเรียกเรากับเพื่อน ว่าโคโรน่า ไวรัส โคโรน่า ไวรัส และเมื่อไหร่ที่เค้าเห็นหน้าเรา เค้าจะต้องเอาหัวข้อเรื่องไวรัสขึ้นมาคุยในทันที หลายคนอาจบอกว่าไม่ต้องสนใจสิ บอกเลยว่าพยายามทำแล้ว แต่คนที่บางคนเขาก็พยายามทำให้เรารู้ว่าเค้าคิดยังไงกับเรา
ยอมรับคะว่าแอบจิตตก ยิ่งสถานะการณ์มีผู้ติดเชื้อมากเท่าไหร่ เรารู้สึกว่าเรายิ่งจิตตก เอาจริง ถามว่าเรากลัวไวรัสไหม เราก็กลัว แต่เราก็ป้องกันตัวเอง แต่เราจิตตก กับการที่คนมองเรา ทำท่ารังเกียจเรามากกว่า แต่สักพัก เราเริ่มอืม จะมัวจิตตกกับคนอื่นทำใม เราไม่ได้ทำอะไรผิด เราบังคับความคิดใครไม่ได้ แต่ ฉัน เปลี่ยนความคิดเราเองได้ เวลาใครมองเรา เราก็จะมองกลับเอียงหัวเล็ก (ไม่เชิงหาเรื่องนะ) ทำท่าสังสัย ประมาณมองอะไรจ๊ะ หรือถ้าไม่มีใครมานั่งด้วย ก็คิดว่าก็ดี นั่งไกลกัน จะได้ไม่ติดจากใคร เราไม่ได้ใส่หน้ากาก แต่เราพยามล้างมือ และพยามจับสิ่งของในที่สาธารณะให้น้อย พยามเอามือซุกกระเป๋า และเดินให้ห่างคน และไม่ว่าใครจะยังไง หลังลงรถ ล้างมือ ด้วยเจล หรือ พวกทิชชู่เปียก มันก็ทำให้เราเริ่มดีขึ้นและชินเพราะคนพวกนี้เลือกที่จะกลัวคนเอเชีย แต่ไม่ป้องกันอะไรเลย (แต่ขนซื้อกันจนหาไม่ได้ ไม่รู้จะเอาไว้ใช้ตอนไหนกัน)
หลังจากผู้ติดเชื้อทะลุหมื่น ซี่งเราอยู่ในรัฐ NRW ซึ่งเป็นรัฐที่มีผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับหนึ่ง ของเยอรมัน (แต่ตอนนี้บาเยินแซงไปแว้ว) รัฐบาลก็ประกาศสั่งปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านค้า เราหยุดเรียน และหยุดไปทำงาน ตั้งแต่ 18 มีนา (อันนี้ปิดทั่วประเทศนะ) เราอยู่บ้านสวยๆ ไป (แต่สามีเรายังไปทำงาน เพราะงานของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนมากนัก) ในช่วงแรกๆที่สั่งปิด ด้วยความว่าตอนนี้เยอรมันนี้ กำลังเข้าสู่ฤดูใบใม้ผลิ อากาศเริ่มอุ่นและเริ่มมีแดด คนเยอรมันนีขอบมาก จะออกไปปิคนิก เดินเล่นท่ามกลางแสงแดดในสวนสาธารณะกันจ้า (คือแบบ....เค้าให้หยุดอยู่บ้าน) จนรัฐต้องออกมาตรการใหม่ โดยบอกว่า ห้ามอยู่ด้วยกันเกินสองคน ถ้ามากกว่านั้นต้องเป็นคนครอบครัวเดียวกัน และออกมาได้แค่ซื้อของกินของใช้ และอยู่ในทีสาธารณะ ต้องอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1.5 เมตร มีการจำกัดการเข้าไปซื้ออาหารในซุปเปอร์มาเก็ต (เราจำไม่ได้ เขากำหนด กี่ตารางเมตรต่อกี่คน) มีคนออกมา คนใหม่ถึงเข้าไปได้ ห้ามไปเยี่ยมคนแก่ตามบ้านพักคนชรา และยังไม่บังคับให้ใส่หน้ากาก แต่ใส่ได้ ถ้าจะใส่ให้ใส่หน้ากากผ้า เพิ่อไม่ให้เราน้ำเชื้อไปแพร่ให้คนอื่น (แต่มีบางรัฐบางเมืองบังคับให้ใส่)
มารตราการที่ว่ามานั้น ทุกคนทำตามโดยทั่วกันใช่ใหม ..... ตอบเลยว่าไม่ใช่ คนเยอรมัน ก็เหมือนคนทั่วโลก คือมีพวกไม่ทำตามกฏ ซึ่งถ้าตำรวจเห็น คุณต้องเสียค่าปรับ (ตั้งแต่ 200 ถึง 25,000 ยูโรเลยที่เดียว) หรืออาจได้นอนคุก (ไม่แน่ใจว่าติดคุกกี่เดือน) ได้เลยนะ แต่เอาจริงส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตัวเราเอง ออกจากห้องแค่อาทิตย์ ละ 1-2 ครั้งเท่านั้นหรือไม่ออกเลย เพื่อซื้ออาหาร หรือยามจำเป็น ซึ่งจากความรวมมือนี้ ทำให้เริ่มมีอัตราผู้ติดเชื้อน้อยลง
อัตราผู้รักษาหายเพิ่มขึ้นเรี่อยๆ แม้อัตราการเสียชีวิต ยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้สูงอายุ แต่เรายังคงเชื่อมันในระบบการรักษาพยาบาล ระบบสุขภาพของที่นี่ และทำตามที่รัฐบาลประกาศ เราเชื่อว่าไม่นาน สถานะการจะดีขึ้นตามลำดับ
โดยส่วนตัวเรากลัว แต่ไม่ถึงขั้นแตกตื่น เราตุนอาหารพอสมควร ถ้าหมดออกไปซื้อใหม แค่พยามยามออกไปให้น้อยที่สุด กระดาษทิชชู เจลล้างมือ และหน้ากาก ยังคงหาซื้อได้ยาก และมีระค่าสูงขึ้น แต่เราก็พอมีสำหรับสามีที่ต้องออกไปทำงาน ออกไปข้างนอก ยังมีคนมองและยกมือ หรือใดๆ ขี้นปิดจมูกเหมือนเดิม แต่เราเริ่มคิดว่า ก็แล้วแต่ ตอนนี้ คือเป็นหว่งแม่และครอบครัวที่ไทย หวังว่าคงไม่ต้องฟังข่าวว่ามีคนในครอบครัวติดเชื้อหรือไม่สบาย ยังไงก็ให้ทุกคนที่อ่านมาถึงบันทัดนี้ สุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วย ไม่ว่าจากอะไรก็ตาม อยู่บ้านเพื่อไม่ให้ตัวเองรับเชื้อ หรือไปแพร่ให้คนอื่นนะ
ปล. 1 เพื่อนเรา หน้าตาเหมือนคนจึน มีคนแก่มาดักหน้าล้านขายของเอเชีย และด่า ไล่ และเจอคนเยอมันว่าอย่ามาเข้าใกล้ฉันนะ ฉันกลัว (คือกรูก็ต้องกลัวใหม) หรือบางคนที่ใส่หน้ากากแรกๆ มีคนว่า คนด่า หาว่าป่าย อะไรทำนองนี้ ซึ่งเรายังไม่โดนอะไรทำนองนี้ ถือว่ายังโชคดี
ปล. 2 . ใครอยากติดตามข่าวสารการติดเชื้อ หรือ ระบบการช่วยเหลือของรัฐบาลเยอรมันนี หรืออื่นๆ เพื่อเป็นความรู้ ไปตามแฟนเพจ พ่อบ้านเยอรมัน หรือ No Fake News by อินทรีล่าสาร สาระดีๆ เยอะ เลย
สวัสดีคะ