ผมได้วางตนเอง ก่อนกำลังจะเริ่มวิกฤต ในปี 2563 หรือ 2020 อย่างไร?
1.โดยขอเกษียณตนเอง โดยรับ 10 เท่าของเงินเดือน(อายุงานมากก่วา 20 ปี) เมื่อ สิ้นเดือน เมษายน 2562 ครบเดือนเกิด 60 ปีพอดี ทั้งที่ บ. ก็ยังไม่ให้เกษียณ หรือให้เกษียณตอนปลายปี และถ้าผมเพี่ยงรออีก 1-2 เดือน ก็จะเป็น 13 เท่า เพราะบริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงานและออฟฟิสใหม่ที่เป็นของตนเองแบบไม่ต้องเช่าเขาอีกลงทุนไปหลายล้านบาทกู้ธนาคาร (ผมพอคาดรู้ว่าวิกฤตอาจจะเกิด เพี่อไม่ให้ผมกับบริษัทที่อาจจะเกิดขัดแย้งอย่างมากภายหลัง)
แต่ผมจะช่วยงานต่อ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ผมทำและเป็นคนเขียนโปรแกรมสร้างขึ้น(หาคนแทนยากพอสมควร) และโปรแกรมชุดนี้ผมได้เขียนด้วยระบบ DOS สำเร็จเป็นโครงสร้างใช้งานได้ก่อนวิกฤตปี 40 จึงพอควบคุมผ่านพ้นมาได้ และเจริญขึ้นถึง 3 เท่าตัวในปีต่อๆ มา จากก่อนที่ผมเริ่มเข้ามาทำงานที่นี้
ซึ่งผมได้เสนอว่า บริษัทจะปรับอย่างไรก็ไม่มีปัญหาสำหรับผม โดยไม่ต้องรับคนเพิ่มหรือแทน เพราะผมพอมีรายได้บ้างแล้วจากที่ได้วางแผนไว้ก่อนแล้วตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานที่นี้
2.ระยะแรก บ. ยังให้ผมทำงานเช่นเดิม โดยรับเงินเกษียณไปก่อน 10 เท่า จนเกือบสิ้นปี วิกฤตก็แรงขึ้น ผมก็เสนอให้ผมทำงาน 3 วันต่ออาทิตย์ โดยรับเงินลดลงตามอัตราส่วน
3.ผ่านไป 4 เดือนแต่ทุกอย่างกลับถอยลงไปอีก ผู้จัดการบุคคลออกก็ไม่รับเพิ่ม ให้บัญชีไปทำแทน พนักงานออกก็ไม่รับเพิ่มหรือจ่าย 3 เท่าที่อายุงานน้อย และขอให้ผมลดเวลาทำงานลง 2 วันต่ออาทิตย์ สำหรับผมก็ไม่มีปัญหาอะไร โดยไม่ต้องรับคนมาทดแทน เพราะผมได้วางและเขียนโปรแกรมช่วยต่างๆ ไว้แล้วนั้นเอง ปิดตัวที่มีปัญหาได้แล้วเป็นส่วนมาก
ดังนั้นผมจึงมีรายได้เสริมไปเรื่อยๆ เพิ่มจากที่ได้วางแผนเป็นรายได้หลังเกษียนตั้งแต่ต้น ถึงไม่มากมายนัก แต่พออยู่ได้ และพอกับค่าจ่ายรักษาพยาบาลที่เป็นส่วนต่าง ตั้งส่องกล้องดูลำใสใหญ่ ผ่าตัดริดสิดวง แสกนสมอง เอมอาร์ไอ ผ่าตัดเปลี่ยนแก้วตาสองข้าง เพราะเป็นต้อกระจก กับโรงพยาบาลรัฐใหญ่ที่เป็นแบบฟรีเมียมและคลีนิคพิเศษ โดยผมตั้งงบไว้ประมาณ 1 แสนบาท ในวัย 61 ปี ตอนนี้ก็จ่ายส่วนต่างรวมๆ ก็เป็นหมื่นแล้ว กว่าจะสิ้นสุดการรักษาตนเองรอบนี้ ก็คงหลังเดือนมิถุนายนไปแล้ว
สรุป สำหรับผมการรู้จักกาลและฐานะ แล้วเริ่มวางแผนไว้ ซึ่งก็เกี่ยวกับธรรมะและการปฏิบัตธรรมที่ผมปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่น จนถึงปัจจุบันนั้นเอง
ผมได้ตั้งรับเมื่อบริษัท กำลังเข้าสู่วิกฤให้ผมรอดพอรอดได้อย่างไร (รวมทั้งปี 40)
1.โดยขอเกษียณตนเอง โดยรับ 10 เท่าของเงินเดือน(อายุงานมากก่วา 20 ปี) เมื่อ สิ้นเดือน เมษายน 2562 ครบเดือนเกิด 60 ปีพอดี ทั้งที่ บ. ก็ยังไม่ให้เกษียณ หรือให้เกษียณตอนปลายปี และถ้าผมเพี่ยงรออีก 1-2 เดือน ก็จะเป็น 13 เท่า เพราะบริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงานและออฟฟิสใหม่ที่เป็นของตนเองแบบไม่ต้องเช่าเขาอีกลงทุนไปหลายล้านบาทกู้ธนาคาร (ผมพอคาดรู้ว่าวิกฤตอาจจะเกิด เพี่อไม่ให้ผมกับบริษัทที่อาจจะเกิดขัดแย้งอย่างมากภายหลัง)
แต่ผมจะช่วยงานต่อ เพราะระบบคอมพิวเตอร์ผมทำและเป็นคนเขียนโปรแกรมสร้างขึ้น(หาคนแทนยากพอสมควร) และโปรแกรมชุดนี้ผมได้เขียนด้วยระบบ DOS สำเร็จเป็นโครงสร้างใช้งานได้ก่อนวิกฤตปี 40 จึงพอควบคุมผ่านพ้นมาได้ และเจริญขึ้นถึง 3 เท่าตัวในปีต่อๆ มา จากก่อนที่ผมเริ่มเข้ามาทำงานที่นี้
ซึ่งผมได้เสนอว่า บริษัทจะปรับอย่างไรก็ไม่มีปัญหาสำหรับผม โดยไม่ต้องรับคนเพิ่มหรือแทน เพราะผมพอมีรายได้บ้างแล้วจากที่ได้วางแผนไว้ก่อนแล้วตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานที่นี้
2.ระยะแรก บ. ยังให้ผมทำงานเช่นเดิม โดยรับเงินเกษียณไปก่อน 10 เท่า จนเกือบสิ้นปี วิกฤตก็แรงขึ้น ผมก็เสนอให้ผมทำงาน 3 วันต่ออาทิตย์ โดยรับเงินลดลงตามอัตราส่วน
3.ผ่านไป 4 เดือนแต่ทุกอย่างกลับถอยลงไปอีก ผู้จัดการบุคคลออกก็ไม่รับเพิ่ม ให้บัญชีไปทำแทน พนักงานออกก็ไม่รับเพิ่มหรือจ่าย 3 เท่าที่อายุงานน้อย และขอให้ผมลดเวลาทำงานลง 2 วันต่ออาทิตย์ สำหรับผมก็ไม่มีปัญหาอะไร โดยไม่ต้องรับคนมาทดแทน เพราะผมได้วางและเขียนโปรแกรมช่วยต่างๆ ไว้แล้วนั้นเอง ปิดตัวที่มีปัญหาได้แล้วเป็นส่วนมาก
ดังนั้นผมจึงมีรายได้เสริมไปเรื่อยๆ เพิ่มจากที่ได้วางแผนเป็นรายได้หลังเกษียนตั้งแต่ต้น ถึงไม่มากมายนัก แต่พออยู่ได้ และพอกับค่าจ่ายรักษาพยาบาลที่เป็นส่วนต่าง ตั้งส่องกล้องดูลำใสใหญ่ ผ่าตัดริดสิดวง แสกนสมอง เอมอาร์ไอ ผ่าตัดเปลี่ยนแก้วตาสองข้าง เพราะเป็นต้อกระจก กับโรงพยาบาลรัฐใหญ่ที่เป็นแบบฟรีเมียมและคลีนิคพิเศษ โดยผมตั้งงบไว้ประมาณ 1 แสนบาท ในวัย 61 ปี ตอนนี้ก็จ่ายส่วนต่างรวมๆ ก็เป็นหมื่นแล้ว กว่าจะสิ้นสุดการรักษาตนเองรอบนี้ ก็คงหลังเดือนมิถุนายนไปแล้ว
สรุป สำหรับผมการรู้จักกาลและฐานะ แล้วเริ่มวางแผนไว้ ซึ่งก็เกี่ยวกับธรรมะและการปฏิบัตธรรมที่ผมปฏิบัติมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่น จนถึงปัจจุบันนั้นเอง