นักวิชาการติงรัฐไร้ประสิทธิภาพ ไม่ลงทุนดับไฟป่า ฮ.ขนกระป๋องน้ำ ร้อยเที่ยว แทบไม่ช่วย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2094659
ความคืบหน้าเหตุไฟป่าพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ยังอยู่ในภาวะวิกฤตต่อเนื่อง ติดต่อกันมานานหลายวัน โดยล่าสุด เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุไฟไหม้ป่า หลังวัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยเพลิงได้ลุกไหม้อย่างรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าดับไฟอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่สามารถคุมเพลิงได้
ผลจากปัญหาไฟป่า เป็นเหตุให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (pm2.5) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ทะลุถึง 1,000 มากสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้มีการประสานเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 กองทัพบกและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบรรทุกน้ำเข้าช่วยเหลือแต่ก็ยังไม่เบาบางลง
มีความเห็นจาก รศ.ดร.
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี นักวิชาการประจำภาควิชาสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีรายละเอียดดังนี้
“มีมิตรสหายมาถามหน้าวอลเกี่ยวกับการดับไฟป่าที่ไหม้ดอยสุเทพลุกลามกว้างขวางจนเข้าวันที่สามแล้วว่า เหตุใดจึงไม่ใช้เครื่องบินขนาดใหญ่พ่นน้ำเพื่อดับไฟ ดังเช่นในออสเตรเลียกับแคลิฟอร์เนีย”
นั่นน่ะสิ จะให้ตอบว่าอย่างไรดี แทนที่จะเอาเงินภาษีประชาชนไปถลุงกับเรือดำน้ำหลายหมื่นล้านบาท ที่ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรต่อประชาชน เหตุใดจึงไม่นำมาซื้ออุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาไฟป่า ที่เรื้อรังและลุกลามใหญ่โตกว้างขวางขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชียงใหม่
แม้ว่าปัญหาไฟป่าในออสเตรเลียกับไทย จะมีความต่างกันทั้งในแง่สเกล และระดับของความรุนแรง แต่นั่นไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปล่อยให้ปัญหาไฟป่าในเชียงใหม่ กลายเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น เพราะปัญหาที่แม้เกิดในระดับท้องถิ่นนี้ ได้ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่เป็นพิษทางอากาศสูงอันดับหนึ่งของโลกติดกันมายาวนานเป็นอาทิตย์
เมื่อหันไปดูว่ารัฐบาลออสเตรเลีย ทำอะไรบ้างในการรับมือกับปัญหาไฟป่า เราจะพบความแตกต่างที่เรียกได้ว่าระหว่างฟ้ากับเหว เพราะไม่เพียงที่ปัญหาไฟป่าจะถูกยกให้เป็นปัญหาระดับชาติเท่านั้น แต่รัฐยังทุ่มเททั้งงบประมาณ กำลังคน และเทคโนโลยี เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการผจญเพลิงนั้น คือ “ทหาร” ที่มากันทั้งสามเหล่าทัพ ในจำนวนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 8,000 นายทั่วประเทศนั้น มีทหารอยู่กว่า 3,000 นาย ทั้งทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผจญเพลิงอื่นๆ ไม่ได้ปล่อยให้งานดับเพลิง เป็นภาระของกรมอุทยานฯเพียงหน่วยงานเดียว
นอกจากทหารจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาไฟป่า (ที่ไม่ใช่เอาแต่ไปข่มขู่ชาวบ้านให้เลิกเผาป่าแบบบ้านเรา) แต่ร่วมกับประชาชนในการดับไฟป่าแล้ว รัฐยังลงทุนในด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ รัฐลงทุนซื้อเครื่องบินกว่า 500 ลำ ซึ่งทั้งหมดเป็น fire bombing/air tanker หรือเครื่องบินที่ใช้เพื่อดับเพลิงโดยเฉพาะ ที่จุน้ำ/โฟม/เจลดับเพลิง ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 44,000 ลิตร ไปจนถึง 15,142 ลิตร ที่มีไว้ทุ่มมวลน้ำขนาดใหญ่สำหรับดับเพลิงโดยเฉพาะ เฮลิคอปเตอร์ ก็เป็น fire bombing ที่สามารถทั้งบรรทุกคน เพื่อนำไปสู่จุดหมายในการดับเพลิง และทั้งบรรจุน้ำเป็นพันลิตร ซึ่งมีสมรรถนะในการดับเพลิงอย่างสูง ไม่ใช่ฮ.ที่ใช้โดยสาร แต่นำมาห้อยกระป๋องน้ำ บินแกว่งไปมาอย่างน่าเอน็จอนาถ นับร้อยเที่ยวอย่างบ้านเรา (โปรดคลิกเข้าไปดูรูปเพื่อจะได้เห็นภาพ)
ไฟป่าในออสเตรเลีย และไฟป่าที่ไหม้ดอยสุเทพ ต่างก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีมาเป็นเวลายาวนาน แต่ในขณะที่ในออสเตรเลียนั้น รัฐมีความจริงจังในการพัฒนาแนวทางในการจัดการกับปัญหาและลงทุนกับมัน ในเชียงใหม่นั้น หลายทศวรรษของปัญหาไฟป่า เรายังคงใช้ฮ.แบบเดิม อุปกรณ์ primitive ราคาถูกแบบเดิม ส่งคนเสี่ยงตายไปดับไฟ ที่ปราศจากหลักประกันความปลอดภัย และไร้ประสิทธิภาพในการดับเพลิง มิหนำซ้ำ ยังต้องขอรับบริจาคอาหารและน้ำดื่มจากประชาชน เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหล่านี้ ราวกับว่าปัญหานี้ ไม่เคยเป็นวาระใดๆของรัฐ และปล่อยให้หน่วยงานท้องถิ่นและอาสาสมัคร แก้ไขกันไปเองตามยถากรรม
“อ่านบทความการจัดการไฟป่าของออสเตรเลียแล้ว คำถามเดียวที่ดิฉันมีคือ กองทัพมีไว้ทำไม?”
https://www.facebook.com/arunothai.ruangrong/posts/2887113858002323
อดีตรมต.สาธารณสุข แนะใส่ Face Shield เอาชนะโควิด ชี้ทำเอง ต้นทุนแค่ 7 บาท!
https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_3832086
วันที่ 27 มี.ค. นพ.
สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมช.สาธารณสุข แสดงความคิดเห็นเรื่องการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ความว่า
จากสูงสุดคืนสู่สามัญ
1) วันแรกหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีมาตรการหลากหลายแตกต่างกันไปทั่วประเทศ บางแห่งประกาศเคอร์ฟิว บางแห่งตั้งด่านตรวจบนเส้นทางระหว่างจังหวัด ทั้งๆที่มาตรการเหล่านั้นไม่มีผลต่อการควบคุมโรคโควิดได้จริง
เป็นการ "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" หรือถ้าเป็นภาษายุคใหม่ก็เป็นการ "เล่นใหญ่ไฟกระพริบ"
2) ลองตั้งสติก่อนดีไหมครับ ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน และเศรษฐกิจมากกว่านี้
3) การรับมือกับโรคโควิด เราแบ่งได้ 3 ขั้นตอนคือ
ก. การป้องกันโรค ได้แก่ Social Distancing, ใส่หน้ากาก, ล้างมือ, กินร้อน ช้อนประจำตัว และวัคซีน (ถ้ามี)
ข. การควบคุมโรค ได้แก่ ตรวจกรองหาผู้ป่วย, การกักกันตัวผู้เสี่ยงติดโรค 14 วัน
ค. การรักษา ได้แก่ การรักษาประคับประคอง, การให้ยาต้านไวรัส หรือ Hydroxychloroquine+Azithromycin และการรักษาผู้ป่วยหนักใน ICU
เกาะติดข่าวโควิด กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account
เพิ่มเพื่อน
4) ในทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนการป้องกันโรค หากทำได้จริงจัง จะได้ผลดีมาก ลดอัตราป่วยได้รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรน้อย
5) ทราบหรือไม่ว่า เมื่อ 39 ปีที่แล้ว มนุษย์เผชิญกับโรคติดต่อจากไวรัสชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงวันนี้ประมาณ 32 ล้านคน ผู้รับเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้ในระหว่างที่ไม่มีอาการ ช่วงแรกของการระบาด สร้างความแตกตื่นและความหวาดกลัวต่อผู้ติดเชื้ออย่างมาก ไม่ต่างจากโรคโควิดในวันนี้
แต่ผ่านมา 39 ปี เราอยู่กับโรคนี้อย่างมั่นใจว่า เราสามารถป้องกันได้ แม้ไม่มีวัคซีนก็ตาม
6) โรคที่รุนแรงและมีลักษณะคล้ายโควิดเช่นนี้ คือโรคอะไร และอะไรทำให้เราไม่กลัวโรคนี้อีกต่อไป ผมจะเล่าให้ฟัง
7) โรคดังกล่าวคือ โรค HIV/AIDS ที่เริ่มต้นมาจากลิงสู่คน แล้วแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์และเข็มฉีดยา ไม่มีทางทราบได้ว่า ผู้แพร่เชื้อเป็นโรคนี้จากสภาพร่างกายภายนอกในระยะแรก
ช่วงเริ่มต้น ไม่มียารักษา ผู้เป็นโรคนี้เสียชีวิตทั้งหมด ปัจจุบันมียาต้านไวรัสแล้ว แต่เรายังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนสำเร็จ
8)มนุษย์อยู่ร่วมกับเอดส์ มาได้ตลอด 39 ปี อย่างสันติด้วยอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า "ถุงยางอนามัย" ซึ่งคิดค้นมาใช้เพื่อคุมกำเนิด แต่ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อกรกับไวรัสเอดส์
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคเอดส์คนแรก เป็นคนนำเสนอนโยบายการใช้ถุงยางอนามัย 100%ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ
ต่อมากลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับเอดส์ไปตลอดกาล เพราะทำให้มนุษย์มีเวลาพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้ผล ผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาวขึ้น
9) แล้วเราได้ข้อคิดจากเรื่องถุงยางอนามัยอย่างไร
จากถุงยางอนามัยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อคุมกำเนิด แต่กลับมีคุณอนันต์ในการป้องกันโรคเอดส์
10) จากการประมวลความรู้ในวันนี้ โรคโควิดติดต่อเข้าร่างกายผ่านทาง ตา จมูก และปาก โดยมีมือเป็นส่วนสำคัญในการป้อนไวรัสเข้าสู่ทั้งสามช่องทาง
ดังนั้น ถ้าเราไม่ยอมให้ไวรัสเข้าไปทาง ตา จมูก และปาก เหมือนกับ เราไม่ยอมให้ไวรัสเอดส์เข้าไปในเลือด ผ่านทางแผลถลอกเล็กน้อยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้ เราก็ควรป้องกันโรคโควิดได้...มิใช่หรือ
ในเมื่อ.....
เราใช้ถุงยางอนามัยป้องกันไวรัสเอดส์
เราสวมรองเท้าเพื่อป้องกันพยาธิปากขอ
เรานอนในมุ้งเพื่อป้องกันไข้เลือดออก
เราไม่กินปลาดิบเพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ
เราต้มน้ำก่อนดื่มเสมอเพื่อป้องกันอหิวาตกโรค
การป้องกันโรคติดต่อโดยสร้างเกราะป้องกัน ง่ายๆอย่างนี้นี่เอง
แล้วทำไมเราป้องกันโรคโควิดไม่ได้ดีนัก ทั้งๆที่เรารู้ช่องทางขาเข้าของไวรัส
ทำไมเล่า...หน้ากากอนามัย หรือการล้างมือ เราจึงไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า "ใช้ป้องกันโรคโควิดได้" จนเราต้องใช้วิธีการ Social Distancing และ Lockdown เป็นมาตรการสำคัญ
11) ทั้งนี้เป็นเพราะหน้ากากอนามัยใส่แล้วอึดอัด ต้องคอยขยับตลอดเวลา จนนักวิชาการต่างประเทศบางคนบอกว่า ยิ่งใส่หน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
อีกทั้งหน้ากากอนามัยไม่ได้ป้องกันดวงตา สารคัดหลั่งจึงกระจายเข้าไปในดวงตาได้ บางครั้งเราก็เผลอขยี้ตาทั้งๆที่ไม่ได้ล้างมือ
12) เรามีถุงยางอนามัยสำหรับโรคเอดส์ แล้วโรคโควิดล่ะ เราจะมีอาวุธอะไร
ผมขอเสนอให้ใช้ Face Shield ซึ่งใช้กันอยู่แล้วในวงการอุตสาหกรรมว่า เหมาะที่สุดในการป้องกันโรคโควิด เพราะ
- ป้องกันได้ทั้ง ตา จมูก และปาก
- ไม่อึดอัดเหมือนใส่หน้ากาก หายใจได้สบายกว่า
- เป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เราเผลอใช้มือที่มีไวรัสมาสัมผัส ตา จมูก และปาก ผมเคยเห็นรายงานที่ระบุว่า ในวันหนึ่งๆ เราใช้มือสัมผัสใบหน้ากว่า 90 ครั้งโดยไม่รู้ตัว
- แผ่นพลาสติกด้านหน้าใช้กันสารคัดหลั่งได้ ดี เพราะสารคัดหลั่งที่ออกมาจากผู้ติดเชื้อ พุ่งเป็นแนวโค้งในรูปละอองฝอยไม่เกิน 2 เมตร แรงโน้มถ่วงย่อมทำให้ละอองฝอยเหล่านั้นตกพื้น ไม่ย้อนขึ้นผ่านใต้คาง และไม่ย้อนหันหลังกลับมาที่ใบหน้าเมื่อพุ่งผ่านใบหูไปแล้ว
- ไม่จำเป็นต้องโค้งแนบชิดกับใบหน้า เพราะเราไม่ได้ป้องกันฝุ่น เช่น PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆและน้ำหนักเบา แต่ใช้ป้องกันสารคัดหลั่งซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่า (ยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งทำงานในห้องผู้ป่วยที่เป็นระบบปิด เสี่ยงที่จะพบการกระจายของไวรัสมากกว่า)
- อายุการใช้งานนาน สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำสบู่
13) เราสามารถทำ Face Shield เองได้อย่างง่ายดาย ด้วยต้นทุนวัสดุเพียง 7 บาท และเปิดดูขั้นตอนการทำได้ใน Youtube ซึ่งมีคลิปสอนวิธีทำเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
14) เราสามารถทำ Face Shield ให้สวยงามเป็นแฟชั่นก็ได้ เพราะมี Makers เก่งๆไม่น้อยที่ช่วยสร้างสรรค์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
13) ในกรณีของโรคเอดส์ จะป้องกันโรคได้ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง 100% แต่ในกรณีของโรคโควิด ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยในการกระจายของเชื้อ (R0) เท่ากับ 1.4-3.9 ถ้ามีผู้ใส่ Face Shield เพียง 29-74% ของประชากร ก็สามารถควบคุมโรคได้แล้ว
แต่ถ้าประชาชนทุกคนใส่ Face Shield ยิ่งป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิดได้ชะงัด
14) ฟังดูง่ายดายไปหน่อ
JJNY : นักวิชาการติงรัฐไม่ลงทุนดับไฟป่า/อดีตรมต.สธ.แนะใส่ Face Shield/หมอสุภัทรโพสต์ถาม/เสียชีวิตโควิดเพิ่ม 1 โคม่า 11
https://www.matichon.co.th/politics/news_2094659
ผลจากปัญหาไฟป่า เป็นเหตุให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (pm2.5) เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ทะลุถึง 1,000 มากสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้มีการประสานเฮลิคอปเตอร์ Mi-17 กองทัพบกและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบรรทุกน้ำเข้าช่วยเหลือแต่ก็ยังไม่เบาบางลง
มีความเห็นจาก รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี นักวิชาการประจำภาควิชาสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีรายละเอียดดังนี้
“มีมิตรสหายมาถามหน้าวอลเกี่ยวกับการดับไฟป่าที่ไหม้ดอยสุเทพลุกลามกว้างขวางจนเข้าวันที่สามแล้วว่า เหตุใดจึงไม่ใช้เครื่องบินขนาดใหญ่พ่นน้ำเพื่อดับไฟ ดังเช่นในออสเตรเลียกับแคลิฟอร์เนีย”
นั่นน่ะสิ จะให้ตอบว่าอย่างไรดี แทนที่จะเอาเงินภาษีประชาชนไปถลุงกับเรือดำน้ำหลายหมื่นล้านบาท ที่ไม่รู้ว่ามีประโยชน์อะไรต่อประชาชน เหตุใดจึงไม่นำมาซื้ออุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาไฟป่า ที่เรื้อรังและลุกลามใหญ่โตกว้างขวางขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชียงใหม่
แม้ว่าปัญหาไฟป่าในออสเตรเลียกับไทย จะมีความต่างกันทั้งในแง่สเกล และระดับของความรุนแรง แต่นั่นไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการปล่อยให้ปัญหาไฟป่าในเชียงใหม่ กลายเป็นปัญหาระดับท้องถิ่น เพราะปัญหาที่แม้เกิดในระดับท้องถิ่นนี้ ได้ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่เป็นพิษทางอากาศสูงอันดับหนึ่งของโลกติดกันมายาวนานเป็นอาทิตย์
เมื่อหันไปดูว่ารัฐบาลออสเตรเลีย ทำอะไรบ้างในการรับมือกับปัญหาไฟป่า เราจะพบความแตกต่างที่เรียกได้ว่าระหว่างฟ้ากับเหว เพราะไม่เพียงที่ปัญหาไฟป่าจะถูกยกให้เป็นปัญหาระดับชาติเท่านั้น แต่รัฐยังทุ่มเททั้งงบประมาณ กำลังคน และเทคโนโลยี เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการผจญเพลิงนั้น คือ “ทหาร” ที่มากันทั้งสามเหล่าทัพ ในจำนวนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 8,000 นายทั่วประเทศนั้น มีทหารอยู่กว่า 3,000 นาย ทั้งทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครผจญเพลิงอื่นๆ ไม่ได้ปล่อยให้งานดับเพลิง เป็นภาระของกรมอุทยานฯเพียงหน่วยงานเดียว
นอกจากทหารจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการปัญหาไฟป่า (ที่ไม่ใช่เอาแต่ไปข่มขู่ชาวบ้านให้เลิกเผาป่าแบบบ้านเรา) แต่ร่วมกับประชาชนในการดับไฟป่าแล้ว รัฐยังลงทุนในด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ รัฐลงทุนซื้อเครื่องบินกว่า 500 ลำ ซึ่งทั้งหมดเป็น fire bombing/air tanker หรือเครื่องบินที่ใช้เพื่อดับเพลิงโดยเฉพาะ ที่จุน้ำ/โฟม/เจลดับเพลิง ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 44,000 ลิตร ไปจนถึง 15,142 ลิตร ที่มีไว้ทุ่มมวลน้ำขนาดใหญ่สำหรับดับเพลิงโดยเฉพาะ เฮลิคอปเตอร์ ก็เป็น fire bombing ที่สามารถทั้งบรรทุกคน เพื่อนำไปสู่จุดหมายในการดับเพลิง และทั้งบรรจุน้ำเป็นพันลิตร ซึ่งมีสมรรถนะในการดับเพลิงอย่างสูง ไม่ใช่ฮ.ที่ใช้โดยสาร แต่นำมาห้อยกระป๋องน้ำ บินแกว่งไปมาอย่างน่าเอน็จอนาถ นับร้อยเที่ยวอย่างบ้านเรา (โปรดคลิกเข้าไปดูรูปเพื่อจะได้เห็นภาพ)
ไฟป่าในออสเตรเลีย และไฟป่าที่ไหม้ดอยสุเทพ ต่างก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปีมาเป็นเวลายาวนาน แต่ในขณะที่ในออสเตรเลียนั้น รัฐมีความจริงจังในการพัฒนาแนวทางในการจัดการกับปัญหาและลงทุนกับมัน ในเชียงใหม่นั้น หลายทศวรรษของปัญหาไฟป่า เรายังคงใช้ฮ.แบบเดิม อุปกรณ์ primitive ราคาถูกแบบเดิม ส่งคนเสี่ยงตายไปดับไฟ ที่ปราศจากหลักประกันความปลอดภัย และไร้ประสิทธิภาพในการดับเพลิง มิหนำซ้ำ ยังต้องขอรับบริจาคอาหารและน้ำดื่มจากประชาชน เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหล่านี้ ราวกับว่าปัญหานี้ ไม่เคยเป็นวาระใดๆของรัฐ และปล่อยให้หน่วยงานท้องถิ่นและอาสาสมัคร แก้ไขกันไปเองตามยถากรรม
“อ่านบทความการจัดการไฟป่าของออสเตรเลียแล้ว คำถามเดียวที่ดิฉันมีคือ กองทัพมีไว้ทำไม?”
https://www.facebook.com/arunothai.ruangrong/posts/2887113858002323
อดีตรมต.สาธารณสุข แนะใส่ Face Shield เอาชนะโควิด ชี้ทำเอง ต้นทุนแค่ 7 บาท!
https://www.khaosod.co.th/covid-19/news_3832086
วันที่ 27 มี.ค. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมช.สาธารณสุข แสดงความคิดเห็นเรื่องการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ความว่า
จากสูงสุดคืนสู่สามัญ
1) วันแรกหลังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีมาตรการหลากหลายแตกต่างกันไปทั่วประเทศ บางแห่งประกาศเคอร์ฟิว บางแห่งตั้งด่านตรวจบนเส้นทางระหว่างจังหวัด ทั้งๆที่มาตรการเหล่านั้นไม่มีผลต่อการควบคุมโรคโควิดได้จริง
เป็นการ "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" หรือถ้าเป็นภาษายุคใหม่ก็เป็นการ "เล่นใหญ่ไฟกระพริบ"
2) ลองตั้งสติก่อนดีไหมครับ ก่อนที่จะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน และเศรษฐกิจมากกว่านี้
3) การรับมือกับโรคโควิด เราแบ่งได้ 3 ขั้นตอนคือ
ก. การป้องกันโรค ได้แก่ Social Distancing, ใส่หน้ากาก, ล้างมือ, กินร้อน ช้อนประจำตัว และวัคซีน (ถ้ามี)
ข. การควบคุมโรค ได้แก่ ตรวจกรองหาผู้ป่วย, การกักกันตัวผู้เสี่ยงติดโรค 14 วัน
ค. การรักษา ได้แก่ การรักษาประคับประคอง, การให้ยาต้านไวรัส หรือ Hydroxychloroquine+Azithromycin และการรักษาผู้ป่วยหนักใน ICU
เกาะติดข่าวโควิด กดติดตามไลน์ ข่าวสด official account
เพิ่มเพื่อน
4) ในทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ ขั้นตอนการป้องกันโรค หากทำได้จริงจัง จะได้ผลดีมาก ลดอัตราป่วยได้รวดเร็ว และใช้ทรัพยากรน้อย
5) ทราบหรือไม่ว่า เมื่อ 39 ปีที่แล้ว มนุษย์เผชิญกับโรคติดต่อจากไวรัสชนิดหนึ่งที่แพร่ระบาดจากสัตว์สู่คน ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงวันนี้ประมาณ 32 ล้านคน ผู้รับเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อต่อให้คนอื่นได้ในระหว่างที่ไม่มีอาการ ช่วงแรกของการระบาด สร้างความแตกตื่นและความหวาดกลัวต่อผู้ติดเชื้ออย่างมาก ไม่ต่างจากโรคโควิดในวันนี้
แต่ผ่านมา 39 ปี เราอยู่กับโรคนี้อย่างมั่นใจว่า เราสามารถป้องกันได้ แม้ไม่มีวัคซีนก็ตาม
6) โรคที่รุนแรงและมีลักษณะคล้ายโควิดเช่นนี้ คือโรคอะไร และอะไรทำให้เราไม่กลัวโรคนี้อีกต่อไป ผมจะเล่าให้ฟัง
7) โรคดังกล่าวคือ โรค HIV/AIDS ที่เริ่มต้นมาจากลิงสู่คน แล้วแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์และเข็มฉีดยา ไม่มีทางทราบได้ว่า ผู้แพร่เชื้อเป็นโรคนี้จากสภาพร่างกายภายนอกในระยะแรก
ช่วงเริ่มต้น ไม่มียารักษา ผู้เป็นโรคนี้เสียชีวิตทั้งหมด ปัจจุบันมียาต้านไวรัสแล้ว แต่เรายังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนสำเร็จ
8)มนุษย์อยู่ร่วมกับเอดส์ มาได้ตลอด 39 ปี อย่างสันติด้วยอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า "ถุงยางอนามัย" ซึ่งคิดค้นมาใช้เพื่อคุมกำเนิด แต่ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพในการต่อกรกับไวรัสเอดส์
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคเอดส์คนแรก เป็นคนนำเสนอนโยบายการใช้ถุงยางอนามัย 100%ในทุกพื้นที่ ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ
ต่อมากลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษย์กับเอดส์ไปตลอดกาล เพราะทำให้มนุษย์มีเวลาพัฒนายาต้านไวรัสเอดส์ที่ได้ผล ผู้ติดเชื้อมีชีวิตยืนยาวขึ้น
9) แล้วเราได้ข้อคิดจากเรื่องถุงยางอนามัยอย่างไร
จากถุงยางอนามัยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อคุมกำเนิด แต่กลับมีคุณอนันต์ในการป้องกันโรคเอดส์
10) จากการประมวลความรู้ในวันนี้ โรคโควิดติดต่อเข้าร่างกายผ่านทาง ตา จมูก และปาก โดยมีมือเป็นส่วนสำคัญในการป้อนไวรัสเข้าสู่ทั้งสามช่องทาง
ดังนั้น ถ้าเราไม่ยอมให้ไวรัสเข้าไปทาง ตา จมูก และปาก เหมือนกับ เราไม่ยอมให้ไวรัสเอดส์เข้าไปในเลือด ผ่านทางแผลถลอกเล็กน้อยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ได้ เราก็ควรป้องกันโรคโควิดได้...มิใช่หรือ
ในเมื่อ.....
เราใช้ถุงยางอนามัยป้องกันไวรัสเอดส์
เราสวมรองเท้าเพื่อป้องกันพยาธิปากขอ
เรานอนในมุ้งเพื่อป้องกันไข้เลือดออก
เราไม่กินปลาดิบเพื่อป้องกันโรคพยาธิใบไม้ในตับ
เราต้มน้ำก่อนดื่มเสมอเพื่อป้องกันอหิวาตกโรค
การป้องกันโรคติดต่อโดยสร้างเกราะป้องกัน ง่ายๆอย่างนี้นี่เอง
แล้วทำไมเราป้องกันโรคโควิดไม่ได้ดีนัก ทั้งๆที่เรารู้ช่องทางขาเข้าของไวรัส
ทำไมเล่า...หน้ากากอนามัย หรือการล้างมือ เราจึงไม่สามารถบอกได้เต็มปากเต็มคำว่า "ใช้ป้องกันโรคโควิดได้" จนเราต้องใช้วิธีการ Social Distancing และ Lockdown เป็นมาตรการสำคัญ
11) ทั้งนี้เป็นเพราะหน้ากากอนามัยใส่แล้วอึดอัด ต้องคอยขยับตลอดเวลา จนนักวิชาการต่างประเทศบางคนบอกว่า ยิ่งใส่หน้ากากอนามัยยิ่งเพิ่มความเสี่ยง
อีกทั้งหน้ากากอนามัยไม่ได้ป้องกันดวงตา สารคัดหลั่งจึงกระจายเข้าไปในดวงตาได้ บางครั้งเราก็เผลอขยี้ตาทั้งๆที่ไม่ได้ล้างมือ
12) เรามีถุงยางอนามัยสำหรับโรคเอดส์ แล้วโรคโควิดล่ะ เราจะมีอาวุธอะไร
ผมขอเสนอให้ใช้ Face Shield ซึ่งใช้กันอยู่แล้วในวงการอุตสาหกรรมว่า เหมาะที่สุดในการป้องกันโรคโควิด เพราะ
- ป้องกันได้ทั้ง ตา จมูก และปาก
- ไม่อึดอัดเหมือนใส่หน้ากาก หายใจได้สบายกว่า
- เป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้เราเผลอใช้มือที่มีไวรัสมาสัมผัส ตา จมูก และปาก ผมเคยเห็นรายงานที่ระบุว่า ในวันหนึ่งๆ เราใช้มือสัมผัสใบหน้ากว่า 90 ครั้งโดยไม่รู้ตัว
- แผ่นพลาสติกด้านหน้าใช้กันสารคัดหลั่งได้ ดี เพราะสารคัดหลั่งที่ออกมาจากผู้ติดเชื้อ พุ่งเป็นแนวโค้งในรูปละอองฝอยไม่เกิน 2 เมตร แรงโน้มถ่วงย่อมทำให้ละอองฝอยเหล่านั้นตกพื้น ไม่ย้อนขึ้นผ่านใต้คาง และไม่ย้อนหันหลังกลับมาที่ใบหน้าเมื่อพุ่งผ่านใบหูไปแล้ว
- ไม่จำเป็นต้องโค้งแนบชิดกับใบหน้า เพราะเราไม่ได้ป้องกันฝุ่น เช่น PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆและน้ำหนักเบา แต่ใช้ป้องกันสารคัดหลั่งซึ่งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่า (ยกเว้นบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งทำงานในห้องผู้ป่วยที่เป็นระบบปิด เสี่ยงที่จะพบการกระจายของไวรัสมากกว่า)
- อายุการใช้งานนาน สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการเช็ดแอลกอฮอล์ หรือล้างด้วยน้ำสบู่
13) เราสามารถทำ Face Shield เองได้อย่างง่ายดาย ด้วยต้นทุนวัสดุเพียง 7 บาท และเปิดดูขั้นตอนการทำได้ใน Youtube ซึ่งมีคลิปสอนวิธีทำเกิดขึ้นจำนวนมากในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
14) เราสามารถทำ Face Shield ให้สวยงามเป็นแฟชั่นก็ได้ เพราะมี Makers เก่งๆไม่น้อยที่ช่วยสร้างสรรค์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
13) ในกรณีของโรคเอดส์ จะป้องกันโรคได้ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง 100% แต่ในกรณีของโรคโควิด ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยในการกระจายของเชื้อ (R0) เท่ากับ 1.4-3.9 ถ้ามีผู้ใส่ Face Shield เพียง 29-74% ของประชากร ก็สามารถควบคุมโรคได้แล้ว
แต่ถ้าประชาชนทุกคนใส่ Face Shield ยิ่งป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิดได้ชะงัด
14) ฟังดูง่ายดายไปหน่อ