รวมๆ ขาดทุนไปแล้วประมาณ 4 หมื่นบาท คือ
ปิดไปแล้ว 1 พอร์ต ขาดทุนไป 11,286.96 บาท หรือประมาณ 10 กว่า %.
อีก 1 พอร์ตยังติด -14,793 บาท จากทุนที่เหลือ แสนกว่าบาท และหลือเฉพาะกองทุนในหุ้น แต่ขาดทุนทางบัญชีเงินสดไปแล้ว 26,033 บาท + ที่ขายขาดทุนวันนี้ 4,915 บาท = 30,948 บาท
รวมขาดทุนเงินสดจริงๆ ไปแล้ว 11,286.96+30,948.00 = 42,234.96 บาท
แต่ได้เงินปันผลมาแล้ว มกราคา - มีนาคม 2,000 บาท ก็คือขาดทุนไปจริงๆ ก็ประมาณ 4 หมื่น นั้นเอง.
ทั้งที่พอรู้ตัวทยอยขายไปตั้งแต่ต้นเดือน มกราคม ถ้าไม่ยอมขายน่าจะ - ไปแสนกว่า หรือถ้าถือคติว่า ไม่ขายไม่ขาดทุนตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเกิดขายปิดพอร์ตตอนนี้ ก็จะขาดทุนร่วม 2 แสน หรือเกือบ -45 %
ดังนั้น การลงทุนในหุ้นผมคิดว่า มีความเสี่ยงสูงมาก จึงไม่เหมาะกับคนเกษียณแล้วมีเงินเก็บแต่ไม่มีรายได้ทางอื่นอีกแล้ว แต่จะเอาเงินมาลงทุนเกิน 50 % ของเงินที่มีลงในหุ้น โดยไม่กระจายเป็นเงินฝากและการลงทุนอย่างอื่น
ผมปิดไปแล้ว 1 พอร์ตเมื่อเช้า ขาดทุนเงินสดไปแล้ว 11,286.96 บาท ส่วนอีกพอร์ตขายที่เป็นหุ้นไปหมดแล้วเหลือกองทุนในหุ้น
ปิดไปแล้ว 1 พอร์ต ขาดทุนไป 11,286.96 บาท หรือประมาณ 10 กว่า %.
อีก 1 พอร์ตยังติด -14,793 บาท จากทุนที่เหลือ แสนกว่าบาท และหลือเฉพาะกองทุนในหุ้น แต่ขาดทุนทางบัญชีเงินสดไปแล้ว 26,033 บาท + ที่ขายขาดทุนวันนี้ 4,915 บาท = 30,948 บาท
รวมขาดทุนเงินสดจริงๆ ไปแล้ว 11,286.96+30,948.00 = 42,234.96 บาท
แต่ได้เงินปันผลมาแล้ว มกราคา - มีนาคม 2,000 บาท ก็คือขาดทุนไปจริงๆ ก็ประมาณ 4 หมื่น นั้นเอง.
ทั้งที่พอรู้ตัวทยอยขายไปตั้งแต่ต้นเดือน มกราคม ถ้าไม่ยอมขายน่าจะ - ไปแสนกว่า หรือถ้าถือคติว่า ไม่ขายไม่ขาดทุนตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเกิดขายปิดพอร์ตตอนนี้ ก็จะขาดทุนร่วม 2 แสน หรือเกือบ -45 %
ดังนั้น การลงทุนในหุ้นผมคิดว่า มีความเสี่ยงสูงมาก จึงไม่เหมาะกับคนเกษียณแล้วมีเงินเก็บแต่ไม่มีรายได้ทางอื่นอีกแล้ว แต่จะเอาเงินมาลงทุนเกิน 50 % ของเงินที่มีลงในหุ้น โดยไม่กระจายเป็นเงินฝากและการลงทุนอย่างอื่น