หุ้นกลุ่มทีวี รับอานิสงส์รัฐจ่อเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง จริงหรือ?

กระทู้ข่าว

หลังจากประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศไทยเริ่มตั้งแต่วันนี้(3 เม.ย.63) หุ้นกลุ่มแรกๆที่นักลงทุนคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์ก็คือ "หุ้นกลุ่มสื่อทีวี" เพราะเรทติ้งก็น่าจะเพิ่มขึ้นหากประชาชนอยู่บ้านมากขึ้น ส่วนราคาหุ้นก็สะท้อนความคิดของนักลงทุนทันที เพราะมีหลายตัวที่นักลงทุนแย่งกันซื้อ จนราคาปรับขึ้นแรงตั้งแต่เปิดตลาดเลยทีเดียว
*** ยอดผู้ติดเชื้อไม่ลด อาจเพิ่มเคอร์ฟิวเป็น 24 ชั่วโมง หนุนหุ้นทีวีบวกทันที
วานนี้(2 เม.ย. 63) พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แจ้งเรื่องการยกระดับมาตรการในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติม โดยกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนนี้เป็นต้นไป ยกเว้นผู้มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทาง ได้แก่ บุคคลากรทางการแพทย์ การขนส่งเวชภัณฑ์ การขนส่งผู้ป่วย การขนส่งด้านพลังงาน และการขนย้ายประชาชนสู่พื้นที่ควบคุม เป็นต้น

ทั้งนี้ตลอด 1 สัปดาห์ หากมีตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิว ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ

ซึ่งบล.เอเอสแอล ได้ให้ความเห็นว่า จากการประกาศเคอร์ฟิวจะทำให้ประชาชนเปลี่ยนวิถีชีวิตกลับมาอยู่ที่บ้านมากขึ้น เพื่อหยุดยั้งและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้นกิจกรรมการดูละคร ทีวีโชว์ ในยามว่างคาดจะมีฐานคนดูเพิ่มมากขึ้น ทำให้ เรทติ้งของแต่ละช่องเพิ่มขึ้น

*** WORK - BEC ราคาหุ้นบวกตอบรับ
ซึ่งก็ดูเหมือนว่านักลงทุนจะมองไปทางเดียวกันเสียด้วย เพราะราคาหุ้นกลุ่มทีวี ที่มีปริมาณการซื้อขายปกติปรับขึ้นมาเกือบทันที

บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK ดีดขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเช้านี้ถึง 7.50 บาท พุ่งไปถึง +11.94% ทำนิวไฮรอบ 3 ปดาห์ ก่อนปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 7.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.35 บาท หรือ 5.22% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 262.82% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า 

รองลงมาคือ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบเช้าที่ 3.56 บาท หรือ +7.22% ปิดตลาดรอบเช้าไปที่ 3.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.41% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 124.57% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า

*** แต่! ยังมีอีกหลายตัวที่ราคาร่วง
หุ้นทีวีที่ราคาหุ้นร่วงก็คือ บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO โดยลงไปทำจุดต่ำสุดของรอบเช้าที่ 1.52 บาท ก่อนมาปิดตลาดที่ 1.53  บาท ลดลง 0.04 บาท หรือ -2.55%
รองลงมาก็คือ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ที่แม้ปัจจุบันจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มสื่อแล้ว แต่ก็ยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสื่ออยู่เหมือนกัน เช้านี้ลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 8.60 บาท ก่อนมาปิดตลาดที่ 8.65 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ -2.81% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 160.56% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า

ทำไมถึงมีหุ้นกลุ่มทีวีที่ยังปรับตัวลง หากเคอร์ฟิวทำให้ประชาชนเปิดทีวีมากขึ้น ?

*** นักลงทุนอาจคิดผิดว่าหุ้นกลุ่มนี้ได้ประโยชน์! 
หากวิเคราะห์เร็วๆดูเหมือนว่าการอยู่ในบ้านมากขึ้น น่าจะทำให้อัตราการรับชมทีวีเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่จากรายงานตัวเลขเรทติ้งจากนีลเส็นพบว่า ตัวเลขผู้ชมทีวีดิจิทัลในเดือน มี.ค.63 เพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ 3 เพิ่มขึ้น 3.8% จากสัปดาห์ก่อนหน้า มีปัจจัยจากการเริ่มปิดพื้นที่เสี่ยงและเริ่ม Work from home ในหลายหน่วยงาน คาดว่าสัปดาห์ถัดไปตัวเลขเรทติ้งยังคงค่อยๆเพิ่มขึ้นไม่ได้รวดเร็ว หลังมีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน และจำนวนผู้ชมจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เพราะรายการกีฬาที่มีเรตติ้งดี อย่างเช่น ฟุตบอลและมวย ถูกเลื่อนการแข่งขันออกไป รวมทั้งหลายช่องลดต้นทุนในช่วงนี้ด้วยการออกอากาศรายการรีรันมากขึ้น ทำให้ความน่าสนใจในการรับชมทีวีลดลง ผู้ชมจึงเลือกรับสื่อออนไลน์ที่มีทางเลือกหลากหลายมากกว่า  
ดังนั้นแม้ตัวเลขเรทติ้งจะดูดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ในแง่ของเม็ดเงินโฆษณาที่ใช้ในสื่อทีวีไม่น่าจะได้รับผลบวกมากนัก เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้อยู่ในบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย สินค้าที่ผู้บริโภคจะใช้จ่ายในช่วงนี้มีเพียงสินค้าจำเป็น เชื่อว่าภาพธุรกิจทีวีไม่ได้เปลี่ยนแปลง

หุ้นกลุ่มทีวีที่ศึกษา คือ WORK และ RS ทั้งสองช่องมีเรทติ้งเพิ่มขึ้นจาก Work from home เช่นเดียวกัน แต่มองว่า WORK ความน่าสนใจในการเข้าลงทุนยังมีน้อยกว่า เนื่องจากรายได้หลักคือรายได้โฆษณา ซึ่งรายการใหม่ที่ใส่เพิ่มเข้าไปในไตรมาส 1/63 ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง  
ส่วน RS แม้กำลังซื้อจะชะลอตัวลง แต่เชื่อว่าการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านจะช่วยเพิ่มโอกาสของธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง คาดกำไร 1/63 คาดเติบโต QoQ และ YoY จากการเริ่มขายสินค้าบนช่อง Amarin ตั้งแต่เดือน ก.พ.63 และเตรียมเพิ่มพาร์ทเนอร์อีก 1 ช่อง และมีรายได้อื่นๆจากการจัดคอนเสิร์ต D2B lnfinity 2020 ในวันที่ 16 ก.พ.63 อีกทั้งมีรายได้ขายลิขสิทธิ์ละครและเพลงเพิ่มเข้ามาราว 60 - 80 ล้าน จากที่ไม่มีในช่วงก่อนหน้า

คงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มทีวี "น้อยกว่าตลาด" แนวโน้มครึ่งปีแรกอ่อนตัวไม่มีปัจจัยบวก มีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของ โควิด-19 กดดันราคาหุ้นต่อเนื่อง แนะนำ Selective Buy เลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์และคาดว่าสามารถเติบโตได้ในภาวะแบบนี้เพราะมีธุรกิจขายสินค้า คือ RS ราคาเหมาะสม 13 บาท ส่วนหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่มแนะนำให้ Wait & see เท่านั้น

หากนักลงทุนรีบกดซื้อหุ้นทีวีไป เพราะยังยึดติดกับบรรยากาศเคอร์ฟิวแบบเก่าๆ ที่ประชาชนจะต้องอยู่บ้านนั่งกดรีโมทดูทีวีล่ะก็ ขอให้คิดใหม่ทำใหม่เสีย เพราะช่องทางในการรับชมสื่อปัจจุบันหลากหลายมากกว่าในอดีตอย่างเทียบไม่ติด และเข้าถึงทุกวัยทุกระดับรายได้ด้วย การหยุดอยู่บ้านในปี 63 ธุรกิจทีวีจึงไม่ใช่ธุรกิจที่สามารถเหวี่ยงแหสั่วๆ มาจับผู้บริโภคได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งหากนักลงทุนพิจารณาเป็นรายตัวไปก็จะพบว่าดูไม่ดีสักตัวเลยในตอนนี้!
**อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่==>> http://www.efinancethai.com/HotStocks/HotStockMain.aspx?release=y&id=WVhHUnFtZVlaQ2s9

--------------------------
สำนักข่าว efinanceThai ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นได้ที่นี่ 
Website : https://www.efinancethai.com 
Facebook : https://www.facebook.com/efinanceThaiTV/ 
Facebook : https://www.facebook.com/efinanceThai/ 
lTwitter : @eFinanceThai 
IG : @efinancethai_official 
line : @efin
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่