ตกลงมันยังไงกันแน่ ถ้ารัฐบาลสั่งกักตัวคนไทยทุกคนที่มาจากต่างประเทศจริง ทำไมถึงมีข่าว ปู่ย่า ที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมา เอาโรคมาติดหลาน ส่วนข่าวที่ว่ากักตัวคนใกล้ชิดหลังจากนั้น อันนี้ผมถือว่ามีเหตุอันควรนะ ไม่ใช่ลำเอียง ถ้ามีนักท่องเที่ยวที่แสดงอาการ ก็โดนกักตัวทั้งกลุ่มเหมือนกัน
แถมยังมีอีกตั้งหลายกระทู้มีข้อความประมาณว่า ทำไมคนที่ไปเที่ยวเมืองนอกมา พวกนี้ไม่กักตัวเองอยู่บ้าน ถ้ารัฐบาลสั่งจริง ทุกคนต้องโดนกักตัวแล้วสิ ทำไมถึงมีข้อความแบบนี้ออกมา
ตัวอย่างกระทู้เกี่ยวกับเรื่องคนที่ไปเมืองนอกมาแล้วไม่โดนกักตัว
https://pantip.com/topic/39674028
https://pantip.com/topic/39671229
https://pantip.com/topic/39668989
https://pantip.com/topic/39670913
และจริงๆ อาจมีกระทู้อื่นๆ อีก แต่ผมอาจจะไม่เห็น
**แก้ไขข้อความ ผมไปหาข่าวมา
https://www.hfocus.org/content/2020/02/18556
ปรากฏว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายกักตัวคนไทยที่มาจากต่างประเทศนะครับ หลายคนน่าจะเข้าใจผิด คิดว่ารัฐบาลกักตัวคนไทยที่สุ่มเสี่ยงเป็นการลำเอียง เพราะจริงๆ ถ้าใครที่สุ่มเสี่ยง รัฐบาลก็กักหมดแหละครับ ในส่วนนี้ควรชมเชยรัฐบาลด้วยซ้ำ ส่วนคนไทยที่มาจากต่างประเทศกับนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้แสดงอาการก็ไม่ได้กักตัวอะไร
**แก้ไข2
มีหลายความเห็นบอกว่า รัฐบาลแค่ขอความร่วมมือ อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เข้าใจผิด เพราะขอความร่วมมือกับสั่งนี่คนละเรื่องกันเลย บางทีหน่วยงานเองที่ขาดความรู้ กลัวเอง ก็เลยบังคับหยุดซะเลย แล้วอ้างรัฐบาลสั่ง
ปล 1 เห็นหลายคนห่วงเรื่องระบบคัดกรองของรัฐบาลว่าแค่วัดไข้ยังไม่พอ
ในส่วนนี้บางคนที่ยังไม่มีไข้แต่มีเชื้ออยู่ในตัว ก็จะผ่านการคัดกรองมาได้ ผมคิดว่า คนพวกนี้ยังไม่มีอาการไอหรือจาม ดังนั้นการแพร่เชื้อจึงเกิดได้จากแค่ การกินดื่มร่วมจานช้อนเดียวกัน ถ้าเราระวังตัว ปรับนิสัยการกินดื่ม ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น ใช้ช้อนกลาง จริงๆ นี่เป็นสุขลักษณะพื้นฐาน ไม่ว่าจะมีไวรัสหรือไม่ก็ควรทำอยู่ดี
ส่วนคนที่มีอาการแล้ว ผมอยากขอความร่วมมือคนที่มีอาการรีบไปพบแพทย์ หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นใส่หน้ากากอนามัย และงดใช้ของร่วมกับผู้อื่น
และคนอื่นๆ ทั่วไป อย่าแสดงท่ารังเกียจคนที่เป็นโรคนี้มากเกินไป เห็นหลายความเห็นบางคนยังไม่แสดงอาการด้วยซ้ำ แค่ไปเมืองนอกมาก็รังเกียจ ผมไม่ได้บอกไม่ให้ระวัง คุณควรระวังเลยแหละ สำหรับคนที่ยังไม่แสดงอาการ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และระวังการสัมผัสสารคัดหลั่ง แต่ไม่ใช่แสดงท่ารังเกียจ เหมือนคนที่ เราไม่ควรไปรังเกียจคนที่เป็นเอดส์ แต่ให้ระวังเลือดของคนที่เป็นเอดส์ เพราะการแสดงท่ารังเกียจมากไป จะทำให้เกิดปฏิกริยาสะท้อนกลับ เหมือนคนบางคนเป็นก็ไม่กล้าไปตรวจว่าเป็นเอดส์หรือเปล่า เพราะกลัวเป็น มันกลับยิ่งทำให้โรคแพร่กระจายออกไปมากขึ้น กรณีปู่ย่าที่ไม่บอกความจริงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี
การทำความเข้าใจโรคและวิธีรับมืออย่างเหมาะสมน่าจะดีกว่า ที่เราจะกลัวมากเกินไป หรือประมาทเกินไป
ปล 2 เห็นบางความเห็นอยากให้รัฐบาลปิดประเทศ ผมเองก็อยากให้ปิดครับ เพราะผมไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการที่คนจีนไม่เข้ามาในประเทศ การที่เราะคิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ผิดครับ แต่อย่าลืมนะครับ รัฐบาล ไม่ได้มีหน้าที่แค่ควบคุมโรค การขยับตัวของรัฐบาลต้องคำนึงหลายด้าน เช่น ปากท้องของประชาชน ถ้าคุณตามข่าวจะเห็นว่ามีหลายที่ๆ เคยขายดีเพราะนักท่องเที่ยวจีนมา ตอนนี้ตายกันเป็นแถบๆ รัฐบาลต้องตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักระหว่าง การควบคุมโรคกับรายได้ของประชาชน และรัฐบาลก็ไม่ได้ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาง่ายๆ มีการตรวจสอบคนเข้าเมืองอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านๆ มาก็เจอตั้งเยอะแล้ว
การสั่งปิดมันง่ายครับ ใครๆ ก็ทำได้ แต่ใครรับผิดชอบประชาชนที่รายได้หดจากการขาดนักท่องเที่ยว มันไม่ดีกว่าเหรอครับ ที่เปิด แต่เฝ้าระวังและคัดกรองโรค ปล่อยแค่ให้นักท่องเที่ยวที่ไม่เป็นโรคเดินทางมาเที่ยวได้ การที่เราห้ามเลย ทั้งๆ ที่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวก็มีหลายคนที่ไม่เป็นโรค ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับการเผาป่าเพื่อฆ่าเสือโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสือจะตายไหม นอกจากเสียป่า (รายได้ที่ควรได้) แล้วยังอาจฆ่าเสือไม่ได้อีก (แน่นอนมันอาจจะดีขึ้น เพราะเสือที่อยู่ในป่าตายหมด แต่ความเป็นจริงคือเสือมันไม่ได้อยู่แค่ในป่า ไม่งั้นประเทศที่ปิดอัตราคนติดเชื้อคงไม่สูงขนาดนี้)
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราไม่เผาป่า แล้วปิดทางเข้าออกเมืองไว้ไม่ให้เสือเข้ามาด้วย (ติดตั้งระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ) และบอกให้ประชาชนทุกคนพกอาวุธ (หน้ากาก) ไว้ป้องกันเสือ
ผมอยากให้ทุกคนร่วมมือกันสละความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ ไม่กินอาหารร่วมสำรับกับผู้อื่น ฯลฯ แต่การเสียสละของทุกคนมีส่วนช่วยให้ผุ้ประกอบการรายย่อยนับล้านที่กำลังลำบากเพราะขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวนะครับ
งง เห็นหลายความเห็นเขียนประมาณว่า รัฐบาลลำเอียงสั่งกักตัวคนไทยทุกคนที่มาจากต่างประเทศ แต่ไม่กักตัวนักท่องเที่ยว
แถมยังมีอีกตั้งหลายกระทู้มีข้อความประมาณว่า ทำไมคนที่ไปเที่ยวเมืองนอกมา พวกนี้ไม่กักตัวเองอยู่บ้าน ถ้ารัฐบาลสั่งจริง ทุกคนต้องโดนกักตัวแล้วสิ ทำไมถึงมีข้อความแบบนี้ออกมา
ตัวอย่างกระทู้เกี่ยวกับเรื่องคนที่ไปเมืองนอกมาแล้วไม่โดนกักตัว
https://pantip.com/topic/39674028
https://pantip.com/topic/39671229
https://pantip.com/topic/39668989
https://pantip.com/topic/39670913
และจริงๆ อาจมีกระทู้อื่นๆ อีก แต่ผมอาจจะไม่เห็น
**แก้ไขข้อความ ผมไปหาข่าวมา
https://www.hfocus.org/content/2020/02/18556
ปรากฏว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายกักตัวคนไทยที่มาจากต่างประเทศนะครับ หลายคนน่าจะเข้าใจผิด คิดว่ารัฐบาลกักตัวคนไทยที่สุ่มเสี่ยงเป็นการลำเอียง เพราะจริงๆ ถ้าใครที่สุ่มเสี่ยง รัฐบาลก็กักหมดแหละครับ ในส่วนนี้ควรชมเชยรัฐบาลด้วยซ้ำ ส่วนคนไทยที่มาจากต่างประเทศกับนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้แสดงอาการก็ไม่ได้กักตัวอะไร
**แก้ไข2
มีหลายความเห็นบอกว่า รัฐบาลแค่ขอความร่วมมือ อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เข้าใจผิด เพราะขอความร่วมมือกับสั่งนี่คนละเรื่องกันเลย บางทีหน่วยงานเองที่ขาดความรู้ กลัวเอง ก็เลยบังคับหยุดซะเลย แล้วอ้างรัฐบาลสั่ง
ปล 1 เห็นหลายคนห่วงเรื่องระบบคัดกรองของรัฐบาลว่าแค่วัดไข้ยังไม่พอ
ในส่วนนี้บางคนที่ยังไม่มีไข้แต่มีเชื้ออยู่ในตัว ก็จะผ่านการคัดกรองมาได้ ผมคิดว่า คนพวกนี้ยังไม่มีอาการไอหรือจาม ดังนั้นการแพร่เชื้อจึงเกิดได้จากแค่ การกินดื่มร่วมจานช้อนเดียวกัน ถ้าเราระวังตัว ปรับนิสัยการกินดื่ม ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น ใช้ช้อนกลาง จริงๆ นี่เป็นสุขลักษณะพื้นฐาน ไม่ว่าจะมีไวรัสหรือไม่ก็ควรทำอยู่ดี
ส่วนคนที่มีอาการแล้ว ผมอยากขอความร่วมมือคนที่มีอาการรีบไปพบแพทย์ หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นใส่หน้ากากอนามัย และงดใช้ของร่วมกับผู้อื่น
และคนอื่นๆ ทั่วไป อย่าแสดงท่ารังเกียจคนที่เป็นโรคนี้มากเกินไป เห็นหลายความเห็นบางคนยังไม่แสดงอาการด้วยซ้ำ แค่ไปเมืองนอกมาก็รังเกียจ ผมไม่ได้บอกไม่ให้ระวัง คุณควรระวังเลยแหละ สำหรับคนที่ยังไม่แสดงอาการ งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และระวังการสัมผัสสารคัดหลั่ง แต่ไม่ใช่แสดงท่ารังเกียจ เหมือนคนที่ เราไม่ควรไปรังเกียจคนที่เป็นเอดส์ แต่ให้ระวังเลือดของคนที่เป็นเอดส์ เพราะการแสดงท่ารังเกียจมากไป จะทำให้เกิดปฏิกริยาสะท้อนกลับ เหมือนคนบางคนเป็นก็ไม่กล้าไปตรวจว่าเป็นเอดส์หรือเปล่า เพราะกลัวเป็น มันกลับยิ่งทำให้โรคแพร่กระจายออกไปมากขึ้น กรณีปู่ย่าที่ไม่บอกความจริงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี
การทำความเข้าใจโรคและวิธีรับมืออย่างเหมาะสมน่าจะดีกว่า ที่เราจะกลัวมากเกินไป หรือประมาทเกินไป
ปล 2 เห็นบางความเห็นอยากให้รัฐบาลปิดประเทศ ผมเองก็อยากให้ปิดครับ เพราะผมไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการที่คนจีนไม่เข้ามาในประเทศ การที่เราะคิดถึงความปลอดภัยของตัวเอง ไม่ผิดครับ แต่อย่าลืมนะครับ รัฐบาล ไม่ได้มีหน้าที่แค่ควบคุมโรค การขยับตัวของรัฐบาลต้องคำนึงหลายด้าน เช่น ปากท้องของประชาชน ถ้าคุณตามข่าวจะเห็นว่ามีหลายที่ๆ เคยขายดีเพราะนักท่องเที่ยวจีนมา ตอนนี้ตายกันเป็นแถบๆ รัฐบาลต้องตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักระหว่าง การควบคุมโรคกับรายได้ของประชาชน และรัฐบาลก็ไม่ได้ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาง่ายๆ มีการตรวจสอบคนเข้าเมืองอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านๆ มาก็เจอตั้งเยอะแล้ว
การสั่งปิดมันง่ายครับ ใครๆ ก็ทำได้ แต่ใครรับผิดชอบประชาชนที่รายได้หดจากการขาดนักท่องเที่ยว มันไม่ดีกว่าเหรอครับ ที่เปิด แต่เฝ้าระวังและคัดกรองโรค ปล่อยแค่ให้นักท่องเที่ยวที่ไม่เป็นโรคเดินทางมาเที่ยวได้ การที่เราห้ามเลย ทั้งๆ ที่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวก็มีหลายคนที่ไม่เป็นโรค ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับการเผาป่าเพื่อฆ่าเสือโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสือจะตายไหม นอกจากเสียป่า (รายได้ที่ควรได้) แล้วยังอาจฆ่าเสือไม่ได้อีก (แน่นอนมันอาจจะดีขึ้น เพราะเสือที่อยู่ในป่าตายหมด แต่ความเป็นจริงคือเสือมันไม่ได้อยู่แค่ในป่า ไม่งั้นประเทศที่ปิดอัตราคนติดเชื้อคงไม่สูงขนาดนี้)
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราไม่เผาป่า แล้วปิดทางเข้าออกเมืองไว้ไม่ให้เสือเข้ามาด้วย (ติดตั้งระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ) และบอกให้ประชาชนทุกคนพกอาวุธ (หน้ากาก) ไว้ป้องกันเสือ
ผมอยากให้ทุกคนร่วมมือกันสละความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ เช่น ใส่หน้ากาก หมั่นล้างมือ ไม่กินอาหารร่วมสำรับกับผู้อื่น ฯลฯ แต่การเสียสละของทุกคนมีส่วนช่วยให้ผุ้ประกอบการรายย่อยนับล้านที่กำลังลำบากเพราะขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวนะครับ