“ทูตอังกฤษ” ประจำฮังการีดับ หลังติดไวรัสโคโรนา “กอร์ดอน บราวน์” เรียกร้องบรรดาผู้นำตั้ง “รบ.ฉุกเฉินโลก”
เผยแพร่: 26 มี.ค. 2563 18:45 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/around/detail/9630000030892
เอเจนซีส์ –
อัครราชทูตอังกฤษประจำฮังการีวัย 37 ปี สตีเวน ดิค(Steven Dick) เสียชีวิตในวันอังคาร(24 มี.ค)ที่โรงพยาบาลกรุงบูดาเปสต์หลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา ด้านอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์ ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำชาต่างๆร่วมตั้งรัฐบาลฉุกเฉินนานาชาติรับวิกฤต ยอดตัวเลขเสียชีวิตในอังกฤษ 467 คน ติดเชื้อ 9,640 คน ดับรวมทั่วโลก 21,353 คน และติดเชื้อ 474,204 คน
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษรายงานเมื่อวานนี้(25 มี.ค)ว่า สตีเวน ดิค(Steven Dick) ตำแหน่งอัครราชทูต (Deputy Ambassado)ของอังกฤษประจำฮังการีเสียชีวิตที่กรุงบูดาเปสต์ในวันอังคาร(24) เกิดขึ้นหลังจากเขาติดเชื้อไวรัสโคโรนา อ้างอิงจากแถลงการณ์กระทรวงต่างประเทศอังกฤษเมื่อบ่ายวันพุธ(25)
รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ โดมินิค ราบ(Dominic Raab) กล่าวถึงดิคว่า “สตีเวนเป็นนักการทูตที่ทุ่มเทและเป็นตัวแทนประเทศด้วยความสามารถและการมีจิตวิญญาณที่เร่าร้อน และเขาจะเป็นที่คิดถึงในหมู่คนที่รู้จักและทำงานร่วมกับเขา”
ทั้งนี้พบว่าดิคได้เข้าทำงานให้กับกระทรวงต่างประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2008 และก่อนหน้าเคยทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งที่อัฟกานิสถานและซาอุดีอาระเบีย
เขาเข้ารับตำแหน่งที่กรุงบูดาเปสต์เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาหลังจากใช้เวลาอย่างหนักตลอดทั้งปีในการเรียนภาษาฮังการี นอกจากนี้ เขายังเป็นที่คุ้นเคยในหมู่แวดวงนักการทูตของกรุงบูดาเปสต์ และมีความเป็นมิตรและยังกระตือรือร้นต่องานของเขา
สื่ออังกฤษชี้ว่า
ดิคเพิ่งเดินทางกลับเข้ากรุงบูดาเปสต์หลังจากใช้เวลาพักผ่อนที่เม็กซิโก โดยในช่วงต้นของสัปดาห์ที่ผ่านมา อัครราชทูตอังกฤษวัย 37 ปีเปิดเผยผ่านทางว็อทแอปว่า เขาติดเชื้อไวรัสโคโรนา และอยู่ในระหว่างการกักตัว แค่มีความรู้สึกที่เบื่อ
แหล่งข่าวในกรุงบูดาเปสต์เปิดเผยว่า
ดิคได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในกรุงบูดาเปสต์เมื่อไม่กี่วันมานี้ และดูเหมือนเขามีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และในเวลานี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาป่วยด้วยโรคอื่นอยู่เดิมหรือไม่
ด้านเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำฮังการี เอียน ลินด์ซีย์ (Iain Lindsay) ได้กล่าวไว้อาลัยต่อดิคว่า “ เราขอแสดงความไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งและความเห็นใจไปยังครอบครัวและเพื่อนของเขา ” และเสริมต่อว่า “ สตีเวนเป็นเพื่อนงานและเพื่อนอันเป็นที่รักของพวกเราผู้ที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างมากในฮังการีนับตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยความอบอุ่นของเขา และความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงภาษาฮังการีที่เป็นเลิศ ”
สื่ออังกฤษรายงานเพิ่มเติมว่า ด้านอดีตรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์ ออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้นำชาติต่างๆทั่วโลกจัดตั้งรัฐบาลฉุกเฉินโลกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโรคโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจ
บราวน์ชี้ว่า มีความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาด้วยการต้องตั้งหน่วยเฉพาะกิจที่จะถูกสร้างนี้ต้องมีบรรดาผู้นำชาติต่างๆร่วมอยู่ด้วย และรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และหัวหน้าองค์กรระหว่างประเทศ
ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ดิเอ็กซเพรสของอังกฤษรายงานว่า
บราวน์ได้ส่งเสียงเรียกร้องไปยัง ชาติกลุ่ม G-20 เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์สุนัขกินสุนัขที่จะเห็นหลายประเทศแย่งชิงยุทธปัจจัย ขณะเดียวกันยังได้ตำหนิ สหรัฐฯ จีน และรัสเซียในการไม่ร่วมมือกันเพื่อผ่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
เขาออกมาชี้ว่า กลุ่มชาติอุตสาหกรรม G-20 สมควรต้องให้การสนับสนุนองค์การอนามัยโลก WHO และความพยายามของโกลบอล ฟันด์ (Global Fund)เพื่อประสานงานและเพิ่มการผลิตเพื่อที่จะได้มีการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญเหล่านั้น รวมไปถึงในท้ายที่สุดสร้างคลังสินค้าโลก สินค้าคงคลัง และกำลังคน โดยที่ไม่มีกำแพงภาษีและข้อจำกัดทางการปกป้องทางการค้า
บราวน์ยังต้องการให้ทางกลุ่ม G-20 เร่งทำให้เกิดการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 และกระจายออกไปทั่วโลก
ในการแสดงความเห็นอดีตผู้นำอังกฤษ บราวน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยชี้ว่า
เมื่อยุคช่วงหลังสงครามเย็น สหรัฐฯนั้นร่วมมือหลายฝ่าย แต่ทว่ากลับไม่ใช่ในเวลานี้ในยุคที่ “อเมริกาต้องมาก่อน”
“ เวลานี้และยุคแห่งการมีหลายขั้ว อเมริกากระทำแต่ฝ่ายเดียว และนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนอย่างก้าวร้าว สหรัฐฯ vs. ความเป็นชาตินิยมของพวกเขา และไปพร้อมกับ จีนต้องมาก่อน อินเดียต้องมาก่อน รัสเซียต้องมาก่อน บราซิลต้องมาก่อน และตุรกีต้องมาก่อน เกิดขึ้นไปทั่วโลก ” กอร์ดอน บราวน์ กล่าว
การออกมาแสดงความเห็นของเขาเกิดขึ้นหลังสื่อเยอรมันรายงานว่า ผู้นำสหรัฐฯพยายามที่จะได้มีซึ่งสิทธิพิเศษในการเข้าถึงการวิจัยวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาที่กำลังพัฒนาโดยบริษัทยาเยอรมัน เคียวร์แว็ค (Curevac) ด้วยการใช้เม็ดเงินมหาศาลเข้าซื้อบริษัท
ยอดตัวเลขเสียชีวิตในอังกฤษ 467 คน ติดเชื้อ 9,640 คน ดับรวมทั่วโลก 21,353 คน และติดเชื้อ 474,204 คน
RIP
“ ทูตอังกฤษ ” วัย 37 ประจำฮังการีดับ หลังติดไวรัสโคโรนา
เผยแพร่: 26 มี.ค. 2563 18:45 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/around/detail/9630000030892
เอเจนซีส์ – อัครราชทูตอังกฤษประจำฮังการีวัย 37 ปี สตีเวน ดิค(Steven Dick) เสียชีวิตในวันอังคาร(24 มี.ค)ที่โรงพยาบาลกรุงบูดาเปสต์หลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา ด้านอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์ ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำชาต่างๆร่วมตั้งรัฐบาลฉุกเฉินนานาชาติรับวิกฤต ยอดตัวเลขเสียชีวิตในอังกฤษ 467 คน ติดเชื้อ 9,640 คน ดับรวมทั่วโลก 21,353 คน และติดเชื้อ 474,204 คน
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษรายงานเมื่อวานนี้(25 มี.ค)ว่า สตีเวน ดิค(Steven Dick) ตำแหน่งอัครราชทูต (Deputy Ambassado)ของอังกฤษประจำฮังการีเสียชีวิตที่กรุงบูดาเปสต์ในวันอังคาร(24) เกิดขึ้นหลังจากเขาติดเชื้อไวรัสโคโรนา อ้างอิงจากแถลงการณ์กระทรวงต่างประเทศอังกฤษเมื่อบ่ายวันพุธ(25)
รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ โดมินิค ราบ(Dominic Raab) กล่าวถึงดิคว่า “สตีเวนเป็นนักการทูตที่ทุ่มเทและเป็นตัวแทนประเทศด้วยความสามารถและการมีจิตวิญญาณที่เร่าร้อน และเขาจะเป็นที่คิดถึงในหมู่คนที่รู้จักและทำงานร่วมกับเขา”
ทั้งนี้พบว่าดิคได้เข้าทำงานให้กับกระทรวงต่างประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2008 และก่อนหน้าเคยทำหน้าที่ดำรงตำแหน่งที่อัฟกานิสถานและซาอุดีอาระเบีย
เขาเข้ารับตำแหน่งที่กรุงบูดาเปสต์เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาหลังจากใช้เวลาอย่างหนักตลอดทั้งปีในการเรียนภาษาฮังการี นอกจากนี้ เขายังเป็นที่คุ้นเคยในหมู่แวดวงนักการทูตของกรุงบูดาเปสต์ และมีความเป็นมิตรและยังกระตือรือร้นต่องานของเขา
สื่ออังกฤษชี้ว่า ดิคเพิ่งเดินทางกลับเข้ากรุงบูดาเปสต์หลังจากใช้เวลาพักผ่อนที่เม็กซิโก โดยในช่วงต้นของสัปดาห์ที่ผ่านมา อัครราชทูตอังกฤษวัย 37 ปีเปิดเผยผ่านทางว็อทแอปว่า เขาติดเชื้อไวรัสโคโรนา และอยู่ในระหว่างการกักตัว แค่มีความรู้สึกที่เบื่อ
แหล่งข่าวในกรุงบูดาเปสต์เปิดเผยว่า ดิคได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลในกรุงบูดาเปสต์เมื่อไม่กี่วันมานี้ และดูเหมือนเขามีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว และในเวลานี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาป่วยด้วยโรคอื่นอยู่เดิมหรือไม่
ด้านเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำฮังการี เอียน ลินด์ซีย์ (Iain Lindsay) ได้กล่าวไว้อาลัยต่อดิคว่า “ เราขอแสดงความไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งและความเห็นใจไปยังครอบครัวและเพื่อนของเขา ” และเสริมต่อว่า “ สตีเวนเป็นเพื่อนงานและเพื่อนอันเป็นที่รักของพวกเราผู้ที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างมากในฮังการีนับตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยความอบอุ่นของเขา และความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงภาษาฮังการีที่เป็นเลิศ ”
สื่ออังกฤษรายงานเพิ่มเติมว่า ด้านอดีตรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์ ออกมาเรียกร้องให้บรรดาผู้นำชาติต่างๆทั่วโลกจัดตั้งรัฐบาลฉุกเฉินโลกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโรคโควิด-19 และวิกฤตเศรษฐกิจ
บราวน์ชี้ว่า มีความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาด้วยการต้องตั้งหน่วยเฉพาะกิจที่จะถูกสร้างนี้ต้องมีบรรดาผู้นำชาติต่างๆร่วมอยู่ด้วย และรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และหัวหน้าองค์กรระหว่างประเทศ
ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ดิเอ็กซเพรสของอังกฤษรายงานว่า บราวน์ได้ส่งเสียงเรียกร้องไปยัง ชาติกลุ่ม G-20 เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์สุนัขกินสุนัขที่จะเห็นหลายประเทศแย่งชิงยุทธปัจจัย ขณะเดียวกันยังได้ตำหนิ สหรัฐฯ จีน และรัสเซียในการไม่ร่วมมือกันเพื่อผ่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
เขาออกมาชี้ว่า กลุ่มชาติอุตสาหกรรม G-20 สมควรต้องให้การสนับสนุนองค์การอนามัยโลก WHO และความพยายามของโกลบอล ฟันด์ (Global Fund)เพื่อประสานงานและเพิ่มการผลิตเพื่อที่จะได้มีการเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์สำคัญเหล่านั้น รวมไปถึงในท้ายที่สุดสร้างคลังสินค้าโลก สินค้าคงคลัง และกำลังคน โดยที่ไม่มีกำแพงภาษีและข้อจำกัดทางการปกป้องทางการค้า
บราวน์ยังต้องการให้ทางกลุ่ม G-20 เร่งทำให้เกิดการผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 และกระจายออกไปทั่วโลก
ในการแสดงความเห็นอดีตผู้นำอังกฤษ บราวน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างรุนแรงโดยชี้ว่า
เมื่อยุคช่วงหลังสงครามเย็น สหรัฐฯนั้นร่วมมือหลายฝ่าย แต่ทว่ากลับไม่ใช่ในเวลานี้ในยุคที่ “อเมริกาต้องมาก่อน”
“ เวลานี้และยุคแห่งการมีหลายขั้ว อเมริกากระทำแต่ฝ่ายเดียว และนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนอย่างก้าวร้าว สหรัฐฯ vs. ความเป็นชาตินิยมของพวกเขา และไปพร้อมกับ จีนต้องมาก่อน อินเดียต้องมาก่อน รัสเซียต้องมาก่อน บราซิลต้องมาก่อน และตุรกีต้องมาก่อน เกิดขึ้นไปทั่วโลก ” กอร์ดอน บราวน์ กล่าว
การออกมาแสดงความเห็นของเขาเกิดขึ้นหลังสื่อเยอรมันรายงานว่า ผู้นำสหรัฐฯพยายามที่จะได้มีซึ่งสิทธิพิเศษในการเข้าถึงการวิจัยวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาที่กำลังพัฒนาโดยบริษัทยาเยอรมัน เคียวร์แว็ค (Curevac) ด้วยการใช้เม็ดเงินมหาศาลเข้าซื้อบริษัท
ยอดตัวเลขเสียชีวิตในอังกฤษ 467 คน ติดเชื้อ 9,640 คน ดับรวมทั่วโลก 21,353 คน และติดเชื้อ 474,204 คน
RIP