ปชช.42.7%หาแมสไม่ได้เชื่อมีตุนขอลงโทษหนัก
https://www.innnews.co.th/politics/news_620741/
“
กรุงเทพโพลล์” ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “
วิกฤตการณ์ ตามหาหน้ากากอนามัย” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,199 คน ระหว่างวันที่ 10-11 มี.ค. ที่ผ่านมา พบว่า
ประชาชนร้อยละ 42.7 ระบุหาซื้อหน้ากากอนามัยไม่ได้เลย
รองลงมา ร้อยละ 23.2 หาซื้อได้ยากถึงยากที่สุด ต้องตระเวนหา หลายร้าน หลายจุด
และร้อยละ 14.8 พอหาซื้อได้บ้าง ต้องซื้อ ณ จุด/ร้าน ที่รัฐประกาศขาย
โดยประชาชน ร้อยละ 58.0 มองว่าปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย อาจเกิดการกักตุนหน้ากากอนามัย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเก็งกำไร,
ร้อยละ 53.8 เห็นว่า ขาดการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก ร้านค้าส่งต่างๆ ทั่วประเทศ
และร้อยละ 32.3 เห็นว่า ระบบการจัดการ อาจกระทบต่อการสาธารณสุข / การรักษาทางการแพทย์
ทั้งนี้ จากการวัดระดับความกังวลถึงผลกระทบต่างๆ หากขาดแคลนหน้ากากอนามัย
ประชาชนกังวลว่าจะกระทบต่อการแพทย์ สาธารณสุข การรักษาพยาบาลสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย 3.87 เต็ม 5
รองลงมา กังวลว่าจะส่งผลกระทบให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 มากขึ้น 3.83,
และ จะส่งผลกระทบให้หน้ากากอนามัยมีราคาสูง/หาซื้อไม่ได้/ผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80
นอกจากนี้ ร้อยละ 56.4 ต้องการให้รัฐบาลแสดงบทบาทต่อแผนการจัดการหน้ากากอนามัยด้วยการปรับเปลี่ยนให้ผู้มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการแทน ร้อยละ 52.6 ให้ลงโทษผู้กักตุนหน้ากากอนามัยด้วยโทษสถานหนัก
และร้อยละ 45.4 นายกรัฐมนตรีควรลงมาดูและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ควรเชื่อเพียงการรายงาน
ชาวชัยภูมิ จัดแฟลชม็อบ ขึ้นป้ายภูเขียวจะไม่ทน นศ.ยันเกษตรกร ขึ้นไฮด์ปาร์คไล่ [เผล่ะจัง]
https://www.matichon.co.th/politics/news_2053395
ชัยภูมิตื่นรู้ ชาวบ้านร่วมม็อบ ‘ภูเขียวจะไม่ทน’ ไล่ [เผล่ะจัง] อ่านแถลงการณ์ ร้องรัฐบาลยุบสภา
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 13 มีนาคม ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยภูเขียว จ.ชัยภูมิ มีการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบภูเขียวจะไม่ทน ซึ่งเป็นเวทีแรกของการจัดกิจกรรมชุมนุมนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อแสดงพลังชาวภูเขียวจะไม่ทนต่อ [เผล่ะจัง] ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ทยอยร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเยาวชนและผู้สูงอายุ ซึ่งบางส่วนเป็นประชาชนจาก จ.มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ และ เลย โดยมีการนำป้ายข้อความเขียนด้วยลายมือ “
ภูเขียวจะไม่ทน” ติดตั้งบริเวณด้านหน้าอนุสาวรีย์ และป้ายผ้ารูปชูสามนิ้ว พร้อมข้อความ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ โดยทางผู้จัดแจ้งว่า ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ จัดกิจกรรมถูกต้องตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯแล้ว พร้อมมีมาตรการป้องกันเชื้อโรค อาทิ จุดให้บริการตรวจวัดไข้ โดยโรงพยาบาลภูเขียว หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือทั่วบริเวณ ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมจากประชาชน อาทิ งบจัดกิจกรรมจากการบริจาค น้ำดื่ม เจลล้างมือ วงดนตรีเพื่อชีวิต และหมอลำ จ.ชัยภูมิ ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ ภายหลังร่วมเคารพธงชาติแล้ว ในเวลา 18.00 น. มีการปราศรัยโดยนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยกล่าวถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทย การแย่งอำนาจทางกฎหมาย และกรณีผู้พิพากษายิงตัวตายจากความอยุติธรรม ซึ่งบอกทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา นับตั้งแต่ปกครองระบอบประชาธิปไตย 2475 อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนได้กี่เดือน กี่วัน ย้อนไปถึงคณะราษฎร กว่าจะได้รัฐธรรมนูญจนถึงการรัฐประหาร 2557 ใครทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย กดขี้ ข่มเหงประชาชน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม นักศึกษาเรียกร้องความยุติธรรม รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ ประชาชนก็ต้องรับผลกรรมที่รัฐบาลคอร์รัปชั่น นักต่อสู้อย่างรัฐมนตรีอีสานถูกสังหารโดย [เผล่ะจัง] รวมถึงผู้ที่หลั่งเลือดเนื้อเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนคืน เพื่อต่อสู้การเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นนำ ประชาชนไม่มีอันจะกินยังนั่งหลับในสภา ประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชน เราเป็นผู้ร่าง ผู้ถือ ผู้รับ มันคือรากเหง้าของเรา ประชาธิปไตย การเมืองการปกครอง กฎหมาย แม้ถูกจำกัดสิทธิมากเพียงใดก็ยืนหยัดที่จะสู้กับคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนแม้แต่น้อย กฎหมายต้องเป็นของผู้ถือความยุติธรรม ประชาธิปไตย ต้องเป็นของประชาชน
“เ
รารวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนว่าจะไม่เอา [เผล่ะจัง] ตั้งแต่ 22 พ.ค 2557 จนถึงปัจจุบัน ประชาชนเดือดร้อนด้านการบริหารประเทศที่ล้มเหลวในทุกระบบ และจากนั้นเรายังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในทางความคิดและการแสดงออก มีคนบอกว่าผู้นำเป็นคนดีทำให้บ้านเมืองสงบ ใช่ แม่ค้าที่มาขายของ เหมือนมาโชว์ของเฉยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี [เผล่ะจัง] สร้างประชาธิปไตยไม่ได้ อย่างไรก็สร้างไม่ได้ เรากำลังจบการศึกษาในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ จบมาไม่มีงานทำ แล้วบอกว่า เราจบมาไม่ตรงกับความต้องการ แทนที่จะปรับปรุง กลับมาว่าเราอย่างนี้”
จากนั้น มีการปราศรัยโดยนักเรียนชั้น ม.1 – ม.3 โรงเรียนภูเขียว เนื้อหาการปราศรัยพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่เฉพาะอายุการทำงาน หรือการศึกษา แต่สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องของคนทุกคน ไปจนถึงเรื่องโควิด-19 การส่งออกหน้ากากอนามัย และการที่รัฐบาลไม่เข้มงวดต่อการกักขังกลุ่มผีน้อย ทำให้เกิดการแพร่เชื้อ และปฏิบัติการ IO ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างตอนนี้ ซึ่งเรามีสิทธิในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม อยากให้ทุกคนแสดงถึงสิทธิเสรีภาพเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เราไม่เคยมีจริงตั้งแต่ปี 2475 เราขอเรียร้องสิทธิเสรีภาพ แม้จะเป็นเด็กอายุ 14-15 ชั้น ม.3 แต่ใช่ว่าเราไม่รับรู้เรื่องการฉ้อโกง ความไม่เป็นธรรม ที่มาจากนายก ฯ
จากนั้น เป็นการปราศรัยโดยเกษตรกรภูเขียว เนื้อหาพูดถึง ที่ดินทำกิน ซึ่งชาวบ้านทำนาบนที่ดินที่จำนวน 2 ไร่ ซึ่งบรรพบุรุษทำมาตั้งแต่เกิด เป็นร้อยปี แต่เมื่อ คสช.เข้ามา ก็ติดป้ายไล่ออกจากที่ ยังไม่พอจะถูกดำเนินคดี ทำมาหากิน อยู่จนลูกจนหลานจะให้เราไปอยู่ไหน เรามีที่แค่เท่านี้ บอกว่าทวงคืนผืนป่า ทวงคืนผืนป่าไปให้ใคร ให้ชาวบ้าน หรือให้ระเบิดโรงโม่หิน เอากฎหมายมาบังคับ ซี่งกฎหมายบังคับพี่น้อง แต่พวกนายทุนกลับไม่บังคับ สินค้าเกษตรที่เราปลูกราคาตกต่ำก็ต่องกู้ยืม จะไปเรียกร้องจากทางไหน รัฐบาลจะช่วยเราหรือไม่ บอกว่าอ้อยจะประกันราคาตันละ 1,000 บาท ตอนนี้ไม่มีอ้อยขาย เพราะตายหมด แล้ง น้ำไม่มี การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้ เกษตรกรจะตายหมดบ้าน ถ้าสินค้าเกษตรราคาดี พี่น้องค้าขายจะได้กำไร เอาเงินมาซื้อของใช้ เงินจะหมุนเวียนภายใน แต่ถ้าราคาผลผลิตตกต่ำ พี่น้องเกษตกรก็เป็นหนี้ คนฆ่าตัวตายมาก ชาวบ้านจะอยู่อย่างไร รัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป ออกจากแผ่นดินนี้ ไปอยู่ดาวอังคารโลด ไม่อย่างนั้นพี่น้องเกษตรจะตายหมด ตายเพราะรัฐบาลโง่ ไม่เคยเป็นอย่างนี้สักครั้ง แต่ก่อนหาเช้ากินค่ำ แต่เดี๋ยวนี้หาเช้ากินข้าวก็ไม่ได้ เราต้องลุกมาช่วยกัน เพียงหนึ่งเสียง ช่วยกันคนละมือ เลือกทิศทาง เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกหลาน น้องๆ นักศึกษา เพราเขาเป็นอนาคต จะได้มีงานที่ดีทำ ไม่ใช่จบมาแล้วต้องเร่ร่อน ขอชวนไปหน้ารัฐสภา ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีแผ่นดินอยู่ เราต้องช่วยกัน รัฐบาลต้องออกไป
ผู้สื่อขาวรายงานว่า ช่วงท้ายของกิจกรรม มีการปราศรัยโดย
ไผ่ ดาวดิน เนื้อหาพูดถึงความล้มเหลวของรัฐบาล และรณรงค์ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชน จากนั้นมีการอ่านบทกวี “
หมดจิตหมดใจจะใฝ่ฝัน” โดยนักศึกษา ผู้ร่วมกิจกรรมร่วมเปิดแฟลชโทรศัพท์มือถือ ชูสามนิ้ว พร้อมอ่านแถลงการณ์ เครือข่ายประชาชนภูเขียว ดังนี้
“
นับเป็นเวลา 6 ปีที่สังคมไทยเดินทางเข้าสู่เส้นทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และนำไปสู่การปกครองอำนาจของคณะ คสช. โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ชะตากรรมของผู้คนในสังคมตกอยู่ในสภาพพูดไม่ได้ ไอไม่ดัง มาโดยตลอด แม้จะประสบความยากลำบากทุกด้านก็ตาม เว้นแต่กลุ่มทุนผูกขาดบางส่วนเท่านั้น สภาพเศรษฐกิจที่ชักหน้าไม่ถึงหลังของประชาชนได้เกิดขึ้นทั่วไปและย่ำแย่ขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งถูกพิจารณาว่าเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนถูกกดทับไว้โดยอำนาจปืนและกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความไม่ตรงไปตรงมาในการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนปรากฏเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งสภาพการณ์วิกฤตสุขภาพจากไวรัส โควิด-19 ในปัจจุบัน สภาพการณ์เช่นนี้ หากพิจารณาอย่างถึงที่สุดแล้วย่อมเกิดความจากพิกลพิการในความออกแบบและการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 และได้สะท้อนข้อเท็จจริงผ่านการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบันที่ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพ 2 มาตรฐาน และสร้างความยากลำบากให้กับประชาชนดังกล่าวแล้ว
“ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาชนภูเขียวจะไม่ทน ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั่วไปที่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติและความสุขสมบูรณ์ของประชาชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สังคมไทยที่เราปรารถนาร่วมจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ด้วยความสมานฉันท์”
JJNY : ปชช.42.7%หาแมสไม่ได้เชื่อมีตุน/ชัยภูมิจัดแฟลชม็อบ ขึ้นป้ายภูเขียวจะไม่ทน/รัฐศาสตร์ม.อุบลฯขึ้นป้าย/โควิดลาม136ปท.
https://www.innnews.co.th/politics/news_620741/
ประชาชนร้อยละ 42.7 ระบุหาซื้อหน้ากากอนามัยไม่ได้เลย
รองลงมา ร้อยละ 23.2 หาซื้อได้ยากถึงยากที่สุด ต้องตระเวนหา หลายร้าน หลายจุด
และร้อยละ 14.8 พอหาซื้อได้บ้าง ต้องซื้อ ณ จุด/ร้าน ที่รัฐประกาศขาย
โดยประชาชน ร้อยละ 58.0 มองว่าปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัย อาจเกิดการกักตุนหน้ากากอนามัย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเก็งกำไร,
ร้อยละ 53.8 เห็นว่า ขาดการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก ร้านค้าส่งต่างๆ ทั่วประเทศ
และร้อยละ 32.3 เห็นว่า ระบบการจัดการ อาจกระทบต่อการสาธารณสุข / การรักษาทางการแพทย์
ทั้งนี้ จากการวัดระดับความกังวลถึงผลกระทบต่างๆ หากขาดแคลนหน้ากากอนามัย
ประชาชนกังวลว่าจะกระทบต่อการแพทย์ สาธารณสุข การรักษาพยาบาลสูงสุด โดยมีค่าเฉลี่ย 3.87 เต็ม 5
รองลงมา กังวลว่าจะส่งผลกระทบให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อ COVID-19 มากขึ้น 3.83,
และ จะส่งผลกระทบให้หน้ากากอนามัยมีราคาสูง/หาซื้อไม่ได้/ผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.80
นอกจากนี้ ร้อยละ 56.4 ต้องการให้รัฐบาลแสดงบทบาทต่อแผนการจัดการหน้ากากอนามัยด้วยการปรับเปลี่ยนให้ผู้มีความรู้ความสามารถมาบริหารจัดการแทน ร้อยละ 52.6 ให้ลงโทษผู้กักตุนหน้ากากอนามัยด้วยโทษสถานหนัก
และร้อยละ 45.4 นายกรัฐมนตรีควรลงมาดูและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ควรเชื่อเพียงการรายงาน
ชาวชัยภูมิ จัดแฟลชม็อบ ขึ้นป้ายภูเขียวจะไม่ทน นศ.ยันเกษตรกร ขึ้นไฮด์ปาร์คไล่ [เผล่ะจัง]
https://www.matichon.co.th/politics/news_2053395
ชัยภูมิตื่นรู้ ชาวบ้านร่วมม็อบ ‘ภูเขียวจะไม่ทน’ ไล่ [เผล่ะจัง] อ่านแถลงการณ์ ร้องรัฐบาลยุบสภา
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 13 มีนาคม ที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยภูเขียว จ.ชัยภูมิ มีการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบภูเขียวจะไม่ทน ซึ่งเป็นเวทีแรกของการจัดกิจกรรมชุมนุมนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อแสดงพลังชาวภูเขียวจะไม่ทนต่อ [เผล่ะจัง] ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ทยอยร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเยาวชนและผู้สูงอายุ ซึ่งบางส่วนเป็นประชาชนจาก จ.มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ และ เลย โดยมีการนำป้ายข้อความเขียนด้วยลายมือ “ภูเขียวจะไม่ทน” ติดตั้งบริเวณด้านหน้าอนุสาวรีย์ และป้ายผ้ารูปชูสามนิ้ว พร้อมข้อความ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ โดยทางผู้จัดแจ้งว่า ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ จัดกิจกรรมถูกต้องตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯแล้ว พร้อมมีมาตรการป้องกันเชื้อโรค อาทิ จุดให้บริการตรวจวัดไข้ โดยโรงพยาบาลภูเขียว หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือทั่วบริเวณ ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมจากประชาชน อาทิ งบจัดกิจกรรมจากการบริจาค น้ำดื่ม เจลล้างมือ วงดนตรีเพื่อชีวิต และหมอลำ จ.ชัยภูมิ ท่ามกลางการอำนวยความสะดวกโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ทั้งนี้ ภายหลังร่วมเคารพธงชาติแล้ว ในเวลา 18.00 น. มีการปราศรัยโดยนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โดยกล่าวถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทย การแย่งอำนาจทางกฎหมาย และกรณีผู้พิพากษายิงตัวตายจากความอยุติธรรม ซึ่งบอกทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา นับตั้งแต่ปกครองระบอบประชาธิปไตย 2475 อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนได้กี่เดือน กี่วัน ย้อนไปถึงคณะราษฎร กว่าจะได้รัฐธรรมนูญจนถึงการรัฐประหาร 2557 ใครทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย กดขี้ ข่มเหงประชาชน เหตุการณ์ 14 ตุลาคม นักศึกษาเรียกร้องความยุติธรรม รัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ ประชาชนก็ต้องรับผลกรรมที่รัฐบาลคอร์รัปชั่น นักต่อสู้อย่างรัฐมนตรีอีสานถูกสังหารโดย [เผล่ะจัง] รวมถึงผู้ที่หลั่งเลือดเนื้อเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนคืน เพื่อต่อสู้การเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นนำ ประชาชนไม่มีอันจะกินยังนั่งหลับในสภา ประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชน เราเป็นผู้ร่าง ผู้ถือ ผู้รับ มันคือรากเหง้าของเรา ประชาธิปไตย การเมืองการปกครอง กฎหมาย แม้ถูกจำกัดสิทธิมากเพียงใดก็ยืนหยัดที่จะสู้กับคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนแม้แต่น้อย กฎหมายต้องเป็นของผู้ถือความยุติธรรม ประชาธิปไตย ต้องเป็นของประชาชน
“เรารวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนว่าจะไม่เอา [เผล่ะจัง] ตั้งแต่ 22 พ.ค 2557 จนถึงปัจจุบัน ประชาชนเดือดร้อนด้านการบริหารประเทศที่ล้มเหลวในทุกระบบ และจากนั้นเรายังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในทางความคิดและการแสดงออก มีคนบอกว่าผู้นำเป็นคนดีทำให้บ้านเมืองสงบ ใช่ แม่ค้าที่มาขายของ เหมือนมาโชว์ของเฉยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี [เผล่ะจัง] สร้างประชาธิปไตยไม่ได้ อย่างไรก็สร้างไม่ได้ เรากำลังจบการศึกษาในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ จบมาไม่มีงานทำ แล้วบอกว่า เราจบมาไม่ตรงกับความต้องการ แทนที่จะปรับปรุง กลับมาว่าเราอย่างนี้”
จากนั้น มีการปราศรัยโดยนักเรียนชั้น ม.1 – ม.3 โรงเรียนภูเขียว เนื้อหาการปราศรัยพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่เฉพาะอายุการทำงาน หรือการศึกษา แต่สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องของคนทุกคน ไปจนถึงเรื่องโควิด-19 การส่งออกหน้ากากอนามัย และการที่รัฐบาลไม่เข้มงวดต่อการกักขังกลุ่มผีน้อย ทำให้เกิดการแพร่เชื้อ และปฏิบัติการ IO ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างตอนนี้ ซึ่งเรามีสิทธิในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม อยากให้ทุกคนแสดงถึงสิทธิเสรีภาพเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เราไม่เคยมีจริงตั้งแต่ปี 2475 เราขอเรียร้องสิทธิเสรีภาพ แม้จะเป็นเด็กอายุ 14-15 ชั้น ม.3 แต่ใช่ว่าเราไม่รับรู้เรื่องการฉ้อโกง ความไม่เป็นธรรม ที่มาจากนายก ฯ
จากนั้น เป็นการปราศรัยโดยเกษตรกรภูเขียว เนื้อหาพูดถึง ที่ดินทำกิน ซึ่งชาวบ้านทำนาบนที่ดินที่จำนวน 2 ไร่ ซึ่งบรรพบุรุษทำมาตั้งแต่เกิด เป็นร้อยปี แต่เมื่อ คสช.เข้ามา ก็ติดป้ายไล่ออกจากที่ ยังไม่พอจะถูกดำเนินคดี ทำมาหากิน อยู่จนลูกจนหลานจะให้เราไปอยู่ไหน เรามีที่แค่เท่านี้ บอกว่าทวงคืนผืนป่า ทวงคืนผืนป่าไปให้ใคร ให้ชาวบ้าน หรือให้ระเบิดโรงโม่หิน เอากฎหมายมาบังคับ ซี่งกฎหมายบังคับพี่น้อง แต่พวกนายทุนกลับไม่บังคับ สินค้าเกษตรที่เราปลูกราคาตกต่ำก็ต่องกู้ยืม จะไปเรียกร้องจากทางไหน รัฐบาลจะช่วยเราหรือไม่ บอกว่าอ้อยจะประกันราคาตันละ 1,000 บาท ตอนนี้ไม่มีอ้อยขาย เพราะตายหมด แล้ง น้ำไม่มี การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้ เกษตรกรจะตายหมดบ้าน ถ้าสินค้าเกษตรราคาดี พี่น้องค้าขายจะได้กำไร เอาเงินมาซื้อของใช้ เงินจะหมุนเวียนภายใน แต่ถ้าราคาผลผลิตตกต่ำ พี่น้องเกษตกรก็เป็นหนี้ คนฆ่าตัวตายมาก ชาวบ้านจะอยู่อย่างไร รัฐบาลชุดนี้ต้องออกไป ออกจากแผ่นดินนี้ ไปอยู่ดาวอังคารโลด ไม่อย่างนั้นพี่น้องเกษตรจะตายหมด ตายเพราะรัฐบาลโง่ ไม่เคยเป็นอย่างนี้สักครั้ง แต่ก่อนหาเช้ากินค่ำ แต่เดี๋ยวนี้หาเช้ากินข้าวก็ไม่ได้ เราต้องลุกมาช่วยกัน เพียงหนึ่งเสียง ช่วยกันคนละมือ เลือกทิศทาง เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกหลาน น้องๆ นักศึกษา เพราเขาเป็นอนาคต จะได้มีงานที่ดีทำ ไม่ใช่จบมาแล้วต้องเร่ร่อน ขอชวนไปหน้ารัฐสภา ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีแผ่นดินอยู่ เราต้องช่วยกัน รัฐบาลต้องออกไป
ผู้สื่อขาวรายงานว่า ช่วงท้ายของกิจกรรม มีการปราศรัยโดย ไผ่ ดาวดิน เนื้อหาพูดถึงความล้มเหลวของรัฐบาล และรณรงค์ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับประชาชน จากนั้นมีการอ่านบทกวี “หมดจิตหมดใจจะใฝ่ฝัน” โดยนักศึกษา ผู้ร่วมกิจกรรมร่วมเปิดแฟลชโทรศัพท์มือถือ ชูสามนิ้ว พร้อมอ่านแถลงการณ์ เครือข่ายประชาชนภูเขียว ดังนี้
“นับเป็นเวลา 6 ปีที่สังคมไทยเดินทางเข้าสู่เส้นทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และนำไปสู่การปกครองอำนาจของคณะ คสช. โดยมี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ชะตากรรมของผู้คนในสังคมตกอยู่ในสภาพพูดไม่ได้ ไอไม่ดัง มาโดยตลอด แม้จะประสบความยากลำบากทุกด้านก็ตาม เว้นแต่กลุ่มทุนผูกขาดบางส่วนเท่านั้น สภาพเศรษฐกิจที่ชักหน้าไม่ถึงหลังของประชาชนได้เกิดขึ้นทั่วไปและย่ำแย่ขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งถูกพิจารณาว่าเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนถูกกดทับไว้โดยอำนาจปืนและกฎหมาย ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและความไม่ตรงไปตรงมาในการใช้จ่ายงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชนปรากฏเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งสภาพการณ์วิกฤตสุขภาพจากไวรัส โควิด-19 ในปัจจุบัน สภาพการณ์เช่นนี้ หากพิจารณาอย่างถึงที่สุดแล้วย่อมเกิดความจากพิกลพิการในความออกแบบและการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 และได้สะท้อนข้อเท็จจริงผ่านการบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบันที่ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพ 2 มาตรฐาน และสร้างความยากลำบากให้กับประชาชนดังกล่าวแล้ว
“ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายประชาชนภูเขียวจะไม่ทน ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั่วไปที่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติและความสุขสมบูรณ์ของประชาชน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน และแก้ไขยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน สังคมไทยที่เราปรารถนาร่วมจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ด้วยความสมานฉันท์”