ตามภาพ ตามฝัน ไปปีนัง (ตอน 12)

กระทู้สนทนา

ตอน 12 
 
          การเดินทางทุกครั้งมีสิ่งที่ควรกระทำหลายประการ ซึ่งจะทำให้การเดินทางน่าประทับใจยิ่งขึ้น การหาข้อมูลของสถานที่ที่เราจะเดินทางไปถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ สถานที่เหล่านั้นมีจุดเด่นอยู่ตรงไหน เป็นมาอย่างไร และยิ่งหากได้ทราบเรื่องราวในอดีตแล้วละก็ถือเป็นการเพิ่มอรรถรสชั้นยอดเลยทีเดียว สำหรับช่วงเวลาในการเดินทาง ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะช่วงเวลาที่งดงามคืออีกหนึ่งความทรงจำที่จะทำให้ไม่มีวันลืม สำหรับบาตูเฟอร์ริงงิ (Batu Ferringhi) ถือว่าเป็นดินแดนหาดสวรรค์บนเกาะปีนัง และก็มีช่วงเวลาของความงดงามอยู่เช่นเดียวกัน หลังจากที่เช็คอินที่โรงแรมในเขตปูเลาติกุส (Pulau Tikus) แล้ว ก็ยังไม่สามารถเข้าห้องพักได้ เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงวันพอดี พนักงานยังไม่ได้เข้าไปทำความสะอาดห้องพัก จึงทำได้แค่ฝากกระเป๋าเป้เอาไว้ จากนั้นก็นั่งรถต่อไปยังบาตูเฟอร์ริงงิอย่างเร่งรีบ โดยไม่สนใจคำแนะนำของพนักงานโรงแรมที่บอกให้หาของอร่อยทานเสียก่อน แล้วจึงค่อยเดินทางต่อ แต่ด้วยเหตุการณ์สยองขวัญเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ทำให้ไม่ได้นอนทั้งคืน ตื่นมาอีกทีก็เกือบจะเที่ยงวันเข้าไปแล้ว เป็นผลทำให้โปรแกรมการเดินทางต้องปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหัน และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผมเลือกที่จะเดินทางไปบาตูเฟอร์ริงงิทันที 
          และนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของวันนี้
 
          ‘ธรรมชาติแบ่งปันความงดงามกันเสมอ’ 
          คงเป็นคำพูดที่ไม่ผิดนัก หากจะกล่าวถึงความงดงามหลากหลายของเกาะปีนัง อย่างเมืองจอร์จทาวน์เป็นเมืองท่าที่เต็มไปความเรื่องราวในอดีต โดยมีสตรีทอาร์ตเป็นตัวบอกเล่าเชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน เมื่อมีสิ่งดีก็ต้องมีสิ่งด้อยเป็นเรื่องธรรมดา พื้นที่ในเมืองจอร์จทาวน์อยู่ติดทะเลก็จริง แต่กลับไม่มีชายหาดให้นักท่องเที่ยวได้รื่นรม พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นล่องน้ำลึกและเป็นเส้นทางเดินเรือในอดีต เวลาน้ำลงจะเห็นดินเลนสีดำสนิทตลอดแนวชายฝั่ง ในขณะเดียวกันพื้นที่บริเวณตอนเหนือของเกาะ ธรรมชาติแบ่งปันให้พื้นที่บริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้เขียวชะอุ่ม หาดทรายขาวทอดยาวตลอดแนวจากเหนือจรดตะวันตก และเป็นที่ตั้งของเมืองที่ชื่อเสียงในฐานะเมืองท่องเที่ยวตากอากาศ หาดทรายสวย ทะเลใส เหมาะกับการพักผ่อนนอนทอดกายอาบแดดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้พักผ่อนแล้วก็สลับสับเปลี่ยนไปกับกิจกรรมทางน้ำหลากหลายรูปแบบ จนเมื่ออาทิตย์อัศดง หาดทรายขาวและน้ำทะเลจะถูกฉาบด้วยสีทองเปล่งประกายกระทบเกลียวคลื่น เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก เท่านั้นยังไม่พอเมื่อความมืดเข้าปกคลุม เมืองจะถูกแต่งแต้มด้วยแสงสีสว่างไสวคึกคักราวกับงานเทศกาล ร้านรวงเรียงรายตลอดสองข้างทางความยาวกว่าสองกิโลเมตรเอาใจสายช้อปปิ้ง ปิดท้ายยามค่ำคืนด้วยการกินดื่มไปกับอาหารเลิศรสจากนานาประเทศ มีมากมายให้เลือกสรร หลังจากสนุกสนานเต็มที่ตลอดทั้งวันก็ได้เวลาพักผ่อนกับโรงแรมหรูระดับห้าดาว มีให้เลือกอย่างมากมาย ทั้งหมดมีอยู่ใน “บาตูเฟอร์ริงงิ” เมืองแห่งสีสันยามค่ำคืนสวรรค์ของผู้มาเยือน 
          แต่การเดินทางของผมครั้งนี้ กลับไม่เจอสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย! เพราะข้อมูลทั้งหมด ได้มาภายหลังจากที่เดินทางกลับมาเมืองไทยแล้วทั้งสิ้น
          ความจริงแล้วการวางแผนการเดินทางในตอนแรก ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนอนค้างคืนหลับให้สบายกับที่พักริมทะเลสักแห่ง แต่เนื่องจากบาตูเฟอร์ริงงิเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศ โรงแรมส่วนใหญ่เลิศหรูระดับห้าดาว ราคายิ่งไม่ต้องพูดถึง สูงกว่าจอร์จทาวน์อย่างน้อยสองถึงสามเท่า ดังนั้น ผมจึงเลือกพักในย่านปูเลาติกุส (Pulau Tikus) ที่ราคาถูกกว่าแทน และวางแผนเอาไว้ว่าจะใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายเดินเที่ยวที่บาตูเฟอร์ริงงิ 
          และนั่นก็เป็นการวางแผนที่ผิดพลาด และเป็นความผิดพลาดเรื่องที่สองของวันนี้ 
 
          รถเมล์แล่นไปบนถนนทอดยาวคดเคี้ยวไปตามแนวเขาที่ปกคลุ่มด้วยต้นไม้ใหญ่ตลอดสองข้างทางดูร่มรื่น สลับกับความงามของท้องทะเลที่กระทบแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับจับตา ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก รถเมล์ก็มาถึงที่หมายด้วยความตื่นตาตื่นใจ
 
          ความตื่นตาตื่นใจมลายหายไปจนหมดสิ้น ภาพฝันของบาตูเฟอร์ริงงิไม่มีให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ผมเดินไปตามท้องถนนที่ว่างเปล่าท่านกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุกับท้องที่หิวโซ เดินมาเป็นกิโลแล้ว! ยังหาอะไรทานไม่ได้เลย ผมเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะคลายจะเป็นลม ระคนด้วยเสียงท้องร้องดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ สลับกับเสียงคำแนะนำของพนักงานโรงแรมก้องอยู่ในหัว ตอกย้ำการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย มองไปทางไหนก็ไม่มีวี่แววร้านอาหารเลยสักแห่ง แม้แต่ซุปเปอร์มาเก็ตก็ไม่มีให้เห็น ผมเดินย้อนกลับเข้าสู่ถนนเล็กๆ ที่มุ่งไปยังชายหาด ด้วยความหวังว่าจะเจอร้านอาหารสักร้าน หรือจะเป็นเก้าอี้เปลกับร้านข้าวเหนียวส้มตำตามสไตล์หาดบางแสนก็ยังดี ความหิวทำให้จินตนาการเละเลือนไปได้ถึงเพียงนี้ ถ้าบริเวณชายหาดไม่มีร้านอาหาร ก็ยังเหลือทางรอดสุดท้าย ก็คือร้านกาแฟสตาร์บัคที่เห็นตอนนั่งรถเข้ามาในเมือง แต่ก็ต้องเดินย้อนกลับไปไกลเอาการเลยทีเดียว
 
          “แวะทานอาหารหน่อยมั้ยครับ” 
เสียงสวรรค์จากพนักงานผิวเข้มเชิญชวนให้เข้าไปรับประทานอาหารภายในร้าน ซึ่งเป็นร้านอาหารอินเดีย และเมื่อมองไปรอบๆ เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่เปิดอยู่ มีหรือที่ผมจะปฏิเสธ โดยที่ไม่สนใจสภาพของร้านเลยว่าสกปรกมาแค่ไหน และเมื่ออาหารจานโตถูกเสิร์ฟ นักท่องเที่ยวที่หิวโซก็ทานหมดในเวลาอันรวดเร็ว ถือว่ารอดตายอย่างหวุดหวิด
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “จงหย่าละเลยคำแนะนำของเจ้าถิ่นโดยเด็ดขาด!”

          แสงแดดยามบ่ายร้อนแบบไม่ปราณีปราศรัยทำเอาผมเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว ขณะที่นักท่องเที่ยวฝรั่งผมทองดูมีความสุขอยู่กับการนอนอาบแดด ส่วนคนไทยหัวดำอย่างผมสบถได้ตลอดเวลาว่าร้อนตับแตก การเดินทางมาบาตูเฟอร์ริงงิอย่างผิดเวลาแบบนี้ ย่อมทำให้มองไม่เห็นความงดงามใดๆ เลย มีแต่เปลวแดดที่กระทบกับเกรียวคลื่น และผืนทรายที่ร้อนผ่าว ผมใช้เวลาเดินเล่นถ่ายภาพบริเวณชายหาดได้แค่พักเดียว ก็ต้องยอมแพ้ สู้อากาศร้อนยามบ่ายแบบนี้ไม่ไหว ไม่รู้ว่านักท่องเที่ยวนอนอาบแดดได้ยังไง เอาเป็นว่าถ่ายภาพไปก็เท่านั้น ไม่ได้มีความสวยงามเอาเสียเลย เอาเป็นว่าหาร้านเก๋ๆ นั่งจิบกาแฟ ตากแอร์เย็นฉ่ำกันดีกว่า

          ความจริงแล้วหาดทรายที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดทางตอนเหนือของเกาะปีนังกลับไม่ใช่ชายหาดของเมืองบาตูเฟอร์ริงงิ แต่เป็นชายหาดอีกแห่งที่ต้องนั่งรถเมล์ต่อไปยังย่าน Kampung Nelayan อันเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติปีนัง (Penang National Park) ซึ่งผมก็เพิ่งรู้เมื่อตอนเดินทางกลับมาเมืองไทยแล้วว่า เกาะปีนังมีเส้นทางเดินป่า (Hiking) ที่น่าสนใจหลายเส้นทาง และอุทยานแห่งชาติปีนังก็เป็นหนึ่งในเส้นทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก โดยจะมีเส้นทางย่อยอยู่สองเส้นทาง หนึ่งเส้นทางมุ่งหน้าไปประภาคารชื่อว่า Muka Head Light House ระยะทางทั้งหมด 4.6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเลียบชายหาดเกือบสองชั่วโมง โดยระหว่างทางจะผ่านชายหาด ชื่อว่า Monkey Beach ซึ่งเป็นชายหาดที่สวยที่สุดของเกาะปีนัง อีกหนึ่งเส้นทางจะออกแนวผจญภัยเล็กน้อยเดินผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยป่าไม้อุดมสมบูรณ์ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่หาดทรายที่สวยงามอีกแห่งชื่อว่า Teluk Kampi กับระยะทางทั้งหมด 4.9 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเช่นเดียวกัน ซึ่งจากการคำนวณระยะทางและเวลาแล้วคงจะต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้ายันค่ำเลยทีเดียวสำหรับสองเส้นทางนี้ 
ผมตั้งใจเอาไว้ว่า เมื่อกลับมาปีนังอีกครั้ง สิ่งแรกที่จะทำก็คงจะก้าวเดินไปตามเส้นทางเดินป่าของปีนัง สัมผัสความสุขจากธรรมชาติโดยรอบ 
เดินต่อไป... จนครบทุกเส้นทาง
 
ใช่แล้ว ยังมีเส้นทางเดินป่าที่น่าสนใจอีกหลายเส้นทาง! บนเกาะปีนัง
 
by กบในกะลาแก้ว
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่