[CR] [#Review] The Lighthouse - หนังที่เล่นกับจิตที่ถูกบีบให้หลอนไปด้วยสิ่งรอบตัว


บอกแล้วว่าช่วงนี้จะพยายามเก็บหนังที่อยากดู และเขียนรีวิวหนังถี่ๆ หน่อย เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมอยากดูมาก แต่ด้วยความที่มันเป็นหนังที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเอามากๆ แล้วก็ถูกนำเข้ามาฉายแค่ในโรงหนัง House สามย่าน แค่ที่เดียว ทำให้ไม่ได้มีโอกาสไปดูในโรงหนัง แต่ก็พยายามเสาะหาวิธีดูจนได้แหละ พอดูจบนี่ผมทึ่งกับจิตวิทยาที่หนังใส่เข้ามากับความหลอนของตัวละครเลยทีเดียว


หนังเล่าเรื่องของกะลาสีหนุ่ม เอเฟรียม วินสโลว์ ที่ต้องถูกส่งตัวมาเฝ้าประภาคาร อยู่เพียงลำพังสองคนกับกะลาสีผู้เฒ่าอย่าง โทมัส เวด ด้วยความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวของสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ความเงียบงัน ความโหดร้ายของทะเล และความประพฤติแปลกๆ ของ เวด ที่ไม่ยอมให้ใครขึ้นไปที่ยอดหอคอยประภาคารได้เลย ทำให้ชายหนุ่มอย่าง วินสโลว์ ต้องทนอยู่กับมันจนสติแตกกระเจิง และพยายามหาทางพิสูจน์ว่าบนยอดประภาคารมีอะไรกันแน่


หนังเลือกใช้ภาพขาวดำในการเล่าเรื่อง ซึ่งด้วยโทนของหนังและความลึกลับของเนื้อเรื่องแล้ว มันช่างทำให้หนังมันดูอึมครึมและน่าติดตามอย่างมาก แถมหนังยังใช้ภาพแบบอัตราส่วนกว้างยาว 1.19: 1 ซึ่งเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และให้อารมณ์หนังในยุค 70 ถ้าใครเคยได้ดูหนังสยองขวัญในยุคนั้น จะรู้สึกได้ถึงความลึกลับที่แปลกประหลาด ไม่รู้ผมรู้สึกไปเองคนเดียวรึเปล่า ด้วยมุมกล้องที่มันมีขีดจำกัดเรื่องพื้นที่ภาพ มันทำให้เรารู้สึกถุกบีบให้หวาดระแวงตลอดเวลาเมื่อภาพมันเคลื่อนไปตามจุดต่างๆ เพราะเราแทบจะมองไม่เห็นพื้นที่รอบๆ ของมุมกล้องนั้นเลย


นอกจากเรื่องโทนหนังและมุมกล้องแล้ว หนังบีบประสาทคนดูด้วยไดอะล็อกของตัวละครทั้งสองตัวที่ใส่กันไม่ยั้งตลอดเวลา ทั้งๆ ที่มีตัวละครแค่สองคน แต่ไดอะล็อกที่ถูกเขียนมากลับทำให้หนังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตัวละคร วินสโลว์ ที่เป็นชายลึกลับไม่มีที่มาที่ไป ก็พยายามบอกมุมมองตัวเองที่มีต่อประภาคารด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้า บวกกับความกดดันที่ถาโถมเข้าใส่จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้สุดท้ายก็ระเบิดออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนตัวละคร เวด ก็เป็นตัวละครที่ดูลึกลับ และบ้าคลั่งแบบไม่มีเหตุมีผล ซึ่งมีหลายซีนที่ทั้งสองต่อปากต่อคำกันอย่างรุนแรง ก็ทำให้คนดูนั่งลุ้นว่า เหตุการณ์ต่อเนื่องจะมีอะไรออกมา


ตัวหนังเองใส่จินตนาการที่บ้าคลั่งเข้าไปค่อนข้างเยอะมาก เนื่องจากหนังพยายามเล่นกับจิตวิทยาให้เห็นถึงคนที่ไม่มีที่พึ่งทางใจ และเต็มไปด้วยความเหงาและกดดันจากหลายๆ อย่างรอบตัว ดังนั้นเราจะเห็นหลายสิ่งหลายอย่างออกมาหลอนตัวละครแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย บวกกับ sound ประกอบที่ฟังยังไงก็หลอน และการการแสดงที่ยอดเยี่ยมของทั้ง Willem DaFoe และ Robert Pattinson ที่ระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทั้งสีหน้าแววตาและแอ็คติ้งที่สุดยอดทั้งคู่ ซีนที่ผมชอบที่สุดเป็นซีนที่แทบไม่มีอะไรเลย แค่คนสองคนถามกันไปมาว่า อะไร อะไร อะไร อะไร ซีนนี้สุดแบบบอกไม่ถูก 


หลายคนบอกหนังเรื่องนี้ต้องตีความ แต่ส่วนตัวผมว่ามันไม่ต้องตีความอะไรมากมายเลยนะ หนังมันใช้จิตวิทยาความกดดันจากสิ่งรอบๆ ตัวบีบให้คนที่โดนบีบค่อยๆ บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ซึ่งหนังทำได้เคลียร์แล้วล่ะ เพียงแต่ว่าในฉากจบที่พระเอกรู้ว่าอะไรอยู่บนยอด อันนั้นอาจจะต้องมานั่งตีความกันหน่อยว่าสรุปแล้วมันคืออะไร หรือพระเอกแค่หลอนไปเอง แต่รับรองว่าดูแล้วจะอึน และหลอนแบบแปลกๆ แน่ๆ

ฝากเพจหนังเล็กๆ ด้วยนะครับ  >>> https://www.facebook.com/DooNangGunMai/

ชื่อสินค้า:   The Lighthouse
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่