เมื่อวันก่อนมีโอกาสแหวกกองงานเพื่อดูดั่งดวงหฤทัยเวอร์ชั่น 2020 สืบเนื่องมาจากการติดตามตั้งแต่ช่วงการฟิตติ้งที่มีให้เห็นมาตั้งแต่ปี หรือ สองปีก่อน และ เคยให้ความเห็นไว้บ้างแล้วบางประการ บางสิ่งคิดว่าดีแล้ว บางสิ่งยังรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็หวังเอาไว้ว่าเมื่อออกมาเป็นละครเสร็จสมบูรณ์แล้วคงจะน่าติดตาม ด้วยเห็นถึงความตั้งใจของผู้จัดทั้งเรื่องโลเกชั่น เสื้อผ้า ความตั้งใจของนักแสดง และ ผู้เขียนบทเอง อย่างไรก็ตามเมื่อองค์ประกอบมารวมกันแล้ว ไม่ได้ถึงกับไม่สนุก หากก็ไม่ถึงขั้นประทับใจในตอนแรก เรียกว่าอยู่ในขั้นที่ดูได้เรื่อย ๆ ในวาระนี้จึงขออภิปรายนฐานะที่เป็นคนดู และ เป็นผู้อ่านนิยายเรื่องนี้มาแล้ว
ส่วนที่สำคัญที่คิดว่าเป็นกระดุมเม็ดแรก คือ โทนเรื่อง จากบทประพันธ์เข้าใจ (เอาเอง) ว่าเป็นโรแมนติคดราม่า ว่าด้วย "ความรัก" และ "ความขัดแย้ง" รวมถึง "การลองเชิง" ระหว่างสามแคว้น แคว้นแรก กาสิก มีข้อดี คือ ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติชนิดมหาศาล ส่งออกอัญมณี ไหนจะเหมืองแร่อะไรต่อมิอะไร ส่วนข้อเสียที่มีผลกระทบพอ ๆ กับข้อดี ก็คือ ภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน (ตรงนี้จะว่ามีข้อดีก็มี มีตรงที่ใครจะบุกเข้ามาก็คงจะยาก) ภูมิอากาศแสนหฤโหด ซึ่งมีผลให้ขาดแคลนพืชพันธุ์ธัญญาหาร อีกทั้งทางออกทางทะเลก็ไม่มี ข้อนี้ก็นำมาสู่ประเด็นการหยั่งเชิงสู่แคว้นที่ 2 ทานตะ เมืองท่าที่รุ่มรวยด้วยพ่อค้าวาณิช และ ผู้คนติดต่อมากหน้าหลายตา หากก็เป็นแคว้นที่ไม่ได้ใหญ่โตเท่าใด การผูกสัมพันธไมตรีกับแคว้นที่ร่ำรวยชนิดว่ามีเงินนับเป็นน้องมีทองนับเป็นพี่อย่างกาสิกก็นับว่าดีดลูกคิดรางแก้ว และ เหตุผลนี้ก็ทำให้แคว้นท้ายสุดซึ่งมีชัยภูมิระหว่างกลาง คือ พันธุรัฐ ต้องคิดหนัก เพราะ เมื่อสองแคว้นหน้าหลัง จับมือกันเป็นพันธมิตร คนที่อยู่กลางอาจกลายเป็นคนที่ถูกบีบ การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจึงจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง
สิ่งนี้ คือ ดราม่าที่คุกรุ่นขึ้นมาจากเนื้อเรื่องและบทประพันธ์ ซึ่งในตัวละครก็ได้มีการอธิบายปูพื้นในส่วนนี้ ทั้งการบรรยายแผนที่และความจำเป็น ส่วนที่จะสอดรับ และ สานต่อความครุกรุ่นระหว่างรัฐซึ่งต่อไปจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ก็คือ ตัวละคร ตัวละครหลักตัวแรกที่ปรากฏขึ้น คือ เจ้าหลวงแห่งกาสิก ซึ่งเปิดฉากด้วยการ "ทรงสกี" เพื่อไปเคารพ แหม่ เรียกไม่ค่อยถูก อนุสรณ์สถาน ? อ่ะ เอาง่าย ๆ เป็นว่า ที่ฝังศพพระบิดา และ พระมารดา ก็แล้วกัน รับส่งกระเป๋าใบเล็กที่บรรจุดอกไม้ (เดาว่าเจ้าดอกไม้นี้น่าจะเป็นดอกเดียวกันกับที่จะตั้งชื่อภายหลังว่า หัวใจทรรศิกา) และ สุดท้าย มีร้องเพลงด้วย ข้อนี้อาจจะเน้นความเท่ ความ sportman ของเจ้าหลวง
แต่กลับมองว่าส่วนนี้มันทอนความกรุ่นในบรรยากาศ รู้สึกถึงความเบา ๆ ความสบาย ๆ รวมถึงโทนสว่าง ของคาแร็คเตอร์เจ้าหลวง ตั้งแต่ทรงสกีจนกระทั่งกลับมาวนดูชุดแต่งงาน (ลองเทียบกับฉากเปิดตัวพี่ติ๊กจากเรื่องอีก เช่น เขมชาติ ดูภาพรวมตอนแรก ความพยาบาทคือของหวาน ความแค้นของคุณเขมกลั่นตัวชัดเจนไม่ต้องสืบ) ทั้งที่กลิ่นอายของเจ้าหลวงในเบื้องต้น คือ ความลึกลับ ชื่อเสียงเรียงนามนิสัยใจคอล้วนน่าหวั่นเกรง ใครต่อใครต่างเล่าขานถึงความลับแลของกาสิก หมู่คนบนเทือกเขาสูง ที่โทษของผู้ทำผิดมีเพียง 2 ประการ ไม่ตัดหัวก็ตัดมือ ถึงแท้จริงเจ้าหลวงจะไม่ได้โหดร้ายอย่างใครคิด (ก็คือขู่ไปงั้น เข้มงวดกับตัวเองเสียละมาก) เพื่อนแต่วัยเด็กอย่างเบนลี และ ราชิด คงตอบได้ แต่ในความเป็นเจ้าหลวงที่ภาระเพื่อปวงชนนำหน้า เวลาว่างไม่มี หน้าหนาวต้องเร่งวางแผน หน้าร้อนที่สั้นเหลือแสนก็ต้องเร่งทำงาน เพื่อเน้นความเป็นเจ้าหลวงตรงนี้ ทั้งภาคลึกลับ ภาคอ่อนโยน และ ภาคที่มีภาวะผู้นำ จะขอกลัดกระดุมเม็ดแรกด้วยฉากแฟลชแบ็ค ทรงสกีไปกู้ภัยเหมืองถล่ม กับถ้อยคำที่ว่า ถ้าช่วยคนออกมาไม่ได้ทั้งหมดจะตัดมือของตนเองทิ้ง มองว่าตอบโจทย์ในความเท่ ความล้ำลึก และ ลึกลับ ความเป็นผู้นำ ความโหด (ต่อตัวเอง) ไปพร้อม ๆ กัน
ต่อมาท่ามกลางความขัดแย้งคุกรุ่นที่เกิดขึ้นในตอนแรกนี้ ตัวจุดประกายถึงแม้ไม่เชิงต้นเหตุ ก็คือ เจ้าฟ้าชายทยุติธร เช่นกันอ่านคอมเม้นท์ความว่ามีการเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์เล็กน้อย แต่การกระทำยังเหมือนเดิม แต่ส่วนตัวคิดว่าเปลี่ยนไปมาก เจ้าฟ้าชายทยุติธร อันที่จริงทรงพระแรง (ฮา) พอกันกับเจ้าหลวงแห่งกาสิก เป็นคนหนุ่มเลือดร้อน เกลียดความ NATO (No Action Talk Only) จึงไม่ประสงค์จะอยู่ในวงเจรจา หรือ อะไร ๆ ที่ต้องพูดกันยืดเยื้อ อยากจะรบให้มันจบเด็ดขาดไปมากกว่าจะต้องมาเสียเวลาพูดนั่นพูดนี้แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ แล้วก็กลับมาพูดกันใหม่ อีกอย่างทรงคิดว่าผู้ชายต้องอยู่อย่างอิสระ จึงไม่ค่อยเข้าเฝ้าพระมารดา ด้วยแนวคิดเช่นนี้การหนีประชุม อยู่ดี ๆ ก็ยกกองทหารออกไปที่อื่นจึงไม่ใช่การถอยหนี แต่เป็นการตัดรำคาญ เพราะ มีสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์และสำคัญกว่าจะต้องทำ ส่วนเจ้าฟ้าชายทยุติธรในละครนั้นออกจะมีความหวั่นไหว และ หนีปัญหาอยู่ประมาณหนึ่ง มีฟีลลิ่งของความไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจอยู่ในแววตา ออกจะเรื่อย ๆ สบาย ๆ ยังไม่ค่อยรู้สึกของพลังจากคาแร็คเตอร์นี้เท่าที่ควร
กลับมาที่ชนวนสงครามม้าไม้เมืองทรอย ผิด ... ชนวนความขัดแย้ง คือ เจ้าฟ้าหญิงมณิสราเทวี ปฐมเหตุ คือ นิสัยใจคอของเจ้าตัว และ ความเห็นแก่ได้ของพระบิดา ในผลประโยชน์ และ ทรัพย์สินต่าง ๆ เมื่อรู้ถึงชะตากรรม เจ้าตัวก็อกสั่นขวัญแขวน หนึ่งคำก็ตัดหัว สองคำก็ตัดมือ เมื่อคิดไปคิดมามากเข้า สติกระเจิดเจิงจึงชักม้าหนีจนหลุดเข้ามาในชายแดนพันธุรัฐที่ "พี่ชาย" ของฟ้าหญิงทรรศิกาคุมเชิงอยู่บริเวณพระตำหนักป้อมปืนพอดิบพอดี ความกลัว ความอ่อนไหว ขี้กลัว แต่ก็อ่อนหวาน ใจเย็น มีเหตุมีผล หลอมรวมเป็นเสน่ห์แบบหนึ่งที่เตะตาผู้ชายดิบ ๆ อย่างฟ้าชายทยุติธร ที่มีน้องสาวแสนเก่งกาจ จัดการงานได้ไม่แพ้ผู้ชาย น้องสาวแบบที่พี่ชายเคยโอดครวญว่า แม่เข้าใจหญิงมากกว่าเข้าใจพี่ มณิสราเทวีชวนให้ฟ้าชายทยุติธรปกป้องคุ้มครอง แสดงความแข็งแกร่งของการเป็นผู้ชาย แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความอ่อนหวาน ความเอาน้ำเย็นเข้าลูบ สิ่งละอันพันละน้อย มณิสราอาจไม่ใช่คนที่เคียงบ่าเคียงไหล่ แต่เป็นหลังบ้านที่ผู้ชายอยากจะรอดชีวิตกลับไปหา ในทางกลับกันภาคละคร มองว่ามณิสรายังมีความขัดแย้งในตัวเอง จะว่ากล้าก็ไม่เชิง หรือ จะว่ากลัวก็ไม่ใช่ มองแล้วเหมือนค่อนข้างจะมีความเป็นเด็กสูงอยู่
คู่ระหว่างเจ้าฟ้าชายทยุติธร และ เจ้าฟ้าหญิงมณิสรา สำหรับตัวเองจึงมีข้อชวนคิด และ ติดตามว่าปลายทางจะอยู่ที่ใด เพราะ ในเนื้อเรื่องผูกมาว่าเจ้าชายจะเป็นคนนำ ส่วนมณิสราจะเป็นคนที่ให้ความเห็น (อ้อม ๆ) แน่นอนว่าเจ้าชายมีความมุทะลุ และ ดูเหมือนจะไม่ชอบฟังใครเท่าไหร่ แต่มณิสราก็มีวิธีของมณิสรา เมื่อตั้งตัวติด เมื่ออยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ จริง ๆ มณิสราถูกบีบมากไปให้ฝืนธรรมชาติตัวเอง แต่พอไม่มีพ่อมากำหนดกรอบ ที่เคยเห็นว่าเงียบ ไม่มีความสามารถ ที่ว่าหดตัวซุกซ่อน ที่แท้ก็คือชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า แล้วที่จริงออกความเห็นได้ และ ออกความเห็นได้คมด้วยบางที
ส่วนเจ้าฟ้าหญิงทรรศิกา นามของพระองค์แปลว่า "ผู้ไข" ดูเหมือนว่าจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่ตีความในแนวทางเดียวกันกับบทประพันธ์อย่างแท้จริง เพราะ มาไขทุกอย่าง ทั้งปัญหาของแม่ ปัญหาของพี่ ปัญหาของแคว้น แต่ขออภิปรายเรื่องเครื่องแต่งตัวนิดหน่อย คิมเบอร์ลี่ จริง ๆ คือ สวยมาก ๆ อยู่แล้ว และ ไม่ปฏิเสธว่าชุดของคิมในเรื่องก็สวยมาก แต่นี่มองว่าบางชุดก็ดูจะกรุยกรายไปนิด โดยตัวละครเองฟ้าหญิงทรรศิกาไม่ใช่คนที่พิถีพิถันในการแต่งตัว ประมาณว่าหยิบอะไรมาได้ก็ใส่ โปรดที่จะทรงพระอักษร ทำงาน อะไรแบบนี้ แต่หลายชุดในนั้นสวยมาก ๆ ก็จริง แต่ชุดมันดูพิถีพิถันเบอร์แรงมาก หลายชิ้น หลายซับ หลายซ้อน เครื่องประดับไปอีก มันน่าจะไปทาง less is more มากกว่า more is more ในจุดนี้
โดยสรุปแล้วจึงคิดว่ากระดุมเม็ดแรกของละครเรื่องนี้เอียงไปนิด แต่ก็ไม่ถึงกับติดผิดรังดุม คงต้องรอดูกระดุมเม็ดต่อไปด้วยว่าจะกำกับและนำพาไปยังทิศทางใด จบการอภิปรายในตอนแรก
อ้อ เพิ่มเติมอีกนิด ตอนที่เจ้าหลวงปลอมองค์ไปที่พันธุรัฐนั้น ... กราบขออภัย นี่คิดถึงยังโอม ... #เลือดมันร้อนอย่าห้ามพี่ไอ้น้อง
ดั่งดวงหฤทัย (กึ่งอภิปราย) : กระดุมเม็ดแรก (มีสปอยด์นิยายเล็กน้อย)
ส่วนที่สำคัญที่คิดว่าเป็นกระดุมเม็ดแรก คือ โทนเรื่อง จากบทประพันธ์เข้าใจ (เอาเอง) ว่าเป็นโรแมนติคดราม่า ว่าด้วย "ความรัก" และ "ความขัดแย้ง" รวมถึง "การลองเชิง" ระหว่างสามแคว้น แคว้นแรก กาสิก มีข้อดี คือ ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติชนิดมหาศาล ส่งออกอัญมณี ไหนจะเหมืองแร่อะไรต่อมิอะไร ส่วนข้อเสียที่มีผลกระทบพอ ๆ กับข้อดี ก็คือ ภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน (ตรงนี้จะว่ามีข้อดีก็มี มีตรงที่ใครจะบุกเข้ามาก็คงจะยาก) ภูมิอากาศแสนหฤโหด ซึ่งมีผลให้ขาดแคลนพืชพันธุ์ธัญญาหาร อีกทั้งทางออกทางทะเลก็ไม่มี ข้อนี้ก็นำมาสู่ประเด็นการหยั่งเชิงสู่แคว้นที่ 2 ทานตะ เมืองท่าที่รุ่มรวยด้วยพ่อค้าวาณิช และ ผู้คนติดต่อมากหน้าหลายตา หากก็เป็นแคว้นที่ไม่ได้ใหญ่โตเท่าใด การผูกสัมพันธไมตรีกับแคว้นที่ร่ำรวยชนิดว่ามีเงินนับเป็นน้องมีทองนับเป็นพี่อย่างกาสิกก็นับว่าดีดลูกคิดรางแก้ว และ เหตุผลนี้ก็ทำให้แคว้นท้ายสุดซึ่งมีชัยภูมิระหว่างกลาง คือ พันธุรัฐ ต้องคิดหนัก เพราะ เมื่อสองแคว้นหน้าหลัง จับมือกันเป็นพันธมิตร คนที่อยู่กลางอาจกลายเป็นคนที่ถูกบีบ การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจึงจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง
สิ่งนี้ คือ ดราม่าที่คุกรุ่นขึ้นมาจากเนื้อเรื่องและบทประพันธ์ ซึ่งในตัวละครก็ได้มีการอธิบายปูพื้นในส่วนนี้ ทั้งการบรรยายแผนที่และความจำเป็น ส่วนที่จะสอดรับ และ สานต่อความครุกรุ่นระหว่างรัฐซึ่งต่อไปจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ก็คือ ตัวละคร ตัวละครหลักตัวแรกที่ปรากฏขึ้น คือ เจ้าหลวงแห่งกาสิก ซึ่งเปิดฉากด้วยการ "ทรงสกี" เพื่อไปเคารพ แหม่ เรียกไม่ค่อยถูก อนุสรณ์สถาน ? อ่ะ เอาง่าย ๆ เป็นว่า ที่ฝังศพพระบิดา และ พระมารดา ก็แล้วกัน รับส่งกระเป๋าใบเล็กที่บรรจุดอกไม้ (เดาว่าเจ้าดอกไม้นี้น่าจะเป็นดอกเดียวกันกับที่จะตั้งชื่อภายหลังว่า หัวใจทรรศิกา) และ สุดท้าย มีร้องเพลงด้วย ข้อนี้อาจจะเน้นความเท่ ความ sportman ของเจ้าหลวง
แต่กลับมองว่าส่วนนี้มันทอนความกรุ่นในบรรยากาศ รู้สึกถึงความเบา ๆ ความสบาย ๆ รวมถึงโทนสว่าง ของคาแร็คเตอร์เจ้าหลวง ตั้งแต่ทรงสกีจนกระทั่งกลับมาวนดูชุดแต่งงาน (ลองเทียบกับฉากเปิดตัวพี่ติ๊กจากเรื่องอีก เช่น เขมชาติ ดูภาพรวมตอนแรก ความพยาบาทคือของหวาน ความแค้นของคุณเขมกลั่นตัวชัดเจนไม่ต้องสืบ) ทั้งที่กลิ่นอายของเจ้าหลวงในเบื้องต้น คือ ความลึกลับ ชื่อเสียงเรียงนามนิสัยใจคอล้วนน่าหวั่นเกรง ใครต่อใครต่างเล่าขานถึงความลับแลของกาสิก หมู่คนบนเทือกเขาสูง ที่โทษของผู้ทำผิดมีเพียง 2 ประการ ไม่ตัดหัวก็ตัดมือ ถึงแท้จริงเจ้าหลวงจะไม่ได้โหดร้ายอย่างใครคิด (ก็คือขู่ไปงั้น เข้มงวดกับตัวเองเสียละมาก) เพื่อนแต่วัยเด็กอย่างเบนลี และ ราชิด คงตอบได้ แต่ในความเป็นเจ้าหลวงที่ภาระเพื่อปวงชนนำหน้า เวลาว่างไม่มี หน้าหนาวต้องเร่งวางแผน หน้าร้อนที่สั้นเหลือแสนก็ต้องเร่งทำงาน เพื่อเน้นความเป็นเจ้าหลวงตรงนี้ ทั้งภาคลึกลับ ภาคอ่อนโยน และ ภาคที่มีภาวะผู้นำ จะขอกลัดกระดุมเม็ดแรกด้วยฉากแฟลชแบ็ค ทรงสกีไปกู้ภัยเหมืองถล่ม กับถ้อยคำที่ว่า ถ้าช่วยคนออกมาไม่ได้ทั้งหมดจะตัดมือของตนเองทิ้ง มองว่าตอบโจทย์ในความเท่ ความล้ำลึก และ ลึกลับ ความเป็นผู้นำ ความโหด (ต่อตัวเอง) ไปพร้อม ๆ กัน
ต่อมาท่ามกลางความขัดแย้งคุกรุ่นที่เกิดขึ้นในตอนแรกนี้ ตัวจุดประกายถึงแม้ไม่เชิงต้นเหตุ ก็คือ เจ้าฟ้าชายทยุติธร เช่นกันอ่านคอมเม้นท์ความว่ามีการเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์เล็กน้อย แต่การกระทำยังเหมือนเดิม แต่ส่วนตัวคิดว่าเปลี่ยนไปมาก เจ้าฟ้าชายทยุติธร อันที่จริงทรงพระแรง (ฮา) พอกันกับเจ้าหลวงแห่งกาสิก เป็นคนหนุ่มเลือดร้อน เกลียดความ NATO (No Action Talk Only) จึงไม่ประสงค์จะอยู่ในวงเจรจา หรือ อะไร ๆ ที่ต้องพูดกันยืดเยื้อ อยากจะรบให้มันจบเด็ดขาดไปมากกว่าจะต้องมาเสียเวลาพูดนั่นพูดนี้แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ แล้วก็กลับมาพูดกันใหม่ อีกอย่างทรงคิดว่าผู้ชายต้องอยู่อย่างอิสระ จึงไม่ค่อยเข้าเฝ้าพระมารดา ด้วยแนวคิดเช่นนี้การหนีประชุม อยู่ดี ๆ ก็ยกกองทหารออกไปที่อื่นจึงไม่ใช่การถอยหนี แต่เป็นการตัดรำคาญ เพราะ มีสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์และสำคัญกว่าจะต้องทำ ส่วนเจ้าฟ้าชายทยุติธรในละครนั้นออกจะมีความหวั่นไหว และ หนีปัญหาอยู่ประมาณหนึ่ง มีฟีลลิ่งของความไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจอยู่ในแววตา ออกจะเรื่อย ๆ สบาย ๆ ยังไม่ค่อยรู้สึกของพลังจากคาแร็คเตอร์นี้เท่าที่ควร
กลับมาที่ชนวนสงครามม้าไม้เมืองทรอย ผิด ... ชนวนความขัดแย้ง คือ เจ้าฟ้าหญิงมณิสราเทวี ปฐมเหตุ คือ นิสัยใจคอของเจ้าตัว และ ความเห็นแก่ได้ของพระบิดา ในผลประโยชน์ และ ทรัพย์สินต่าง ๆ เมื่อรู้ถึงชะตากรรม เจ้าตัวก็อกสั่นขวัญแขวน หนึ่งคำก็ตัดหัว สองคำก็ตัดมือ เมื่อคิดไปคิดมามากเข้า สติกระเจิดเจิงจึงชักม้าหนีจนหลุดเข้ามาในชายแดนพันธุรัฐที่ "พี่ชาย" ของฟ้าหญิงทรรศิกาคุมเชิงอยู่บริเวณพระตำหนักป้อมปืนพอดิบพอดี ความกลัว ความอ่อนไหว ขี้กลัว แต่ก็อ่อนหวาน ใจเย็น มีเหตุมีผล หลอมรวมเป็นเสน่ห์แบบหนึ่งที่เตะตาผู้ชายดิบ ๆ อย่างฟ้าชายทยุติธร ที่มีน้องสาวแสนเก่งกาจ จัดการงานได้ไม่แพ้ผู้ชาย น้องสาวแบบที่พี่ชายเคยโอดครวญว่า แม่เข้าใจหญิงมากกว่าเข้าใจพี่ มณิสราเทวีชวนให้ฟ้าชายทยุติธรปกป้องคุ้มครอง แสดงความแข็งแกร่งของการเป็นผู้ชาย แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับความอ่อนหวาน ความเอาน้ำเย็นเข้าลูบ สิ่งละอันพันละน้อย มณิสราอาจไม่ใช่คนที่เคียงบ่าเคียงไหล่ แต่เป็นหลังบ้านที่ผู้ชายอยากจะรอดชีวิตกลับไปหา ในทางกลับกันภาคละคร มองว่ามณิสรายังมีความขัดแย้งในตัวเอง จะว่ากล้าก็ไม่เชิง หรือ จะว่ากลัวก็ไม่ใช่ มองแล้วเหมือนค่อนข้างจะมีความเป็นเด็กสูงอยู่
คู่ระหว่างเจ้าฟ้าชายทยุติธร และ เจ้าฟ้าหญิงมณิสรา สำหรับตัวเองจึงมีข้อชวนคิด และ ติดตามว่าปลายทางจะอยู่ที่ใด เพราะ ในเนื้อเรื่องผูกมาว่าเจ้าชายจะเป็นคนนำ ส่วนมณิสราจะเป็นคนที่ให้ความเห็น (อ้อม ๆ) แน่นอนว่าเจ้าชายมีความมุทะลุ และ ดูเหมือนจะไม่ชอบฟังใครเท่าไหร่ แต่มณิสราก็มีวิธีของมณิสรา เมื่อตั้งตัวติด เมื่ออยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ จริง ๆ มณิสราถูกบีบมากไปให้ฝืนธรรมชาติตัวเอง แต่พอไม่มีพ่อมากำหนดกรอบ ที่เคยเห็นว่าเงียบ ไม่มีความสามารถ ที่ว่าหดตัวซุกซ่อน ที่แท้ก็คือชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า แล้วที่จริงออกความเห็นได้ และ ออกความเห็นได้คมด้วยบางที
ส่วนเจ้าฟ้าหญิงทรรศิกา นามของพระองค์แปลว่า "ผู้ไข" ดูเหมือนว่าจะเป็นคาแร็คเตอร์ที่ตีความในแนวทางเดียวกันกับบทประพันธ์อย่างแท้จริง เพราะ มาไขทุกอย่าง ทั้งปัญหาของแม่ ปัญหาของพี่ ปัญหาของแคว้น แต่ขออภิปรายเรื่องเครื่องแต่งตัวนิดหน่อย คิมเบอร์ลี่ จริง ๆ คือ สวยมาก ๆ อยู่แล้ว และ ไม่ปฏิเสธว่าชุดของคิมในเรื่องก็สวยมาก แต่นี่มองว่าบางชุดก็ดูจะกรุยกรายไปนิด โดยตัวละครเองฟ้าหญิงทรรศิกาไม่ใช่คนที่พิถีพิถันในการแต่งตัว ประมาณว่าหยิบอะไรมาได้ก็ใส่ โปรดที่จะทรงพระอักษร ทำงาน อะไรแบบนี้ แต่หลายชุดในนั้นสวยมาก ๆ ก็จริง แต่ชุดมันดูพิถีพิถันเบอร์แรงมาก หลายชิ้น หลายซับ หลายซ้อน เครื่องประดับไปอีก มันน่าจะไปทาง less is more มากกว่า more is more ในจุดนี้
โดยสรุปแล้วจึงคิดว่ากระดุมเม็ดแรกของละครเรื่องนี้เอียงไปนิด แต่ก็ไม่ถึงกับติดผิดรังดุม คงต้องรอดูกระดุมเม็ดต่อไปด้วยว่าจะกำกับและนำพาไปยังทิศทางใด จบการอภิปรายในตอนแรก