เพื่อนที่สนิทกับแม่ของผมบอกว่าหลานติด Covid-19 เมื่อวานนี้ครับ
ซึ่งหลานทำงานกับลูกด้วย ตอนนี้ลูกก็รอผลตรวจอยู่
แต่หลานไม่ได้เจอคนต่างประเทศ และไม่ได้ไปต่างประเทศ
มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วนะครับ
สิ่งที่ผมกังวลก็คือเด็กและผู้สูงอายุ
อาจจะมีคนบอกว่า ไม่มีเด็กตาย แต่ว่าถ้าเด็กโดนเข้าไป
แล้วมีอาการหนักถ้ามีระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีนี่ยุ่งเลยนะครับ
ถึงหมอจะช่วยให้รอดชีวิตได้ 100% แต่เราไม่รู้ผลกระทบต่อไปในอีกอนาคต
ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหมอ แต่เกี่ยวกับพ่อแม่อย่างเราๆ ไปตลอดชีวิต
ซึ่งการติดเชื้อในวัยเด็กแรงๆ นี่ ปกตินี่ผลกระทบก็สาหัสอยู่นะครับ ไม่ต้อง Covid-19 ก็ได้
ส่วนในอิตาลี เขาเริ่มเลือกแล้วนะครับว่าถ้ามีคนป่วยระหว่างอายุน้อยกับอายุมาก อายุ 60 ปีขึ้น
เขาไม่ต่อเครื่องช่วยหายใจให้แล้วนะครับ เพราะอุปกรณ์เขาไม่พอ
ดังนั้นมันจะมีลักษณะการเลือกแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
สภาวะบ้านเราในตอนนี้ก็เหมือนรัฐบาลกำลังเลือกด้วยนะครับ
ว่าจะเลือกผู้สูงอายุหรือเลือกภาคเศรษฐกิจ
การที่ขีดเส้นไว้ที่จำนวนคนตาย (ซึ่งวัดแบบนี้ผมว่าหยาบนะครับ เรื่องสุขภาพและผลกระทบไม่มีการพูดถึง)
แล้วคนตายส่วนมากก็คือคนชรา แบบนี้ไม่ว่ารัฐบาลประเทศไหน ถ้าจะตั้งช้อยส์เป็นตัวเลือก ก็แค่
จะเอาคนสูงอายุหรือไม่เอาแค่นั้น เพื่อป้องกันผลกระทบอื่นๆ ที่จะเสียหายมากกว่า
ถ้าผมเป็นผู้สูงอายุจะทำยังไงในเวลานี้ครับ? ทำได้แค่ทำใจรึเปล่า
แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันเป็นรูปแบบนี้อยู่รึเปล่า ระดับการแพร่ระบาดถูกรายงานอย่างซื่อตรงโดยรัฐรึเปล่า
แต่ทิศทางของโลกมันกำลังจะไปในทางนั้น
ประการถัดมาเรื่องระยะที่ 2 หรือระยะที่ 3 ตอนนี้สื่อชั้นแนวหน้ายังบอกว่าอยู่ระยะที่ 2
แต่คนรอบข้างผมก็เริ่มติดแล้ว 1 คน ซึ่งนั่นเขาผ่านการทำงานร่วมกับญาติพี่น้อง คนที่บริษัท
แล้วก็มีผ่านงานปาร์ตี้มาด้วยนะ มันดูไม่เหมือนระยะที่ 2 เท่าไหร่ในความรู้สึกของผม
และการตรวจคัดกรองคือเราคัดเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงแบบระยะที่ 2 ผลก็คือมันก็ต้องเจอ
แต่คนที่ติดแบบระยะที่ 2 น่ะสิครับ ส่วนพวกที่ติดแบบระยะที่ 3 หรือการติดกันเองภายในประเทศ
ก็ต้องวัดกันที่สุขภาพร่างกายของแต่ละคน อาจจะมีจำนวนคนตายน้อยมากก็ได้ หรือตัวเลขอาจจะ
แค่ไม่เกินหลัก 10 ไปเรื่อยๆ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพมันอาจจะมีมากกว่านั้นซึ่งไม่มีใครมาตามดูให้
ผลสุดท้ายก็ต้องเข้าระบบปกติแบบรักษาตามอาการไปเรื่อยๆ
ก็ใช่ครับว่า แค่ไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว ก็แล้วแต่ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ เวลาที่มีปัญหาสุขภาพ
ตามมา ซึ่งอาจเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ พวกโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านตนเองที่มันจะชอบตามมาหลังจากการ
ฆ่าเชื้อครั้งใหญ่นี่ แต่ละคนชีวิตเปลี่ยนนะครับ ดังนั้นอย่าคิดแค่ว่ามันเป็นโรคที่หายได้
แค่เหมือนติดไข้หวัด ไม่ตายแน่นอน โอกาสเสี่ยงต่ำ ยังไม่มีใครตายเลย หมอไทยเก่งรักษาได้แน่นอน
ไม่อยากแพนิคเอาเรื่องไวรัสมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แต่ผมว่าควรระวังกันให้มากขึ้นดีกว่านะครับ อย่าประมาท
ต้องย้ำอีกครั้งว่า การตรวจของบ้านเรา มันเป็นการคัดกรองที่ทำให้เจอแต่ผู้ป่วยแบบการระบาดระยะที่ 2
มันทำให้ดูเหมือนประเทศเข้าระยะที่ 3 ช้ากว่าประเทศอื่น แต่มันไม่น่าไว้ใจก็เพราะวิธีคัดกรองเลือกที่จะตรวจนี่หล่ะครับ
ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับเรื่อง มีใครเสียชีวิตหรือยัง ถ้าไม่มีแสดงว่ายังไม่มีคนติด คือมันก็คิดแบบนั้นได้
แต่ถ้าจะระมัดระวังกันแบบไม่ประมาท มันไม่ควรที่จะคิดแบบนั้นครับ
ผมมีแม่ที่สูงอายุ กับลูกเล็ก 2 คน ต้องเฝ้าระวังทั้งหมดครับ และไม่สนใจด้วยว่าจะมีคนบอกว่าเด็กๆ น่ะไม่ตายหรอกนะ
การคิดแบบนั้นมันหยาบเกินไปครับ อีกอย่างก็ต้องระมัดระวังสุขภาพตนเองด้วย คนช่วง 30 ปีขึ้นไป ถ้าไม่ระวัง
ปล่อยให้ภูมิคุ้มกันตัวเองตกนี่ก็เป็นหนักได้อยู่นะครับ ไม่ว่าจะกินอาหารที่ไม่ดี นอนดึกหรือนอนน้อย โดนเข้าไปได้ง่ายๆ
แล้วค่ารักษาพยาบาลอีก เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรมาช่วย cover ได้บ้าง ไม่อยากให้เสี่ยงครับ
***ประเด็นของกระทู้นี้คืออยากให้ระวังรักษาสุขภาพมากขึ้น มีหลายคอมเม้นท์ที่เข้าใจ
แต่ก็มีหลายคอมเม้นท์ที่ไม่ได้เข้าใจแบบนั้น แล้วหลงประเด็นไปที่เรื่องคนที่ติด
จขกท. ไม่ได้มีความตั้งใจอยากจะโปดโปง จำผิด หรือแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการ
หาตัวคนติดเชื้อใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สนใจเรื่องติดตามตัวผู้ติดเชื้อเท่ากับเรื่องระวังรักษาสุขภาพ
เพราะจขกท. เชื่อว่ามันต้องแพร่ระบาดได้อยู่แล้ว ต้องขออภัยด้วยที่อาจจะมีมุมมองที่เหมือน
กับบางท่านที่ต้องการไล่หาข้อมูลเพื่อให้รู้สถานการณ์ล่าสุดของคนติดเชื้อ
การตั้งกระทู้นี้มาจากความรู้สึกที่เห็นคนส่วนใหญ่ชอบตามข่าวการติดเชื้อมาก ดูกังวลมาก
กับคนที่ดูประมาทและไม่ห่วงที่จะระมัดระวังไม่ให้ถูกเชื้อ ซึ่งมันจะเป็นอันตรายกับเด็กและผู้สูงอายุ
แต่ จขกท.ไม่ได้กังวลหรือวิตกกับข่าว และไม่ได้ประมาทต่อการติดเชื้อ จขกท.มีความเห็นว่า
คนส่วนใหญ่ควรจะหันมาดูแลสุขภาพให้มากขึ้น เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น
มากกว่าเรื่องการพึ่งพายา และควรระวังตัวเพื่อปกป้องเด็กและคนแก่ให้มากขึ้น อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว
นี่คือประเด็นสำคัญของกระทู้นี้ที่ตั้งขึ้นมา ขอบพระคุณมากครับ***
อัพเดทวันที่ 15/3/2020 ครับ
ลูกของเพื่อนแม่ยังไม่ติดโควิดครับ แต่ต้องกักตัว 14 วัน แล้วต้องรอตรวจใหม่เพราะต้องยืนยันหลายรอบ
หลานที่ติดไปกินข้าว+ดื่มกับเพื่อน 11 คน แต่เป็นคนไทยทั้งหมด มีเพื่อนคนหนึ่งกลับจากญี่ปุ่นแต่กักตัวไปแล้ว 23 วัน
แต่พอกลับมาอีก 5-6 เป็นกันหมดทั้ง 11 คน คือไม่รู้ว่าไปติดจากคนอื่นหรือเพื่อน
ตามนี้ครับ
เริ่มมีคนใกล้ตัวติด Covid-19 แล้วครับ ตัวเลขสถิติ? ระยะที่?
ซึ่งหลานทำงานกับลูกด้วย ตอนนี้ลูกก็รอผลตรวจอยู่
แต่หลานไม่ได้เจอคนต่างประเทศ และไม่ได้ไปต่างประเทศ
มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วนะครับ
สิ่งที่ผมกังวลก็คือเด็กและผู้สูงอายุ
อาจจะมีคนบอกว่า ไม่มีเด็กตาย แต่ว่าถ้าเด็กโดนเข้าไป
แล้วมีอาการหนักถ้ามีระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีนี่ยุ่งเลยนะครับ
ถึงหมอจะช่วยให้รอดชีวิตได้ 100% แต่เราไม่รู้ผลกระทบต่อไปในอีกอนาคต
ซึ่งเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหมอ แต่เกี่ยวกับพ่อแม่อย่างเราๆ ไปตลอดชีวิต
ซึ่งการติดเชื้อในวัยเด็กแรงๆ นี่ ปกตินี่ผลกระทบก็สาหัสอยู่นะครับ ไม่ต้อง Covid-19 ก็ได้
ส่วนในอิตาลี เขาเริ่มเลือกแล้วนะครับว่าถ้ามีคนป่วยระหว่างอายุน้อยกับอายุมาก อายุ 60 ปีขึ้น
เขาไม่ต่อเครื่องช่วยหายใจให้แล้วนะครับ เพราะอุปกรณ์เขาไม่พอ
ดังนั้นมันจะมีลักษณะการเลือกแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต
สภาวะบ้านเราในตอนนี้ก็เหมือนรัฐบาลกำลังเลือกด้วยนะครับ
ว่าจะเลือกผู้สูงอายุหรือเลือกภาคเศรษฐกิจ
การที่ขีดเส้นไว้ที่จำนวนคนตาย (ซึ่งวัดแบบนี้ผมว่าหยาบนะครับ เรื่องสุขภาพและผลกระทบไม่มีการพูดถึง)
แล้วคนตายส่วนมากก็คือคนชรา แบบนี้ไม่ว่ารัฐบาลประเทศไหน ถ้าจะตั้งช้อยส์เป็นตัวเลือก ก็แค่
จะเอาคนสูงอายุหรือไม่เอาแค่นั้น เพื่อป้องกันผลกระทบอื่นๆ ที่จะเสียหายมากกว่า
ถ้าผมเป็นผู้สูงอายุจะทำยังไงในเวลานี้ครับ? ทำได้แค่ทำใจรึเปล่า
แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันเป็นรูปแบบนี้อยู่รึเปล่า ระดับการแพร่ระบาดถูกรายงานอย่างซื่อตรงโดยรัฐรึเปล่า
แต่ทิศทางของโลกมันกำลังจะไปในทางนั้น
ประการถัดมาเรื่องระยะที่ 2 หรือระยะที่ 3 ตอนนี้สื่อชั้นแนวหน้ายังบอกว่าอยู่ระยะที่ 2
แต่คนรอบข้างผมก็เริ่มติดแล้ว 1 คน ซึ่งนั่นเขาผ่านการทำงานร่วมกับญาติพี่น้อง คนที่บริษัท
แล้วก็มีผ่านงานปาร์ตี้มาด้วยนะ มันดูไม่เหมือนระยะที่ 2 เท่าไหร่ในความรู้สึกของผม
และการตรวจคัดกรองคือเราคัดเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงแบบระยะที่ 2 ผลก็คือมันก็ต้องเจอ
แต่คนที่ติดแบบระยะที่ 2 น่ะสิครับ ส่วนพวกที่ติดแบบระยะที่ 3 หรือการติดกันเองภายในประเทศ
ก็ต้องวัดกันที่สุขภาพร่างกายของแต่ละคน อาจจะมีจำนวนคนตายน้อยมากก็ได้ หรือตัวเลขอาจจะ
แค่ไม่เกินหลัก 10 ไปเรื่อยๆ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพมันอาจจะมีมากกว่านั้นซึ่งไม่มีใครมาตามดูให้
ผลสุดท้ายก็ต้องเข้าระบบปกติแบบรักษาตามอาการไปเรื่อยๆ
ก็ใช่ครับว่า แค่ไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว ก็แล้วแต่ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ เวลาที่มีปัญหาสุขภาพ
ตามมา ซึ่งอาจเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ พวกโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านตนเองที่มันจะชอบตามมาหลังจากการ
ฆ่าเชื้อครั้งใหญ่นี่ แต่ละคนชีวิตเปลี่ยนนะครับ ดังนั้นอย่าคิดแค่ว่ามันเป็นโรคที่หายได้
แค่เหมือนติดไข้หวัด ไม่ตายแน่นอน โอกาสเสี่ยงต่ำ ยังไม่มีใครตายเลย หมอไทยเก่งรักษาได้แน่นอน
ไม่อยากแพนิคเอาเรื่องไวรัสมาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แต่ผมว่าควรระวังกันให้มากขึ้นดีกว่านะครับ อย่าประมาท
ต้องย้ำอีกครั้งว่า การตรวจของบ้านเรา มันเป็นการคัดกรองที่ทำให้เจอแต่ผู้ป่วยแบบการระบาดระยะที่ 2
มันทำให้ดูเหมือนประเทศเข้าระยะที่ 3 ช้ากว่าประเทศอื่น แต่มันไม่น่าไว้ใจก็เพราะวิธีคัดกรองเลือกที่จะตรวจนี่หล่ะครับ
ซึ่งมันเป็นคนละเรื่องกับเรื่อง มีใครเสียชีวิตหรือยัง ถ้าไม่มีแสดงว่ายังไม่มีคนติด คือมันก็คิดแบบนั้นได้
แต่ถ้าจะระมัดระวังกันแบบไม่ประมาท มันไม่ควรที่จะคิดแบบนั้นครับ
ผมมีแม่ที่สูงอายุ กับลูกเล็ก 2 คน ต้องเฝ้าระวังทั้งหมดครับ และไม่สนใจด้วยว่าจะมีคนบอกว่าเด็กๆ น่ะไม่ตายหรอกนะ
การคิดแบบนั้นมันหยาบเกินไปครับ อีกอย่างก็ต้องระมัดระวังสุขภาพตนเองด้วย คนช่วง 30 ปีขึ้นไป ถ้าไม่ระวัง
ปล่อยให้ภูมิคุ้มกันตัวเองตกนี่ก็เป็นหนักได้อยู่นะครับ ไม่ว่าจะกินอาหารที่ไม่ดี นอนดึกหรือนอนน้อย โดนเข้าไปได้ง่ายๆ
แล้วค่ารักษาพยาบาลอีก เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรมาช่วย cover ได้บ้าง ไม่อยากให้เสี่ยงครับ
***ประเด็นของกระทู้นี้คืออยากให้ระวังรักษาสุขภาพมากขึ้น มีหลายคอมเม้นท์ที่เข้าใจ
แต่ก็มีหลายคอมเม้นท์ที่ไม่ได้เข้าใจแบบนั้น แล้วหลงประเด็นไปที่เรื่องคนที่ติด
จขกท. ไม่ได้มีความตั้งใจอยากจะโปดโปง จำผิด หรือแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการ
หาตัวคนติดเชื้อใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สนใจเรื่องติดตามตัวผู้ติดเชื้อเท่ากับเรื่องระวังรักษาสุขภาพ
เพราะจขกท. เชื่อว่ามันต้องแพร่ระบาดได้อยู่แล้ว ต้องขออภัยด้วยที่อาจจะมีมุมมองที่เหมือน
กับบางท่านที่ต้องการไล่หาข้อมูลเพื่อให้รู้สถานการณ์ล่าสุดของคนติดเชื้อ
การตั้งกระทู้นี้มาจากความรู้สึกที่เห็นคนส่วนใหญ่ชอบตามข่าวการติดเชื้อมาก ดูกังวลมาก
กับคนที่ดูประมาทและไม่ห่วงที่จะระมัดระวังไม่ให้ถูกเชื้อ ซึ่งมันจะเป็นอันตรายกับเด็กและผู้สูงอายุ
แต่ จขกท.ไม่ได้กังวลหรือวิตกกับข่าว และไม่ได้ประมาทต่อการติดเชื้อ จขกท.มีความเห็นว่า
คนส่วนใหญ่ควรจะหันมาดูแลสุขภาพให้มากขึ้น เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น
มากกว่าเรื่องการพึ่งพายา และควรระวังตัวเพื่อปกป้องเด็กและคนแก่ให้มากขึ้น อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว
นี่คือประเด็นสำคัญของกระทู้นี้ที่ตั้งขึ้นมา ขอบพระคุณมากครับ***
อัพเดทวันที่ 15/3/2020 ครับ
ลูกของเพื่อนแม่ยังไม่ติดโควิดครับ แต่ต้องกักตัว 14 วัน แล้วต้องรอตรวจใหม่เพราะต้องยืนยันหลายรอบ
หลานที่ติดไปกินข้าว+ดื่มกับเพื่อน 11 คน แต่เป็นคนไทยทั้งหมด มีเพื่อนคนหนึ่งกลับจากญี่ปุ่นแต่กักตัวไปแล้ว 23 วัน
แต่พอกลับมาอีก 5-6 เป็นกันหมดทั้ง 11 คน คือไม่รู้ว่าไปติดจากคนอื่นหรือเพื่อน
ตามนี้ครับ