รสชาติความเป็นคน... EP. 4

กระทู้สนทนา
อมยิ้ม35วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563 เวลา 23.07 น. ในยามที่สถานการณ์บ้านเมือง ณ ปัจจุบัน ที่คนทั้งโลกต้องประสบและพบเจอ ไหนจะภาวะการชะลอตัวทางด้านเศรษฐกิจ (Economic slowdown) ก็ยังมีโรคร้ายที่ทำให้คนถึงกับต้องเจ็บป่วย หรือเสียชีวิต เมืองแทบจะล้าง จนสามารถนอนกลิ้งบนท้องถนนได้ แทบจะไม่ต่างอะไรจากประเทศนิวซีแลนด์ ที่ร้านค้าส่วนมากปิดเวลา 18.00 น. แล้วเมืองก็จะสงบ ไร้ซึ่งความวุ่นวาย การระวังและป้องกันโรคะร้ายชนิดเบื้องต้น นำมาซึ่งแฟชั่นใหม่ กับการมี mask ที่สวยๆ ปิดจมูก และปิดปาก อีกหน่อยก็คงจะถูกผลิตออกมาหลายหลากสี หลากหลายสไตล์ และคงจะเรียกได้ว่า say goodbye to lipstick ได้เลยมั้งครับ ผมเองก็ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง Every country in the world would have encountered with the same situation.  Believe it or not, but the time has come and it is now happening in the world of reality.  Most importantly, people are now struggling and suffering from what it has been causing, i.e., generating a harmful effect that has led to a lot of negative consequences. ผมเลยต้องกลับมานั่งคิดว่า ถ้าจะเขียนเล่าถึงเรื่องราวของตนเองต่อไป จะมีผู้คนสนใจมานั่งอ่านหรือไม่ แต่ในเมื่อออกจากบ้านไม่ได้ ก็เลยเลือกที่จะตัดสินใจเขียน เพราะมันก็คือหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถทำได้ภายในบ้าน
          หลังจากได้กล่าวทิ้งไว้ตามความเดิมตอนที่แล้วว่า ชีวิตของผมตอนนั้นก็เป็นเด็ก American คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่าง adventurous จริงๆ ขณะนั้น ผม น้องสาว และคุณพ่อ เราเช่าอพาร์ทเม้นท์ที่ชื่อว่า Cardinal Court ซึ่งอยู่ในเมือง Bloomington-Normal ในมลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งคนไทยไม่ใช่น้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ และที่นี่เอง ทำให้ผมได้เห็นและทราบว่า ใครที่มาแล้วมีความตั้งใจ ความแน่วแน่ และมีเจตนารมณ์ที่จะมาเรียนต่อเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างแท้จริง หรือใครแค่มาเรียน เพื่อขอให้ได้เรียน จนขึ้นชื่อว่าเด็กนอก เพราะได้ผ่านการศึกษาจากเหล่าสถาบันของเมืองนอกเมืองนา จริงๆแล้ว พื้นที่หรือบริเวณที่ผมอาศัยอยู่ขณะนั้นก็เป็นเพียงแค่ community เล็กๆ เพราะฉะนั้น ถ้าผมจะบอกว่าผมไม่รู้จัก หรือไม่ได้พูดคุยกับคนไทยด้วยกันเลย มันก็คือการโกหกแบบ 100% ใช่ ผมรู้จัก ผมพูดคุย เพียงแต่ผมไม่ได้มีความสนิทสนมกับใครเป็นพิเศษในช่วงแรกๆ
          บังเอิญผมนึกขึ้นมาได้ว่าเรื่องนี้ ผมจำเป็นจะต้องเล่า เพื่อเป็นข้อมูล และอาจนำมาซึ่งประโยชน์ให้กับผู้อื่น ก่อนที่ผมจะลืม ด้วยใจความที่ว่า คุณพ่อผม ผู้ซึ่งมีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐานของชาว American ต่อปี (ซึ่งผมเองก็ต้องขอโทษด้วยว่าตัวเลขที่แน่ๆผมจำไม่ได้จริงๆ) พวกเราจึงได้รับสิทธิ์ และมีสวัสดิการ หรือ welfare พิเศษ ซึ่งทุกๆเดือน เราสามารถไปรับอาหารดิบจากทางภาครัฐ เพื่อมาประกอบอาหาร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดใด (ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าก็คงน่าจะมีอยู่เหมือนเดิม ถ้าใครมีเพื่อนก็ลองสอบถามดู หรือใช้ search engine ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะได้ทราบถึงข้อมูลนะครับ) ด้วยความเป็นอยู่แบบเรียบๆง่ายๆ เราทั้ง 3 คนก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเช่นกัน ไม่ได้เหนือไปกว่าใครเป็นพิเศษ แต่ในทางกลับกันอาจจะแย่กว่าเสียด้วยซ้ำ โดยลำพังแล้วตัวคุณพ่อเอง ท่านก็ไม่ได้มีเวลามากนัก ซึ่งไหนจะต้องเรียน ไหนจะต้องสอน พวกเราจึงมีบทบาท และหน้าที่ที่ต้องแบ่งแยกกัน ซึ่งคุณพ่อมีหน้าที่ประกอบอาหาร ผมเองมีหน้าที่เก็บกวาด ล้างจาน ล้างชาม ทำความสะอาด จัดข้าวของให้เป็นระเบียบ ส่วนน้องสาวมีหน้าที่ในการล้างและทำความสะอาดห้องน้ำ และนำผ้าไปซัก ผมเองโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบหรือรักในการตกแต่งบ้าน ชอบมองเห็นอะไรที่ดูสวยหรู งามตา และที่สำคัญคือการรักความสะอาด ซึ่งจัดได้ว่ามาเป็นอันดับที่หนึ่ง ผมเองเวลาออกไปห้างสรรพสินค้า ก็อยากได้โน่น อยากได้นี่ มากมายเต็มไปหมด เพื่อมาตกแต่งอพาร์ทเม้นท์ แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด ก็ทำให้ต้องหน้าหงิกหน้างอกลับออกมาทุกครั้งไป เพราะสิ่งที่อยากได้แต่ละชิ้น มันแพงเกินกำลังซื้อของพวกเรา ซึ่งจริงๆแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีความจำเป็นอะไรมากมาย ถ้ามีก็ดี แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่เสียหาย โดยห้างสรรพสินค้าหลักที่เราๆรู้กันอยู่ก็มี Walmart, Target และ Best Buy 
          กับการเป็นเด็กนักเรียนต่างชาติคนหนึ่ง ขณะที่ American culture ได้หล่อหลอมจนผมเกือบจะลืมไปแล้วว่าผมเป็นคนไทย และด้วยความเป็นเด็ก ผมมีความรับผิดชอบเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือการเรียน ส่วนเวลาที่เหลือ หลังเลิกเรียนเวลา 14.00 น. ซึ่งจริงๆควรที่จะเป็นช่วงเวลาที่ผมฟรี ได้ไปเที่ยวเล่น และ socialize กับเพื่อนๆ แต่ผมกลับต้องเดินไปด้านหลังของโรงเรียน ซึ่งตรงนั้นมีโบสถ์นิกาย Lutheran อยู่ คุณพ่อฝากผมและน้องสาวไว้กับ Pastor Brian ผมต้องศึกษาคัมภีร์ไบเบิล ตั้งแต่ Genesis, The Old Testament จนถึง The New Testament ผมนั่งเรียนอยู่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ของแต่ละวัน และที่สำคัญคือตัวผมเองเวลาอ่านไบเบิล จะต้อง read out loud over and over again เพื่อเป็นการฝึกสำเนียงอเมริกัน ผมยอบรับนะครับว่า ผมอึดอัดมาก นั่งเรียนนั่นก็นั่งเรียนจริง แต่ใจหรือครับ เตลิด เพริดไปหมดแล้ว เพียงแต่ผมไม่ได้พูดหรือบอกให้ใครฟัง นอกเสียจากซ่อนความรู้สึกไว้ข้างใน และที่สำคัญทุกๆวันอาทิตย์ ผมก็ต้องไป Church เพื่อ attend service อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ว่า ในดีมีร้าย แต่ในร้ายก็มีดี ครับ เจตนารมณ์ของคุณพ่อในการทำแบบนั้น เพื่อเป็นการให้ลูกทั้งสองคนได้ซึมซับภาษาอังกฤษที่เร็วขึ้น กอปรกับความรู้ที่ได้รับเพิ่ม เวลาเรานั่งดูหนัง อ่านนิยาย หรือ articles ซึ่งมีความเกี่ยวข้อง หรือใช้ศัพท์ที่มาจากไบเบิล เราจะเข้าใจและสนุกสนานกับมันมากขึ้น เพราะเรารู้ที่มาที่ไป และที่สำคัญคือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ทั้งวัยเดียวกัน และต่างวัย ได้ enjoy ไปกับการร้องเพลง นี่แหละครับ คือสิ่งที่คุณพ่อได้ปูทางไว้หมดอีกแล้วเช่นกัน
          ขณะนั้น ผมมีเพื่อนต่างชาติที่เข้ามาเรียนพร้อมกันกับผมคนหนึ่ง เขาเป็นคนไต้หวัน ซึ่งเขาและผมอายุเท่ากัน เขาทั้งหล่อ ทั้งสูง ถึงขั้นเรียกว่าถ้าแมวมองระดับต้นๆของเมืองไทยมาเจอ ก็จับไปเป็นดารา นายแบบโฆษณา ถ่ายแบบ หรือเดินแบบบน catwalk ได้เลย โดยไม่ต้องเพิ่งศัลยกรรม Filler หรือ Botox  แต่เสียอย่างเดียว คือ เขาไม่ค่อยพูด เอาแต่เงียบ และนิ่งเฉย ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้เราสองคนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในเมื่อเขาไม่พูด ผมก็พูด แต่ในทางกลับกันเขากลับเรียนเก่งมาก และจบการศึกษาจาก Stanford University ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หนึ่งใน America's Ivy League Universities และลึกลึกแล้ว บางครั้ง เราสองคนก็ไม่ค่อยจะถูกชะตากันซักเท่าไหร่หรอกนะครับ แต่เพื่อนยังไงก็คือเพื่อน เราเป็นนักเรียนต่างชาติ หรือระบุได้ว่าเป็นชาวเอเชียกันเพียงสองคน ในชั้นเรียนของเรา และแน่นอน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ Discrimination ซึ่งบางคนก็ยอมรับเราได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต่อต้านเราทั้งคู่ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการเรียนแล้ว เราสองคนนี่แหละก็แทบจะเป็นพระเจ้าของเพื่อนๆชาวอเมริกันอย่างจริงแท้แน่นอนเลยทีเดียว 
          การเดินทางไปและกลับจากอพาร์ทเม้นท์และโรงเรียน ผมและน้องสาว ไม่ได้ขึ้น School Bus แต่เราสองคนจะเดินไปด้วยกันในตอนเช้า ผ่าน stadium กับอากาศที่ค่อนข้างดี ไร้มลพิษ และมลภาวะ ด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ บางทีลมก็แรงมาก จนเราต้องจับต้นไม้ไว้ เพราะตัวจะปลิวไปตามสายลม (อันนี้พูดเรื่องจริงนะครับ ไม่ใช่เรื่องตลก) แต่ถ้าวันไหนหิมะตกอย่างหนักจนเดินไม่ได้ ผมและน้องสาวจะต้องลงมา scrape ice and snow off car และคุณพ่อก็จะขับรถพาเราไปส่งที่รงเรียน หลังจากผมได้ใช้ชีวิต totally as an American และอย่างที่บอก ผมมีเพื่อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆอย่างมากมาย แต่ถ้าถามถึงเพื่อนที่สนิทจริงๆแล้ว ผมมีเพียงแค่ 2 คน คือ Matthew และ Cristopher คือเรียกได้ว่ามีผมที่ไหน ก็จะมีอีก 2 คนอยู่ที่นั่นด้วยอย่างแน่นอน เมื่อความสนิทสนมที่นับวันยิ่งมากขึ้น ทำให้พวกเรายิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้วันหนึ่งทางครอบครัวของ Matthew ได้เชิญผมให้ไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านของเขา ร่วมโต๊ะกับคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวของเขา และเริ่มจากครั้งแรก จนกลายเป็นประจำ และกระทั่งบางคืน ผมเองก็ไม่ได้กลับอพาร์ทเม้นท์เสียซะด้วยซ้ำ พอรับประทานอาหารเสร็จ เล่นเกมส์ พอง่วงก็นอนที่บ้านเขาเลย ห้องนอนของเขาอยู่ในส่วน basement เตียงนอนของเขาก็จะเป็นเตียงนอน 2 ชั้น หรือที่เราๆเรียกกันว่า bunk bed เขาจะนอนเตียงชั้นบน และผมก็จะนอนเตียงชั้นล่าง ซึ่งแรกๆ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เราต่างคนก็ต่างแยกกันนอน (สมัยนั้นเราสวมแค่ men's underwear ไม่ได้ใส่ชุดนอนอย่างที่เมืองไทยสวมใส่กัน) ด้วยความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น intimacy ทั้งๆที่เราสองคนต่างคนก็ต่างนอนอยู่ในที่ของเราเอง แต่ซักพัก ไม่นานเขาก็จะกระโดดลงมาจากเตียงชั้นบน แล้วมานอนข้างผมบนเตียงด้านล่าง ซึ่งบางครั้งผมยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าเขาลงมานอนอยู่ข้างๆผมตอนไหน หรือตั้งแต่เมื่อไหร่ กว่าจะมารู้อีกทีก็เวลาที่ผมตื่นขึ้นมาแล้ว ผมตกใจนะ และออกที่จะรำคาญเสียด้วยซ้ำ เพราะลำพังเตียงก็เล็กอยู่แล้ว และทั้งๆที่เตียงของตัวเองก็มี แล้วมีเหตุผลใดที่จะต้องมานอนเบียดเสียดเยียดยัดกันบนเตียงเดียว จะลงมาเพื่ออะไร หรือเป็นเพราะว่าอากาศมันหนาว??? (ต้องเตือนผู้อ่านก่อนนะครับว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งความคิดความอ่าน มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างยุค '90s และ '20s) วันนี้ผมขอจบแค่นี้ก่อน รักษาเนื้อ รักษาตัว ดูแลสุขภาพตัวเองกันให้ดีดีนะครับ และคอยติดตามเรื่องของผมต่อใน Ep. หน้าครับ... God bless...
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่