ขอระบายหน่อยเถอะ!

กระทู้คำถาม
สวัสดีค่ะ สวัสดีคนที่ได้กดเข้ามาอ่านกระทู้นี้
กระทู้นี้อาจจะมีเนื้อหายาวไปหน่อยนะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นปัญหาครอบครัวค่ะ
ขอใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าหนูนะคะ ปัญหานี้มันเป็นปัญหามานานแล้วค่ะ หนูเคยตั้งกระทู้ระบายความรู้สึกสไตล์เด็กๆไว้ตั้งแต่ ม.5 แล้วก็ ม.6 ปัจจุบันนี้ อยู่ ปี 1 ค่ะ  วันนี้ก็อยากจะมาเล่าพร้อมกับระบายปัญหาที่สั่งสมมานานถึงแก่นต้นตอแท้ๆ หนูอยากได้ความคิดเห็นของทุกคนที่เข้ามาอ่าน อยากได้คำแนะนำว่าหนูควรจะทำอะไรยังไงต่อไป หนูเหนื่อยค่ะ เหนื่อยและปวดหัวกับเรื่องพวกนี้มากๆ

เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจาก พ่อกับแม่ของหนูหย่าร้างกันตั้งแต่หนูยังเด็ก หนูจำความได้ว่าตอนนั้นหนูอยู่อนุบาล 3 ค่ะ ความทรงจำในวัยเด็กช่วงนั้นมีขาดๆหายๆไปบ้าง หนูจำได้เป็นบางส่วน เหตุผลที่ทั้งสองหย่ากันนั้นขอไม่พูดถึง แต่ว่าทั้งพ่อหนูและแม่หนู หย่ากันไปได้ด้วยดีค่ะ

หลังจากที่พ่อแม่หนูนั้นหย่ากัน แม่ก็เอาหนูมาอยู่ด้วย
ภาพมันตัดไปตอนที่แม่จูงมือหนู แล้วบอกให้หนูไปเรียกผู้ชายคนนึงว่า "ปะป๊า" และเขาคนนี้ คือผู้ชายที่เฮงซวยและบัดซบที่สุดที่หนูพบเจอในชีวิต!

ตอนนั้นหนูยังเด็ก หนูไม่เข้าใจหรอกว่า ไอ้คำว่า "ปะป๊า"
เนี้ยมันคืออะไร แม่บอกให้เรียกเขาว่าอย่างนี้ หนูก็เรียกตามที่แม่บอก พอตอนโตถึงชั้นประถม หนูถึงได้เข้าใจว่า เขาคือพ่อคนที่ 2 ของหนู

ชีวิตแม่หนูกับหนูก่อนหน้านั้นมีชีวิตที่ดีกันพอสมควร ไม่มีหนี้สิน
แต่หลังจากที่ได้มาอยู่กับปะป๊า แม่ได้ออกจากงานที่เคยทำ (แม่เป็นหมอนวดในโรงพยาบาล)

ตอนหนูอยู่ประมาณ ป.3 แม่กับปะป๊าก็มีลูกด้วยกัน เป็นน้องชายของหนู จุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้เหมือนเริ่มมาจากการที่ปะป๊าอยากทำธุระกิจบางอย่างแต่ก็เจ๊ง แล้วแม่หนูก็เป็นคนดั้นด้นไปหากู้เงินเขามาลงทุนทำธุระกิจ แต่ธุระกิจมันเจ๊ง ทำให้ต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้หนี้
แม่กับป๊ะป๊าเริ่มออกไปขายของที่ต่างจังหวัด ตอนนั้นหนูยังเด็กอยู่เลยได้อยู่จังหวัดเดิมกับยายกัน 2 คน ตอนนั้นหนูอยู่ ป.4 ยายก็อายุมากแล้ว หนูใช้ชีวิตอยู่กับยาย 2 คน ในบ้านเช่าห้องแถว แม่กับปะป๊าก็จะกลับมาอาทิตย์ละครั้ง บางครั้งนานๆก็จะกลับมา ส่วนน้องหนูตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดแม่น่าจะเอาน้องไปด้วย

หนูอยู่ที่จังหวัดเดิมจนถึง ป.5 มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น และมันก็ฝังใจหนูอยู่ไม่น้อย ปะป๊ากับแม่ทะเลาะกัน หนูจำภาพตอนเกิดเหตุการณ์ได้ว่าแม่หนูถูกทำร้ายร่างกายจนช้ำเป็นจ้ำเขียวๆม่วงๆ ผมของแม่หนูโดนกระชากออกมาจนหลุดร่วงเป็นกระจุกๆ ตอนนั้นหนูอยู่แค่ป.5 หนูไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มันสะเทือนใจหนูจริงๆ ภาพมันติดตาหนู หนูได้แต่ยืนดูเหตุการณ์นั้นเงียบๆ มันเป็นการทะเลาะที่รุนแรงพอสมควร ในเหตุการณ์นั้นหนูจำได้ลางๆว่าแม่สั่งให้หนูไปหยิบมีดมา หนูก็ไปเดินหยิบมาจริงๆ แต่หนูส่งมีดให้แม่ แต่ก็ถูกปะป๊าแย่งไป แม่หนูบอกให้หนูโทรแจ้งความ หนูก็โทรไปแจ้ง ตำรวจสอบถามได้แต่ชื่อ ไอ้ป๊ะป๊านั่นก็ขับรถออกไป หนูเลยวางสายจากตำรวจ แม่หนูร้องไห้หนักมาก ในความทรงจำหนูนั้นนั่นเป็นครั้งแรกที่หนูเห็นน้ำตาของแม่ ร่างกายของแม่ฟกช้ำไปเกือบทั่วทั้งตัว ตาก็โดนต่อยจนเขียว หัวก็โดนจับกระแทกพื้นจนโน ด้วยเหตุการณ์นั้นจนถึงปัจจุบัน แม้มันจะเลือนลางแต่มันก็ฝังอยู่ลึกๆในใจหนู (พอโตขึ้นมาแล้วนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น หนูก็รู้สึกโกรธแค้นมันสุดๆ)

#ตัดไปที่เรื่องราวต่อเลยนะคะ

หลังจากเหตุการณ์นั้นความทรงจำของหนูก็ตัดไปตอนอยู่ ป.6
หนูเริ่มโตขึ้น พอจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้น หนูได้ย้ายโรงเรียนตอนอยู่ ป.5 เทอม 2 ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิดของแม่ แม่กับปะป๊าก็ออกไปขายของด้วยกัน เช้า - เย็น
พอหนูอยู่ ป.6 จะเข้า ม.1  การรับรู้เรื่องราวของหนูก็พัฒนาขึ้นมามาก หนูจดจำได้ว่าปะป๊าเนี้ย เขาเป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 ของหนู แต่เหมือนเขาไม่เคยเห็นหนูเป็นลูกเลย เขาชอบใช้หนูทำนู้นทำนี่
(เหมือนหนูเป็นเบ๊ะอ่ะค่ะ) นานวันเข้าก็ค้นพบว่า เขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัว พึ่งพาอะไรก็ไม่ได้ต่างจากช่วงแรกๆที่ขยันทำนู้นนี่นั่น
ตอนนั้นหนูเห็นมีแต่แม่หนูที่เป็นคนทำแทบทุกอย่าง
แต่เขากลับอยู่เฉยๆทำตัวเหมือนเป็นคุณชายวันๆไม่ทำอะไร กินนอนกระดิกเท้าดูหนังอยู่บ้าน จนในที่สุดวันที่เขาจะไปก็มาถึง วันนั้นเป็นวันที่แม่หนูร้องห่มร้องไห้เจียนจะตาย นั่นก็เป็นครั้งที่ 2 ที่หนูเห็นน้ำตาของแม่ วันนั้นไอ้ปะป๊าหอบผ้าหอบผ่อนใส่กระเป๋าขึ้นรถญาติ
แล้วเขาก็พูดเรื่องแม่หนูให้ญาติเขาฟัง แต่คำพูดนั้นไม่ใช่คำพูดในทางที่ดีเลย มันออกแนวตำหนิแม่ ว่าแม่หนูไม่ดีทั้งนั้น หนูไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้แม่หนูกับเขาคุยอะไรกัน แต่หนูจำได้ขึ้นใจเลยว่า วันนั้นเขาเดินจากไปเขาไปแบบไม่ใยดีพวกเราเลย ไม่ร่ำลาอะไรทั้งนั้น แม่หนูก็ร้องห่มร้องไห้เสียใจอย่างกับคนบ้า แล้วหนูมารู้ทีหลังว่าเขาจะไปทำงานที่อื่นแล้วเขาจะส่งเงินมาให้ ตอนนั้นน้องหนูก็ยังเด็กอยู่ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง น้องไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อตัวเองจะไม่อยู่แล้ว  สุดท้ายหนู น้อง แม่ ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน 3 คนแม่ลูก

แม่หนูก็กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่แบกทุกอย่างไว้คนเดียว
แม่ดิ้นรนตื่นแต่เช้าไปขายของทั้งเช้าทั้งเย็นเพื่อหาเงินมาใช้หนี้
ในช่วงปิดเทอมวันหยุดหนูก็ไปช่วยแม่ขายของ จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ไร้วี่แววของไอ้ปะป๊า เขาบอกว่าจะไปทำงานหาเงินส่งมา
แต่ผ่านไปตั้งหลายเดือนเขาหายไปเลย ไม่ติดต่อมาอะไรทั้งนั้น โทรหาก็ไม่ติด แถมยังทิ้งให้แม่หนูใช้หนี้คนเดียวอีก ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่มีไลน์ แล้วเบอร์ของปะป๊าก็ถูกเมมไว้ในเครื่อง มันเลยเชื่อมบัญชีกันอัตโนมัติ หนูเลยเข้าไปส่องก็เห็นว่าเขาเพิ่งเปลี่ยนรูปโปร์ไฟล์ หนูเลยบอกแม่ แม่หนูใช้เวลาขบคิดหลายวันมาก ก่อนจะเขียนข้อความลงบนกระดาษให้หนูพิมพ์เพื่อลองส่งไปให้ปะป๊า ปะป๊าเปิดอ่านข้อความนั้น แล้วเขาก็ไม่ได้ตอบอะไรมา ข้อความที่แม่หนูเขียนแล้วให้หนูพิมพ์ส่งไปนั้น เป็นข้อความที่บอกเลิกกัน ซึ่งหนูจำเนื้อหาไม่ค่อยได้แล้ว นับจากส่งข้อความนั้นไป ก็ถือว่าแม่กับปะป๊าจบความสัมพันธ์กันแล้ว

หนูกับแม่ผ่านอะไรมาด้วยกันมาเยอะมาก ช่วงที่แม่เครียดแม่ก็ชอบพูดว่าอยากตาย คอยถามหนูตลอดว่าจะกินยาฆ่าตัวตายดีมั๊ย หนูต้องคอยปลอบแม่ บอกแม่ว่าให้คิดถึงหนูกับน้อง ถ้าไม่มีแม่หนูจะทำยังไง
เราใช้ชีวิตแบบอดๆอยากๆอดทนกัดฟันสู้กันทั้งแม่ทั้งลูกแบบนี้ไปหลายปี ส่วนไอ้ปะป๊านั่นทั้งๆที่ช่วยกันก่อหนี้ กับรอดตัวไปสบายใจเฉิบอยู่คนเดียว เงินก็ไม่ส่งมาเลยสักบาท ทั้งๆที่ควรจะแสดงความรับผิดชอบ แต่เขากับหายไปเลย หายจนนึกว่าตายไปแล้ว แชทไม่ตอบ หลังๆมาไม่อ่านเลย หลังๆของหลังๆคือเขาไม่เล่นไลน์แล้ว ช่องทางติดต่อทางอื่นหนูก็ไม่มี ชีวิตของเราวนลูปไปแบบนี้ แม่ไปขายของแต่เช้าถึงเย็นทุกวันพอหนูเปิดเทอมแม่หนูก็ต้องไปขายของคนเดียว ไหนจะหาเงินมาจ่ายหนี้ ไหนจะหาเงินมาส่งหนูกับน้องเรียน ไหนจะค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก รายได้ที่หาได้ กับรายจ่ายมันไม่สมดุลกันเลย แม่หนูก็เลยไปหาวิธีหมุนเวียนเงินแบบใหม่ นั่นคือการกู้เงินนอกระบบ
เราใช้ชีวิตแบบรันทดเป็นหนี้หัวโตแบบนี้ไปเรื่อยๆจนหนูอยู่
ประมาณ ม. 3 แล้วช่วงเวลาที่จะขึ้น ม.4 แม่ก็ได้แต่งงานใหม่
การแต่งงานครั้งนี้ไม่มีการจดทะเบียนสมรส มันเป็นการแต่งงานเล็กๆ แค่มีคนแก่คนเฒ่ามาผูกข้อมืออวยพรให้เพื่อไม่ให้ผิดผี หนูคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นมันจะดีขึ้น แต่เปล่าเลย! พอหนูอยู่ ม.5 ปัญหาชวนปวดหัวตามมาไม่จบไม่สิ้น!!!

พ่อคนที่ 3 ผู้ชายคนที่แม่แต่งงานแบบเรียบง่ายสไตล์บ้านๆด้วย
ในหมู่บ้านเขาเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน เขาไม่ใช่คนไทยค่ะ เขาเป็นคนไทใหญ่ หนูเรียกเขาว่าพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงคนนี้อายุห่างจากแม่หนูประมาณ 10 กว่าปี แม่หนูอายุมากกว่าเขาจึงเริ่มแก่แล้วค่ะ

เข้าเรื่องเลยนะคะ ตอนแรกๆที่เขาแต่งงานกันหนูก็รับไม่ได้หรอกค่ะ หนูยังงงด้วยซ้ำว่าเขาไปรักกันตอนไหนเลยได้แต่เก็บความสงสัยกับความไม่พอใจเรื่องนี้ไว้ลึกๆ เข้าใจอารมณ์เด็กที่หวงแม่มั๊ยคะ 😂 ตอนนั้นหนูหวงแม่จริงๆ เราผ่านอะไรกันมาตั้งเยอะ อยู่ๆแม่ก็มาแต่งงานมีสามีใหม่ ทั้งๆที่ก่อนหน้าแม่มีแค่หนู กับ น้อง มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกแย่งความรักไป หลังจากนั้นไม่นานหนูก็ชินค่ะ ชินกับการที่มีพ่อเลี้ยงอยู่ในชีวิต การมีเขาเข้ามาในชีวิตในช่วงตอนนั้นมันดีมากๆเลยค่ะ แม่หนูจะได้ไม่ต้องขี่รถไปขายของแต่เช้าคนเดียว ทำให้หนูเปิดใจยอมรับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต มาเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะ ช่วงแรกๆคนเรามันยังไม่ออกลาย พอตอนหลังๆนิสัยที่ไม่ดีของเขาก็เริ่มโผล่ออกมา

ต้องเล่าก่อนว่า ก่อนที่แม่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขานั้น แม่เอาได้เอาสร้อยทองของพ่อเลี้ยงไปจำนำ เพื่อนำเงินมาตั้งต้นขายของใหม่ ปัญหามันก็เลยตามมาในช่วงหลังๆ เนื่องจากว่า ก่อนที่พ่อเลี้ยงจะมาเจอแม่หนูเนี้ย เขามีปัญหากับภรรยาคนเก่ามาก่อน ภรรยาเก่าของพ่อเลี้ยงเขาทรยศพ่อเลี้ยงไปมีชู้ นั่นเลยทำให้พ่อเลี้ยงฝังใจกับเหตุการณ์นั้น แม่หนูก็เลยช่วยเหลือให้ที่พักเขา เพราะเขาไม่ใช่คนไทย ไม่มีที่ไป อารมณ์เหมือนเขาเป็นคนต่างด้าว แต่ก็ไม่ใช่อ่ะค่ะ ไม่รู้ว่าแม่ช่วยเหลือของแม่ยังไง ทั้งสองเลยได้มาแต่งงานกัน

ปัญหาเริ่มเกิดตรงที่ว่า แม่หนูปิดบังพ่อเลี้ยงเกี่ยวกับหนี้ที่ปะป๊ากับแม่ก่อไว้ร่วมกันแล้วยังใช้ไม่หมดมันเป็นจำนวนเงินที่มากมากนะคะ พ่อเลี้ยงกับแม่ออกไปทำมาหากินค้าขายด้วยกัน ทั้งเช้า - เย็น นานวันเข้าพ่อเลี้ยงก็ระแคะระคายว่าทำไมขายของ เงินถึงไม่มีเก็บเลยสักบาท มันหายไปไหนหมด แม่หนูก็บอกไปว่าจ่ายค่ารถ ค่านู้นนี่นั่น แต่ความเป็นจริงคือ เอาเงินไปจ่ายให้พวกหนี้นอกระบบค่ะ ซึ่งดอกเบี้ยมันสูงมากกกก! นานวันเข้า ทำอาชีพค้าขาย มันก็ไม่ได้ขายของดีทุกวัน เงินที่จะต้องหมุนเวียนของก็เอาไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียน แม่หนูก็ไปหากู้หนี้นอกระบบเพิ่มอีกค่ะ จาก 1 คน ลามไป 2 ไป 3 ปัจจุบันนี่ มีเป็น 10 กว่าเจ้าแล้วค่ะ แม่ไม่ยอมบอกความจริงกับพ่อเลี้ยงว่าตัวเองแบกหนี้ไว้เกือบล้าน กลับเลือกที่จะปกปิดมันเพราะกลัวว่าพ่อเลี้ยงจะหนีกลับบ้านไป(กลับไปไทใหญ่)
ซึ่งตอนนี้แม่ก็เริ่มแก่แล้ว ถ้าพ่อเลี้ยงไป แม่หนูก็ต้องกลับมาดิ้นรนคนเดียวเหมือนเดิม ไหนจะต้องส่งหนูเรียนอีกมันหนักเกินสำหรับคนที่อายุ 50นิดๆแล้ว แม่จึงเลือกปกปิดเรื่องนี้เอาไว้

แล้วหนูก็ถูกแม่ดึงให้มาอยู่ในวังวนที่รู้เรื่องราวพวกนี้แต่พูดไม่ได้
จำได้ใช่มั๊ยคะ ว่าแม่หนูกับพ่อหนูหย่ากันตั้งแต่เด็กๆ ในตอนขอหย่านั้นแม่บอกให้พ่อหนูส่งเงินค่าเลี้ยงดูหนูมาให้ทุกเดือน พ่อหนูยังเป็นคนที่ดีมีความรับผิดชอบ เขาส่งเงินมาให้หนูทุกเดือนจริงๆค่ะ แต่พอหนูถูกแม่ดึงไปในวังวนที่ต้องโกหกพ่อเลี้ยง แล้วก็พ่อตัวเอง หนูก็รู้สึกผิดมาก ตอนอยู่ ม.5 ม.6 หนูต้องโกหกพ่อตัวเองถี่มากเลยค่ะ บอกให้พ่อส่งเงินมาให้หน่อย หนูจะเอาไปซื้อโน๊ตบุ๊ค ซ่อมโทรศัพท์ ซื้อกระเป๋า รองเท้า จ่ายค่าเทอม ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้เอาไปทำตามที่พูดหรอกค่ะ ของพวกนี้หนูไม่เคยซื้อ เคยได้เคยมี ตามที่พูดเลย
หนูต้องโกหกพ่อเพื่อให้พ่อโอนเงินมาให้แม่เอาเงินนั้น ไปหมุนเวียนพร้อมกับจ่ายหนี้พวกนั้น หลังๆตอนอยู่ม.6 หนูต้องไปโกหกพ่อถี่มากกว่าเดิมว่าหนูจะต้องเอาเงินไปสอบที่มหาลัยนู้น มหาลัยนี้ โดยฉะเพราะปีของหนู มันเป็นระบบ tcas มีให้ 5 รอบ พ่อหนูก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องระบบการคัดเลือกเข้ามหาลัยพวกนี้อยู่แล้ว พูดง่ายๆก็ทางสะดวกเลยค่ะ

หนูรู้สึกผิดต่อพ่อหนูมากๆ ที่ต้องโดนหนูโกหกเพื่อเอาเงินนั้นมาให้แม่ใช้จ่ายหนี้ แต่หนูไม่มีทางเลือก หนูไม่รู้ว่าต้องทำยังไงกับเรื่องพวกนี้ ตอนนี้มันถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัวแล้วบอกความจริงแล้ว มีแต่ต้องเดินหน้าโดยทำแบบนี้ต่อไปจนกว่าเรื่องพวกนี้จะจบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันไหน

แล้วตอนหนูอยู่ช่วงม.6
หนูเครียดกับการเข้ามหาลัยอยู่แล้ว กลับบ้านไปพ่อเลี้ยงกับแม่ก็มีปากเสียงทะเลาะกันอีก ตอนช่วงนั้นหนูดาว์นมากเลยค่ะ เครียดสุดๆ เครียดทั้งเรื่องเรียน แล้วก็เรื่องหนี้ของแม่ ไหนจะค่าเทอมเข้ามหาลัยอีก แม่หนูไม่มีเงินสำรองเก็บไว้เลยสักบาท แล้วกลับบ้านมาก็ต้องมาได้ยินเขาทะเลาะกันอีก
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่