วันที่ได้มีโอกาสเป็นผู้เสี่ยงติดเชื้อ จนต้องโดนกักตัวเป็นระยะเวลาหนึ่ง
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้อะไรมากมาย อยากจะแชร์ไว้อ่านแล้วกัน...
6 ข้อต่อไปนี้เป็นตะกอนความคิดของคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง อาจไม่ตรงกับความคิดของใคร (แต่ลองมาแชร์กันได้นะ)
1. ความกลัวจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้สิ่งที่เรากลัวนั้นเกิดขึ้นจริงได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น
ต่อให้ไม่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่สิ่งที่เรากลัวมันจะเข้ามาใกล้เรามากขึ้นกว่าเดิม
ที่ชัดที่สุดคือในหัวเรา ในความคิดเรา ในสายตาเรา
เราจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ วิตกกังวลมากมายเต็มไปหมด จนทำให้เกิดภาพในจินตนาการ แล้วเมื่อเกิดภาพจินตนาการในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็ต้องเกิดข้ึนจริง... ในชีวิตจริง...
เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนเป็นคิดในแง่ดี สบายใจ ปลอดภัย
มันคงดีกว่าการจมและปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับความกลัวเยอะเลยใช่ไหม?
🔥 หลักสัจธรรมคือ “อะไรที่เราคิดถึงมันซ้ำๆ มันจะเกิดขึ้นจริงๆ”
2. อย่าพยายามควบคุมสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ รับผิดชอบตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ
หลายคนกลัวมาก กลัวจนเสียสติ กลัวจนเผลอทำให้ใครหลายๆคนรู้สึกไม่ดีกับตัวเองไปเลย
ว่าร้าย กล่าวโทษคนอื่น จนลืมใช้สติเข้าไปลองนั่งเป็นตัวคนๆนั้น
ไม่มีใครอยากทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ได้ตั้งใจ เราให้อภัยกันได้เสมอ
เปลี่ยนจากความกดดัน เป็นกำลังใจ
เปลี่ยนจากความกลัว เป็นการเตรียมรับมือ
ต่อให้เราจะกลัวอะไรไปมากขนาดไหน แต่สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”
ต่อให้เราทำดีที่สุดแล้ว แต่ยังมีผลกระทบมาถึงเรา ก็ให้เราเข้าใจไว้ว่า...
ถ้าผลกระทบหรือปัญหามาจากสิ่งที่เหนือการควบคุมของเรา
เราทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการบอกตัวเองว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว”
🔥 หลักสัจธรรมคือ “เราไม่สามารถควบคุมอะไรหรือใครได้เลย นอกจากตัวเราเองคนเดียวเท่านั้น”
3. วิกฤติ เป็นตัวชี้วัดระดับสติและความพร้อมในการรับมือเมื่อเจอปัญหา
เห็นได้ชัดว่าคนที่มีสติ เมื่อเจอวิกฤติเขาจะนิ่งและใจเย็นมาก ไม่ใช่ประมาทหรือปล่อยปละละเลย
แต่เป็นการถอยใจถอยความรู้สึกมา 1 Step เพื่อมองปัญหาภาพรวมที่เกิดขึ้น
และเห็นได้ชัดว่าคนที่ไม่มีสติ เมื่อเจอวิกฤติเขาจะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ต้องรับมืออย่างไร
ไม่มีสติพอที่จะดึงตัวเองให้สูงเพื่อมองภาพกว้างของปัญหา ทำให้จมไปอยู่กับปัญหาเหล่านั้น
เมื่อเราอยู่กับปัญหา รอบตัวเรามองไปจะเห็นแต่ปัญหา แต่เห็นแค่ด้านใดด้านหนึ่ง จะมองไม่เห็นปัญหาทั้งหมด เราจึงแก้แต่ปัญหาเล็กๆได้ส่วนหนึ่ง
แต่จะแก้ปัญหาใหญ่ๆที่เป็นภาพรวมไม่ได้เลย (อาจเป็นที่มาของการแก้ปัญหาที่ไม่ให้ผลยั่งยืนถาวร)
อย่างไรก็ตาม หากเราคิดเผื่อชีวิตไว้ (ไม่ใช่แบบกลัว แต่เป็นแบบมองอนาคตอย่างมีสติ)
จะทำให้เราคนเดิมเมื่อเจอปัญหา สามารถที่จะรับมือได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยนึกถึงเลย
🔥 หลักสัจธรรมคือ “สติมา...ปัญญาเกิด สติเตลิด...จะเกิดปัญหา”
4. เมื่อวันนึงเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลง โลกจะบังคับให้เราต้องเปลี่ยน
ผู้ใหญ่หลายๆคนที่เมื่อก่อนไม่เคยใช้วิดีโอคอล เล่นแอปพลิเคชันออนไลน์ ตอนนี้ก็ต้องทำให้ได้
บริษัทหลายๆบริษัทที่ยังคงมีแค่หน้าร้าน ยังไม่มีหน้าออนไลน์ ตอนนี้ก็ต้องเรียนรู้เพิ่ม ลงทุนเพิ่ม
นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนที่ยังไม่เคยเจอวิกฤติใหญ่ ตอนนี้ถึงกับเข้าใจถึงคำว่าความผันผวนที่แท้จริง
คนเป็นหนี้หลายรายที่ทำงานใช้หนี้ไม่เคยหมด หลายเดือนนี้เห็นโอกาสจึงโฉบฉวย จนพลิกชีวิต...
พนักงานบริษัทหลายคนไม่เคยคิดเรื่องความมั่นคงของชีวิต ตอนนี้เพิ่งได้เข้าใจเมื่อเจอกับตัว
งานหลายงานที่เมื่อก่อนดูมั่นคง ตอนนี้ล้มลงอย่างหนัก
สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เรานึกถึงความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิตมากขึ้น
เมื่อไหร่ที่บินสูงอย่าทะนงตัว เมื่อไหร่ที่ตกลงมาอย่าคิดสิ้นหวัง
🔥 หลักสัจธรรมคือ “สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือความไม่แน่นอน”
5. หลายคนหันมารักและใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
ตอนทำงานบ่นอยากลาออก ไม่อยากทำงานแล้ว
พอตอนโดนกักตัวบ่น อยากออกไปทำงาน? 5555555
แต่แท้จริงแล้ว เราไม่ได้อยากไปทำงานที่เราไม่อยากตื่นเช้าไปทำ
แต่เราอยากไปทำอะไรที่เราอยากทำ และตื่นเมื่อลืมตา ไม่ใช่เพราะนาฬิกาปลุก
ชีวิตที่ไม่ได้ออกไปไหน มีเงินก็ทำอะไรได้ไม่มาก ไม่ใช่ชีวิตที่เราต้องการ
คนทุกคนต้องการอิสรภาพ มีเวลา มีเงินออกไปทำในสิ่งที่หนึ่งชีวิตเกิดมาต้องได้ทำ
เรื่องเศร้าคือ เราต้องทำงานหนัก เพื่อเก็บเงิน ไว้รักษาสุขภาพและความงามของตัวเอง (สุดท้ายก็เอาเงินเก็บที่ได้จากการทำงาน มาดูแลร่างกายอยู่ดี)
เพราะฉะนั้นสุขภาพสำคัญกว่าเงินทองใช่หรือไม่?
🔥 หลักความจริงคือ “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง”
6. หลายคนเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
ทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นกันมากขึ้น
เมื่อวันที่เราไม่อยู่แล้ว คนข้างหลังของเราจะยังคงอยู่ได้ไหม?
เมื่อวันที่เราไม่อยู่แล้ว เรามีอะไรทิ้งไว้เป็นทรัพย์สมบัติแก่คนข้างหลังหรือยัง?
เมื่อวันที่เราหายไป เราจะไว้ใจใครดูแลครอบครัวของเราได้บ้าง?
เมื่อวันที่เราหายไป เราได้ทำสิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จลุล่วงหมดแล้วหรือยัง?
ตอบตัวเองได้เต็มปากไหม ว่าถ้าเราป่วย เรามีมากพอที่จะดูแลตัวเองได้และไม่เดือดร้อนใคร?
ตอบตัวเองได้ไหมว่าถ้าคนที่เรารักป่วย เราสามารถหยิบยื่นทั้งเวลาและเงินของเราเพื่อช่วยเหลือพวกเขาได้?
คำตอบของคำถามแค่เบื้องต้นทั้งหมดนี้ ทำให้เรารู้เลยว่า...
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังไม่ได้ทำตามความฝันเลย
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังไม่เคยได้ดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดเลย
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณใครเลย
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย
คนที่เรารักก็ยังเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะท่านยังไม่ได้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจกับความสำเร็จของเราเลย
เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่สามารถควบคุมใครให้ยังอยู่กับเราไปตลอดชีวิตได้
แต่เราสามารถทำทุกวันให้มีค่าที่สุดได้ ต่อแต่นี้ไปคงจะเห็นคุณค่าของการได้เกิดมามากขึ้น
‼️โควิด-19 เป็นเหมือนนิ้วมือที่เข้ามาสะกิดคนทั้งโลกว่า...‼️
“ตื่นๆ ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองกันมากเกินไปแล้วมนุษย์ อย่าลืมโลก อย่าลืมเพื่อนร่วมโลก และครอบครัว
คุณไม่ได้เกิดมาใช้ชีวิตง่ายๆแล้วมีความสุขกับการพอเพียง แต่คุณเกิดมาเพื่อเจอปัญหาและเรียนรู้ว่า...
จงอย่าคิดแต่จะทำลาย แต่จงคิดที่จะสร้างด้วย
จงอย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดถึงผู้อื่นด้วย
จงอย่าเกิดมาใช้ชีวิตไปวันๆ แต่จงนึกถึงวันข้างหน้าด้วย”
🔥 “ไม่มีหรอกความพร้อมในการรับมือ มีแต่การเตรียมทำตนให้พร้อมเพื่อรับมือต่างหาก”
“ตะกอนความคิดจากโควิด-19”
แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้อะไรมากมาย อยากจะแชร์ไว้อ่านแล้วกัน...
6 ข้อต่อไปนี้เป็นตะกอนความคิดของคนธรรมดาทั่วไปคนหนึ่ง อาจไม่ตรงกับความคิดของใคร (แต่ลองมาแชร์กันได้นะ)
1. ความกลัวจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้สิ่งที่เรากลัวนั้นเกิดขึ้นจริงได้ง่ายขึ้น ไวขึ้น
ต่อให้ไม่เกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่สิ่งที่เรากลัวมันจะเข้ามาใกล้เรามากขึ้นกว่าเดิม
ที่ชัดที่สุดคือในหัวเรา ในความคิดเรา ในสายตาเรา
เราจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ วิตกกังวลมากมายเต็มไปหมด จนทำให้เกิดภาพในจินตนาการ แล้วเมื่อเกิดภาพจินตนาการในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมันก็ต้องเกิดข้ึนจริง... ในชีวิตจริง...
เพราะฉะนั้นถ้าเราเปลี่ยนเป็นคิดในแง่ดี สบายใจ ปลอดภัย
มันคงดีกว่าการจมและปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับความกลัวเยอะเลยใช่ไหม?
🔥 หลักสัจธรรมคือ “อะไรที่เราคิดถึงมันซ้ำๆ มันจะเกิดขึ้นจริงๆ”
2. อย่าพยายามควบคุมสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ รับผิดชอบตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ
หลายคนกลัวมาก กลัวจนเสียสติ กลัวจนเผลอทำให้ใครหลายๆคนรู้สึกไม่ดีกับตัวเองไปเลย
ว่าร้าย กล่าวโทษคนอื่น จนลืมใช้สติเข้าไปลองนั่งเป็นตัวคนๆนั้น
ไม่มีใครอยากทำให้ใครเดือดร้อน ถ้าไม่ได้ตั้งใจ เราให้อภัยกันได้เสมอ
เปลี่ยนจากความกดดัน เป็นกำลังใจ
เปลี่ยนจากความกลัว เป็นการเตรียมรับมือ
ต่อให้เราจะกลัวอะไรไปมากขนาดไหน แต่สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ “ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด”
ต่อให้เราทำดีที่สุดแล้ว แต่ยังมีผลกระทบมาถึงเรา ก็ให้เราเข้าใจไว้ว่า...
ถ้าผลกระทบหรือปัญหามาจากสิ่งที่เหนือการควบคุมของเรา
เราทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการบอกตัวเองว่า “เราทำดีที่สุดแล้ว”
🔥 หลักสัจธรรมคือ “เราไม่สามารถควบคุมอะไรหรือใครได้เลย นอกจากตัวเราเองคนเดียวเท่านั้น”
3. วิกฤติ เป็นตัวชี้วัดระดับสติและความพร้อมในการรับมือเมื่อเจอปัญหา
เห็นได้ชัดว่าคนที่มีสติ เมื่อเจอวิกฤติเขาจะนิ่งและใจเย็นมาก ไม่ใช่ประมาทหรือปล่อยปละละเลย
แต่เป็นการถอยใจถอยความรู้สึกมา 1 Step เพื่อมองปัญหาภาพรวมที่เกิดขึ้น
และเห็นได้ชัดว่าคนที่ไม่มีสติ เมื่อเจอวิกฤติเขาจะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ต้องรับมืออย่างไร
ไม่มีสติพอที่จะดึงตัวเองให้สูงเพื่อมองภาพกว้างของปัญหา ทำให้จมไปอยู่กับปัญหาเหล่านั้น
เมื่อเราอยู่กับปัญหา รอบตัวเรามองไปจะเห็นแต่ปัญหา แต่เห็นแค่ด้านใดด้านหนึ่ง จะมองไม่เห็นปัญหาทั้งหมด เราจึงแก้แต่ปัญหาเล็กๆได้ส่วนหนึ่ง
แต่จะแก้ปัญหาใหญ่ๆที่เป็นภาพรวมไม่ได้เลย (อาจเป็นที่มาของการแก้ปัญหาที่ไม่ให้ผลยั่งยืนถาวร)
อย่างไรก็ตาม หากเราคิดเผื่อชีวิตไว้ (ไม่ใช่แบบกลัว แต่เป็นแบบมองอนาคตอย่างมีสติ)
จะทำให้เราคนเดิมเมื่อเจอปัญหา สามารถที่จะรับมือได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยนึกถึงเลย
🔥 หลักสัจธรรมคือ “สติมา...ปัญญาเกิด สติเตลิด...จะเกิดปัญหา”
4. เมื่อวันนึงเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลง โลกจะบังคับให้เราต้องเปลี่ยน
ผู้ใหญ่หลายๆคนที่เมื่อก่อนไม่เคยใช้วิดีโอคอล เล่นแอปพลิเคชันออนไลน์ ตอนนี้ก็ต้องทำให้ได้
บริษัทหลายๆบริษัทที่ยังคงมีแค่หน้าร้าน ยังไม่มีหน้าออนไลน์ ตอนนี้ก็ต้องเรียนรู้เพิ่ม ลงทุนเพิ่ม
นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนที่ยังไม่เคยเจอวิกฤติใหญ่ ตอนนี้ถึงกับเข้าใจถึงคำว่าความผันผวนที่แท้จริง
คนเป็นหนี้หลายรายที่ทำงานใช้หนี้ไม่เคยหมด หลายเดือนนี้เห็นโอกาสจึงโฉบฉวย จนพลิกชีวิต...
พนักงานบริษัทหลายคนไม่เคยคิดเรื่องความมั่นคงของชีวิต ตอนนี้เพิ่งได้เข้าใจเมื่อเจอกับตัว
งานหลายงานที่เมื่อก่อนดูมั่นคง ตอนนี้ล้มลงอย่างหนัก
สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เรานึกถึงความมั่นคงของชีวิตมากขึ้น เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิตมากขึ้น
เมื่อไหร่ที่บินสูงอย่าทะนงตัว เมื่อไหร่ที่ตกลงมาอย่าคิดสิ้นหวัง
🔥 หลักสัจธรรมคือ “สิ่งที่แน่นอนที่สุด คือความไม่แน่นอน”
5. หลายคนหันมารักและใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น
ตอนทำงานบ่นอยากลาออก ไม่อยากทำงานแล้ว
พอตอนโดนกักตัวบ่น อยากออกไปทำงาน? 5555555
แต่แท้จริงแล้ว เราไม่ได้อยากไปทำงานที่เราไม่อยากตื่นเช้าไปทำ
แต่เราอยากไปทำอะไรที่เราอยากทำ และตื่นเมื่อลืมตา ไม่ใช่เพราะนาฬิกาปลุก
ชีวิตที่ไม่ได้ออกไปไหน มีเงินก็ทำอะไรได้ไม่มาก ไม่ใช่ชีวิตที่เราต้องการ
คนทุกคนต้องการอิสรภาพ มีเวลา มีเงินออกไปทำในสิ่งที่หนึ่งชีวิตเกิดมาต้องได้ทำ
เรื่องเศร้าคือ เราต้องทำงานหนัก เพื่อเก็บเงิน ไว้รักษาสุขภาพและความงามของตัวเอง (สุดท้ายก็เอาเงินเก็บที่ได้จากการทำงาน มาดูแลร่างกายอยู่ดี)
เพราะฉะนั้นสุขภาพสำคัญกว่าเงินทองใช่หรือไม่?
🔥 หลักความจริงคือ “สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง”
6. หลายคนเห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น
ทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นกันมากขึ้น
เมื่อวันที่เราไม่อยู่แล้ว คนข้างหลังของเราจะยังคงอยู่ได้ไหม?
เมื่อวันที่เราไม่อยู่แล้ว เรามีอะไรทิ้งไว้เป็นทรัพย์สมบัติแก่คนข้างหลังหรือยัง?
เมื่อวันที่เราหายไป เราจะไว้ใจใครดูแลครอบครัวของเราได้บ้าง?
เมื่อวันที่เราหายไป เราได้ทำสิ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จลุล่วงหมดแล้วหรือยัง?
ตอบตัวเองได้เต็มปากไหม ว่าถ้าเราป่วย เรามีมากพอที่จะดูแลตัวเองได้และไม่เดือดร้อนใคร?
ตอบตัวเองได้ไหมว่าถ้าคนที่เรารักป่วย เราสามารถหยิบยื่นทั้งเวลาและเงินของเราเพื่อช่วยเหลือพวกเขาได้?
คำตอบของคำถามแค่เบื้องต้นทั้งหมดนี้ ทำให้เรารู้เลยว่า...
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังไม่ได้ทำตามความฝันเลย
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังไม่เคยได้ดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดเลย
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณใครเลย
เราจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะเรายังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย
คนที่เรารักก็ยังเป็นอะไรไปไม่ได้นะ เพราะท่านยังไม่ได้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจกับความสำเร็จของเราเลย
เหนือสิ่งอื่นใด เราไม่สามารถควบคุมใครให้ยังอยู่กับเราไปตลอดชีวิตได้
แต่เราสามารถทำทุกวันให้มีค่าที่สุดได้ ต่อแต่นี้ไปคงจะเห็นคุณค่าของการได้เกิดมามากขึ้น
‼️โควิด-19 เป็นเหมือนนิ้วมือที่เข้ามาสะกิดคนทั้งโลกว่า...‼️
“ตื่นๆ ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองกันมากเกินไปแล้วมนุษย์ อย่าลืมโลก อย่าลืมเพื่อนร่วมโลก และครอบครัว
คุณไม่ได้เกิดมาใช้ชีวิตง่ายๆแล้วมีความสุขกับการพอเพียง แต่คุณเกิดมาเพื่อเจอปัญหาและเรียนรู้ว่า...
จงอย่าคิดแต่จะทำลาย แต่จงคิดที่จะสร้างด้วย
จงอย่าคิดถึงแต่ตัวเอง แต่จงคิดถึงผู้อื่นด้วย
จงอย่าเกิดมาใช้ชีวิตไปวันๆ แต่จงนึกถึงวันข้างหน้าด้วย”
🔥 “ไม่มีหรอกความพร้อมในการรับมือ มีแต่การเตรียมทำตนให้พร้อมเพื่อรับมือต่างหาก”