JJNY : 4in1 พท.ดักคอพรก.ฉุกเฉิน/วิโรจน์ชี้รบ.ขาดยุทธศาสตร์แก้โควิด/ถล่มยับ!ประกาศแต่ไม่แจงมาตรการ/คนแห่ซื้อของตุน

กระทู้ข่าว
“เพื่อไทย” ดักคอ พรก.ฉุกเฉิน เป้าหมายควบคุมการระบาด อย่าใช้ควบคุมสื่อ-เสรีภาพปชช.
https://www.matichon.co.th/politics/news_2085977
 

 
“เพื่อไทย” ดักคออย่าขยายขอบเขต พรก.ฉุกเฉิน ชี้ ควรมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเป็นสำคัญ ไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อการควบคุมสื่อ-ลิดรอนสิทธิเสรีภาพปชช.
 
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงมาตรการสำคัญสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจะมีการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ว่า 
 
สรุปเป็นการแถลง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ยังไม่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันนี้ นอกเหนือจากการที่ประชาชนต้องเสียสมาธิกับการแถลงของพล.อ.ประยุทธ์  เดี๋ยวหน้ากากอนามัยหลุด เดี๋ยวแว่นตาหล่น แถลงเสร็จก็ลุกลี้ลุกลนเดินออกไป ไม่ได้อยู่ตอบคำถามเพิ่มเติมใดๆ จากนักข่าว ส่วนของเนื้อหาที่แถลงก็ดูว่ามีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง คือ จะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในวันที่ 26 มีนาคมเป็นต้นไป แต่เบื้องต้นจะขอความร่วมมือจากประชาชนก่อน ประชาชนจึงเกิดคำถามว่าถ้าจะใช้วิธีการขอความร่วมมือแล้วทำไมต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลักการสำคัญของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ควรมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเป็นสำคัญ ไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อการควบคุมสื่อ หรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงไม่ควรมีการขยายขอบเขตของการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปเพื่อการอื่น มีคำถามว่าหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หากประชาชนจะร้องเรียนเรื่องหน้ากากอนามัย เจล แอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อขาดตลาดหรือราคาแพง จะสามารถร้องทุกข์กับรัฐบาลได้หรือไม่ จะตกเป็นกลุ่มที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่
 
ประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ แต่มาตรการใดๆ ที่ออกมา หากแถลงให้มีความชัดเจนได้มากและทันสถานการณ์ ประชาชนก็พร้อมจะปฏิบัติตัวให้ถูกและให้ความร่วมมือกับแพทย์พยาบาล และบุคลากรทางการสาธารณสุข เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ดีขึ้น” นายอนุสรณ์ กล่าว
 

 
วิโรจน์ ชี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กม.อ่อน-อำนาจไม่พอ แต่เพราะรบ.ขาดยุทธศาสตร์แก้โควิด-19
https://www.matichon.co.th/politics/news_2086190
 
‘วิโรจน์’ ชี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอ่อน แต่รัฐบาลขาดยุทธศาสตร์แก้โควิด-19
 
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เปิดเผยว่า 
 
ที่ผ่านมาเราพบว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาจากการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำเกินไปของรัฐบาล ขาดการเตรียมความพร้อม ขณะที่ภาคสังคม ประชาชน ถามถึงมาตรการการคัดกรอง ชุดการตรวจ เครื่องมือการตรวจ หรือมีแผนการอย่างไร เครื่องช่วยหายใจ หอผู้ป่วยแยก หรือจำนวนเตียงมีเพียงพอหรือไม่ หรือแม้กระทั่งหน้ากากอนามัยขั้นพื้นฐาน รัฐบาลก็ยังเตรียมการไม่ได้
 
ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายมันอ่อน หรือรัฐมนตรีมีอำนาจไม่เพียงพอ แต่รัฐบาลขาดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา และแก้ปัญหาทีละเรื่อง ถ้าแก้เรื่องที่ 1 แล้วจะรองรับเรื่องที่ 2 ได้อย่างไร เช่น กรณีกทม.สั่งปิดห้างสรรพสินค้า หยุดกิจกรรมในกรุงเทพฯ รัฐบาลไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีประชากรแฝงที่มีเป็นล้านคนกลับออกจากต่างจังหวัด ซึ่งจะเป็นผลกระทบสู่วงกว้างไปอีก ทั้งหมดนี้รัฐบาลไม่เตรียมการ ขาดการประเมินผลกระทบ การสื่อสารของรัฐบาลขาดเอกภาพ ขาดการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริง” นายวิโรจน์ กล่าว
 
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราเป็นกังวล คือ หากรัฐบาลไม่เปลี่ยนความคิดอยู่ในกรอบการทำงานแบบเดิมๆ แต่ที่เพิ่มเติมคือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการละเมิดสิทธเสรีภาพของประชาชน สามารถจับกุม ควบคุมตัว ตรวจสอบบุคคล และกำหนดโทษกับประชาชนด้วย และไม่มีอำนาจใดคานได้ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา และวินัย ซึ่งโดยปกติประชาชนสามารถฟ้องร้องแก่รัฐได้ เช่น ในคดีแพ่งเรื่องการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดความเสียหาย ซึ่งถ้ารัฐบาลอยู่ในกรอบความคิดการแก้ปัญหาเดิมๆ ดึงดันทำในสิ่งที่ผิด พ.ร.ก.นี้จะเป็นการส่งเสริมให้ละเมิดสิทธิประชาชน และประชาชนจะไม่สามารถฟ้องร้องรัฐได้เลย
 
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า เราอยากให้รัฐบาลใช้อำนาจของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แบบเฉพาะเจาะจงในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เท่านั้น และต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ตรวจการทำงานของรัฐบาลได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจะทำให้ประชาชนประเมินสถานการณ์ด้วยตนเองไม่ได้ และคราวนี้จะเกิดความตระหนกตกตื่นเกิดขึ้นแน่นอน
 
เมื่อถามว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลประกาศมานั้น มีความแตกต่างกับที่ยังไม่ประกาศอย่างไรบ้าง โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ดูจากกระแสของประชาชน ก็ยังไม่พบว่า ประชาชนจะเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาขาดความเชื่อถือไปแล้ว รัฐบาลขาดวิสัยทัศน์ รัฐบาลประเมินสถานการณ์ในช่วงแรกว่าเป็นแค่โรคไข้หวัด ซึ่งตนมองว่า ประชาชนไม่ได้เห็นอุปสรรคของกฎหมายที่มีอยู่ แต่มองว่า รัฐบาลขาดศักยภาพในการแก้ปัญหามากกว่า
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่