เพิ่งได้ดูbomeshell มาเมื่อคืน โดยรวมแล้วหนังสนุกดี ไม่มียืดยาด แต่ส่วนตัว ย้ำว่าส่วนตัว รู้สึกสับสน งง กับเนื้อหาในหลายๆส่วน
ก่อนไปดูได้หาข้อมูลมาพอสมควร ว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร ใครที่ได้ดูทีสเสอร์ คงเห็นส่วนที่เป็นฉากในลิฟต์ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนของตัวแม่ทั้งสาม ทำให้สนใจมากว่าต้องการสื่ออะไร
คือเข้าใจเนื้อหาของหนังทั้งหมดนะ แต่อย่างที่บอกคือรายละเอียดแต่ละส่วนยังรู้สึก งง งง น่าจะเกิดขึ้นจากการที่หนังมีการเล่าถึงเนื้อหาที่ต้องใช้แบคกราวนด์ของความเป็นคนอเมริกันพอสมควร เช่น ระบบการเลือกตั้ง การที่ทางฝ่ายพรรคการเมืองใช้สื่อเป็นเครื่องมือหาเสียง ซึ่งfact หรือ วัฒนธรรมพวกนี้มันก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ คือไม่ต้องเรียนจบการเมืองอเมริกันขนาดนั้นถึงเข้าใจ แต่ชาวบ้านชนชาติอื่นอาจไม่ได้เข้าใจทั้งหมด
ทีนี้พอมาประกอบกันกับการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว และตัวละครที่เยอะ แต่ละตัวก็มีบทบาททั้งนั้น เอาหล่ะสิ ก็เลยยิ่งงง
ให้อารมณ์เหมือนทำข้อสอบไม่ทัน เพราะมีการจับเวลาแต่ละข้อแยก ถ้าไม่ตอบในเวลา ข้อนั้นคือได้ศูนย์ อารมณ์นั้นเลย พอพยายามนั่งระลึกถึงข้อสอบข้อก่อนหน้านี้ ข้อใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ส่วนตัวจึงย้ำว่า สุดท้ายแล้วเข้าใจเนื้อหาโดยรวม เริ่มขึ้นยังไง จบลงยังไง แต่เพื่ออรรถรส เราก็อยาก folllow ให้ทันตลอดทั้งเรื่อง แต่มันไม่ทัน เดินออกจากโรงด้วยคำถามเยอะมาก
นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่า
1. อย่างแรก บทบาทของตัวแม่สามตัว มันดูไม่ต่อเนื่องกัน ดูแล้วยิ่ง งง คือตอนเปิดเรื่องมา หนังตัดให้เห็นปัญหาของคนแต่ละคน แยกๆๆๆ กัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทั้งสามคนมีความเกี่ยวข้องกัน พอหนังมันเร่งมาก มันเลยดูไม่ค่อยมีที่มาที่ไป คือ คุณทำงานบริษัทเดียวกัน ตึกเดียวกัน แต่ดูเหมือนคุณไม่ค่อยรู้จักกัน แต่คุณซัพพอร์ตกันเพื่อแก้ปัญหา ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเพื่มเนื้อหาความสัมพันธ์ของทั้งสามคนแบบฝ่าฟันอะไรด้วยกัน คุ้นเคยกันมากกว่านี้ หนังมันจะดูกลมกลืนกว่านี้
2. ชารีสที่เล่นเป็นตัวละครหลัก เล่นดีนะ โดยเฉพาะในส่วนที่เริ่มรู้ตัวว่าต้องช่วยออกมาเรียกร้อง เธอพยายามสื่อสารออกมาทางตาและการแสดงออกถึงความเครียดและเก็บกด แต่อย่างที่บอก มันดูไม่ค่อยมีที่มาที่ไป เพราะในหนังคนแรกที่จะเอาเรื่องเลยคือนิโคล แล้วทำไมชารีสถึงมาเร่งๆๆๆๆอย่างมากเพื่อช่วยเอาเรื่องตอนกลางเรื่อง คือการแสดงของชารีสที่เล่นออกมาน่ะดี แต่การแสดงออกเหล่านั้นมันไม่ได้เชื่อมต่อกับสาระและเหตุผล ว่าแรงผลักดันมันมากขนาดนั้นเลย??? ในขณะที่คนที่สู้มาแต่แรกคือนิโคล ก็อยู่บ้านเลี้ยงลูก คุยกับทนายสองสามครั้ง ไม่ได้มีฉากอะไรมาเชื่อมต่อกับชารีส
3. จากข้อสอง พอมาเจอกับฉากที่ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งและการเมืองที่พยายามดึงสื่อเข้าไปเอี่ยว ส่วนตัวมันก็เลยยิ่ง งง ตัวละครแต่ละคนพูดอะไรเป็นนิยาม เป็นนัยยะ ฟาดฟันกันด้วยความรู้และกาารเปรียบเทียบ เหมือนกับพวกแกเป็นอเมริกันเหมือนกัน เป็นนักข่าวเหมือนกัน ทำงานที่เดียวกัน พวกแกเลยเข้าใจกันเอง แต่มันงงมากเลยนะแม่!
ส่วนตัวในฐานะคนดูคืองง ตกลงใครสนับสนุนใคร ใครฝ่ายใคร เชียใคร พรรคไหน แล้วด้วยความที่หนังมีเนื้อหาของชารีสที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรอะไรต่อมิอะไรเยอะมาก หลายฉากมาก จนมันงงว่า แล้วไง อ่ะ คุณไปมีเรื่องกับทรัมป์ แล้วมันเกี่ยวกับที่คุณมาเรียกร้องฟ้องนายไหม??? คือคุณรู้สึกว่าทรัมป์ก็เป็นผู้บริหารผู้ชายที่เหยียดเพศเหมือนกัน ก็เลยเป็นอีกส่วนของแรงผลักดันหน่ะหรอ???
แต่มัน งง ไง.....คือจะบอกว่า คุณไม่ได้เป็นเฟมินิสต์มาแต่ต้นนะ แต่พอมาทำพิธีกร ดีเบต แคมเปญ อะไรพวกนี้ เลยอยากเป็นเฟมินิสต์ขึ้นมา แล้วพอมาเห็นเคสนิโคล เลยเอาวะ สู้สุดใจ อะไรงนี้หรอ แต่พอดูในโรง มันงง นะ มันดูว่าเกี่ยวไรกัน
4. ช่วงที่ชารีสเรียกร้อง และหาข้อมูล อันนี้งงสุดละ เช่น ฉากหนึ่งชารีสลงไปหาผู้ประกาศตึกเดียวกันผมบ้อบ ถามว่าคุณเคยโดน SH ไหม เหมือนนางจะตอบว่าไม่เคยโดนแต่ให้ชารีสระวังตัวในการหาข้อมูล แล้วทั้งสองคนก็คุยอะไรกันเองไม่รู้ อ้างถึงนั่นนี่ แล้วชารีสก็แบบ โอ้ววว มายกอดดดด แบบเข้าใจคนเดียว.....ตอนนี้ก็ยัง งง นะ ว่าตกลงคุณเจ้ผมบ้อบนี่เคยโดนลวนลามไหม
หลังจากนั้นยังมีฉากอื่นอีกหลายฉากมาก ที่ชารีสเดินไปเดินมา โทสับบ้างไรบ้าง คุยกับคนนั้นคนนี้ อย่างฉากที่อยู่หน้าตู้กดน้ำที่คุยกับผู้ประกาศอีกคน หรือหลายฉากที่ชารีสคุยกับทีมลูกน้องสามคน คือพูดไรกันหรอ ทำหน้าเครียดๆใส่กัน แล้วชารีสก็พูดว่า โอ้ววมายกอดดดด เหมือนแบบตกใจกับสิ่งที่คนอื่นพูด แบบมองตากันก็รู้ใจ แต่ชั้นไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดกันเลย ตกลงเธอพูดอะไรกัน ตกลงใครเข้าข้างใคร ใครฝ่ายไหนนนนนน
5. มาโก้เล่นดีเลยนะ แต่นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ว่าหนังดำเนินเรื่องเร็วมาก คือ คุณสามารถทะเยอะทะยานในการไต่เต้าได้ แต่อยากให้มีฉากที่แสดงออกว่า เริ่มจากอะไร มาโก้เจอกับอะไร มาโก้รู้สึกว่าต้องก้าวหน้าแล้วเพราะอะไร ทำไมต้องเร่งทำเดี๋ยวนี้.......แต่ในหนังคือ ตัดไปตัดมา ตัดมาอีกที นางก็สมยอมไปแล้ว คือมันไม่มีรายละเอียด ว่านางกดดันเลยต้องยอมทำ และทำไมถึงกดดันหรืออะไรคือแรงผลักดัน ส่วนตัวคิดว่าต้องเพิ่มส่วนนี้ลงไปอีก
6. เนื้อหาหนังส่วนของตระกูดเมอด้อค ทั้งคุณลูกชายทั้งสอง คุณพ่อมาตอนจบ และทัศนคติของเขาที่มีต่อคุณลุงceo ใครชอบใคร ใครไม่ชอบใคร รวมถึงบทบาทของเมียคุณลุงceo บทบาทของทนายและพวกผู้บริหารชั้นสูงของบริษัท ที่เข้ามาแรกๆๆๆทั้งเรื่อง ยิ่งทำให้ งง รายชื่อเยอะมาก ตัวละครเยอะมาก ในเรื่องจะมี VP คนนึง เป็นผู้ชายคนที่ไล่นิโคลออก เห็นมีฉากที่เค้านั่งคุยกับผู้ประกาศ แล้วตกลงคุณ VP คนนี้แกลวนลามด้วยไหม หรือแกมีหน้าที่ส่งเด็กให้ลุงceo.....หลายคน หลายสิ่งมากกกก หนังดำเนินเรื่องเร็ว งงเขาไปอีกแม่!
จริงๆ ด้วยความเข้าใจก่อนไปดูและหลังจากดูจบ คือหนังไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือมีพนักงานหญิง ในบริษัทข่าว ถูก SH โดยกรรมการผู้จัดการ เลยออกมาเรียกร้อง ฟ้องดำเนินคดี แค่นั้นเอง แต่....คิดว่าหนังดำเนินเรื่องเร็วไป ซึ่งไม่แน่ใจว่ามาจากการที่มีเนื้อหาเยอะ เลยต้องยัดต้องตัดให้ทัน แต่! เนื้อหาเอย ตัวละครเอย ที่มันเยอะมากกกกกเนี่ย มันสำคัญไหม มันส่งให้เข้าใจหนังหรือยิ่งทำให้เรางง ออกมาจากโรงยังคิด สงสัยต้องดูอีกรอบสองรอบ ถึงจะเข้าใจเนื้อหาย่อยๆแต่ละส่วน นักข่าวพวกนี้เค้าไม่พูดอะไรกันตรงๆเนอะ พูดอะไรแต่ละอย่างในหนังต้องเอามาตีความ ซึ่ง ส่วนตัวตามไม่ทัน ชอบชารีสที่แสดงออกด้วยท่าทางการแสดง ด้วยแววตาแบบนักแสดงมือาชีพ แต่สภาพแวดล้อมและตัวการดำเนินเรื่อง ไม่ได้ทำให้เข้าใจความคิดของชารีส ว่าทำไมมาเร่งๆๆๆ เอาเรื่อง อะไรคือแรงผักดัน คุณกำลังรู้สึกอะไร คิดอะไร มันรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก.......
สุดท้าย ก็ชอบนะ ชอบมากโดยรวม แสดงความยินดีกับรางวัล make up ที่ได้รับมา เพราะเอาจริง คือตอนแรกที่เห็นรูปโปรโมท จำไม่ได้ว่านี่คือชารีส แต่งหน้าออกมาจนจำไม่ได้เลยจริงๆ และค่อนข้างเหมือนตัวละคนในชีวิตจริง
ส่วนนิโคล ถ้าเทียบการแต่งหน้าให้เหมือนเกรทเช่น คือยังไม่เหมือน ที่สำคัญคือ เกรทเช่นตัวจริงแสียงจะเหน่อมาก ซึ่งนิโคลยังไม่สามารถเหน่อได้ขนาดนั้น
สบายใจละ ได้บ่น
Bombshell.....รักแม่..แต่.....งงมากแม่!
ก่อนไปดูได้หาข้อมูลมาพอสมควร ว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร ใครที่ได้ดูทีสเสอร์ คงเห็นส่วนที่เป็นฉากในลิฟต์ ที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนของตัวแม่ทั้งสาม ทำให้สนใจมากว่าต้องการสื่ออะไร
คือเข้าใจเนื้อหาของหนังทั้งหมดนะ แต่อย่างที่บอกคือรายละเอียดแต่ละส่วนยังรู้สึก งง งง น่าจะเกิดขึ้นจากการที่หนังมีการเล่าถึงเนื้อหาที่ต้องใช้แบคกราวนด์ของความเป็นคนอเมริกันพอสมควร เช่น ระบบการเลือกตั้ง การที่ทางฝ่ายพรรคการเมืองใช้สื่อเป็นเครื่องมือหาเสียง ซึ่งfact หรือ วัฒนธรรมพวกนี้มันก็มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ คือไม่ต้องเรียนจบการเมืองอเมริกันขนาดนั้นถึงเข้าใจ แต่ชาวบ้านชนชาติอื่นอาจไม่ได้เข้าใจทั้งหมด
ทีนี้พอมาประกอบกันกับการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว และตัวละครที่เยอะ แต่ละตัวก็มีบทบาททั้งนั้น เอาหล่ะสิ ก็เลยยิ่งงง
ให้อารมณ์เหมือนทำข้อสอบไม่ทัน เพราะมีการจับเวลาแต่ละข้อแยก ถ้าไม่ตอบในเวลา ข้อนั้นคือได้ศูนย์ อารมณ์นั้นเลย พอพยายามนั่งระลึกถึงข้อสอบข้อก่อนหน้านี้ ข้อใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว ส่วนตัวจึงย้ำว่า สุดท้ายแล้วเข้าใจเนื้อหาโดยรวม เริ่มขึ้นยังไง จบลงยังไง แต่เพื่ออรรถรส เราก็อยาก folllow ให้ทันตลอดทั้งเรื่อง แต่มันไม่ทัน เดินออกจากโรงด้วยคำถามเยอะมาก
นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่า
1. อย่างแรก บทบาทของตัวแม่สามตัว มันดูไม่ต่อเนื่องกัน ดูแล้วยิ่ง งง คือตอนเปิดเรื่องมา หนังตัดให้เห็นปัญหาของคนแต่ละคน แยกๆๆๆ กัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ทั้งสามคนมีความเกี่ยวข้องกัน พอหนังมันเร่งมาก มันเลยดูไม่ค่อยมีที่มาที่ไป คือ คุณทำงานบริษัทเดียวกัน ตึกเดียวกัน แต่ดูเหมือนคุณไม่ค่อยรู้จักกัน แต่คุณซัพพอร์ตกันเพื่อแก้ปัญหา ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเพื่มเนื้อหาความสัมพันธ์ของทั้งสามคนแบบฝ่าฟันอะไรด้วยกัน คุ้นเคยกันมากกว่านี้ หนังมันจะดูกลมกลืนกว่านี้
2. ชารีสที่เล่นเป็นตัวละครหลัก เล่นดีนะ โดยเฉพาะในส่วนที่เริ่มรู้ตัวว่าต้องช่วยออกมาเรียกร้อง เธอพยายามสื่อสารออกมาทางตาและการแสดงออกถึงความเครียดและเก็บกด แต่อย่างที่บอก มันดูไม่ค่อยมีที่มาที่ไป เพราะในหนังคนแรกที่จะเอาเรื่องเลยคือนิโคล แล้วทำไมชารีสถึงมาเร่งๆๆๆๆอย่างมากเพื่อช่วยเอาเรื่องตอนกลางเรื่อง คือการแสดงของชารีสที่เล่นออกมาน่ะดี แต่การแสดงออกเหล่านั้นมันไม่ได้เชื่อมต่อกับสาระและเหตุผล ว่าแรงผลักดันมันมากขนาดนั้นเลย??? ในขณะที่คนที่สู้มาแต่แรกคือนิโคล ก็อยู่บ้านเลี้ยงลูก คุยกับทนายสองสามครั้ง ไม่ได้มีฉากอะไรมาเชื่อมต่อกับชารีส
3. จากข้อสอง พอมาเจอกับฉากที่ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งและการเมืองที่พยายามดึงสื่อเข้าไปเอี่ยว ส่วนตัวมันก็เลยยิ่ง งง ตัวละครแต่ละคนพูดอะไรเป็นนิยาม เป็นนัยยะ ฟาดฟันกันด้วยความรู้และกาารเปรียบเทียบ เหมือนกับพวกแกเป็นอเมริกันเหมือนกัน เป็นนักข่าวเหมือนกัน ทำงานที่เดียวกัน พวกแกเลยเข้าใจกันเอง แต่มันงงมากเลยนะแม่!
ส่วนตัวในฐานะคนดูคืองง ตกลงใครสนับสนุนใคร ใครฝ่ายใคร เชียใคร พรรคไหน แล้วด้วยความที่หนังมีเนื้อหาของชารีสที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกรอะไรต่อมิอะไรเยอะมาก หลายฉากมาก จนมันงงว่า แล้วไง อ่ะ คุณไปมีเรื่องกับทรัมป์ แล้วมันเกี่ยวกับที่คุณมาเรียกร้องฟ้องนายไหม??? คือคุณรู้สึกว่าทรัมป์ก็เป็นผู้บริหารผู้ชายที่เหยียดเพศเหมือนกัน ก็เลยเป็นอีกส่วนของแรงผลักดันหน่ะหรอ???
แต่มัน งง ไง.....คือจะบอกว่า คุณไม่ได้เป็นเฟมินิสต์มาแต่ต้นนะ แต่พอมาทำพิธีกร ดีเบต แคมเปญ อะไรพวกนี้ เลยอยากเป็นเฟมินิสต์ขึ้นมา แล้วพอมาเห็นเคสนิโคล เลยเอาวะ สู้สุดใจ อะไรงนี้หรอ แต่พอดูในโรง มันงง นะ มันดูว่าเกี่ยวไรกัน
4. ช่วงที่ชารีสเรียกร้อง และหาข้อมูล อันนี้งงสุดละ เช่น ฉากหนึ่งชารีสลงไปหาผู้ประกาศตึกเดียวกันผมบ้อบ ถามว่าคุณเคยโดน SH ไหม เหมือนนางจะตอบว่าไม่เคยโดนแต่ให้ชารีสระวังตัวในการหาข้อมูล แล้วทั้งสองคนก็คุยอะไรกันเองไม่รู้ อ้างถึงนั่นนี่ แล้วชารีสก็แบบ โอ้ววว มายกอดดดด แบบเข้าใจคนเดียว.....ตอนนี้ก็ยัง งง นะ ว่าตกลงคุณเจ้ผมบ้อบนี่เคยโดนลวนลามไหม
หลังจากนั้นยังมีฉากอื่นอีกหลายฉากมาก ที่ชารีสเดินไปเดินมา โทสับบ้างไรบ้าง คุยกับคนนั้นคนนี้ อย่างฉากที่อยู่หน้าตู้กดน้ำที่คุยกับผู้ประกาศอีกคน หรือหลายฉากที่ชารีสคุยกับทีมลูกน้องสามคน คือพูดไรกันหรอ ทำหน้าเครียดๆใส่กัน แล้วชารีสก็พูดว่า โอ้ววมายกอดดดด เหมือนแบบตกใจกับสิ่งที่คนอื่นพูด แบบมองตากันก็รู้ใจ แต่ชั้นไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดกันเลย ตกลงเธอพูดอะไรกัน ตกลงใครเข้าข้างใคร ใครฝ่ายไหนนนนนน
5. มาโก้เล่นดีเลยนะ แต่นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ว่าหนังดำเนินเรื่องเร็วมาก คือ คุณสามารถทะเยอะทะยานในการไต่เต้าได้ แต่อยากให้มีฉากที่แสดงออกว่า เริ่มจากอะไร มาโก้เจอกับอะไร มาโก้รู้สึกว่าต้องก้าวหน้าแล้วเพราะอะไร ทำไมต้องเร่งทำเดี๋ยวนี้.......แต่ในหนังคือ ตัดไปตัดมา ตัดมาอีกที นางก็สมยอมไปแล้ว คือมันไม่มีรายละเอียด ว่านางกดดันเลยต้องยอมทำ และทำไมถึงกดดันหรืออะไรคือแรงผลักดัน ส่วนตัวคิดว่าต้องเพิ่มส่วนนี้ลงไปอีก
6. เนื้อหาหนังส่วนของตระกูดเมอด้อค ทั้งคุณลูกชายทั้งสอง คุณพ่อมาตอนจบ และทัศนคติของเขาที่มีต่อคุณลุงceo ใครชอบใคร ใครไม่ชอบใคร รวมถึงบทบาทของเมียคุณลุงceo บทบาทของทนายและพวกผู้บริหารชั้นสูงของบริษัท ที่เข้ามาแรกๆๆๆทั้งเรื่อง ยิ่งทำให้ งง รายชื่อเยอะมาก ตัวละครเยอะมาก ในเรื่องจะมี VP คนนึง เป็นผู้ชายคนที่ไล่นิโคลออก เห็นมีฉากที่เค้านั่งคุยกับผู้ประกาศ แล้วตกลงคุณ VP คนนี้แกลวนลามด้วยไหม หรือแกมีหน้าที่ส่งเด็กให้ลุงceo.....หลายคน หลายสิ่งมากกกก หนังดำเนินเรื่องเร็ว งงเขาไปอีกแม่!
จริงๆ ด้วยความเข้าใจก่อนไปดูและหลังจากดูจบ คือหนังไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือมีพนักงานหญิง ในบริษัทข่าว ถูก SH โดยกรรมการผู้จัดการ เลยออกมาเรียกร้อง ฟ้องดำเนินคดี แค่นั้นเอง แต่....คิดว่าหนังดำเนินเรื่องเร็วไป ซึ่งไม่แน่ใจว่ามาจากการที่มีเนื้อหาเยอะ เลยต้องยัดต้องตัดให้ทัน แต่! เนื้อหาเอย ตัวละครเอย ที่มันเยอะมากกกกกเนี่ย มันสำคัญไหม มันส่งให้เข้าใจหนังหรือยิ่งทำให้เรางง ออกมาจากโรงยังคิด สงสัยต้องดูอีกรอบสองรอบ ถึงจะเข้าใจเนื้อหาย่อยๆแต่ละส่วน นักข่าวพวกนี้เค้าไม่พูดอะไรกันตรงๆเนอะ พูดอะไรแต่ละอย่างในหนังต้องเอามาตีความ ซึ่ง ส่วนตัวตามไม่ทัน ชอบชารีสที่แสดงออกด้วยท่าทางการแสดง ด้วยแววตาแบบนักแสดงมือาชีพ แต่สภาพแวดล้อมและตัวการดำเนินเรื่อง ไม่ได้ทำให้เข้าใจความคิดของชารีส ว่าทำไมมาเร่งๆๆๆ เอาเรื่อง อะไรคือแรงผักดัน คุณกำลังรู้สึกอะไร คิดอะไร มันรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก.......
สุดท้าย ก็ชอบนะ ชอบมากโดยรวม แสดงความยินดีกับรางวัล make up ที่ได้รับมา เพราะเอาจริง คือตอนแรกที่เห็นรูปโปรโมท จำไม่ได้ว่านี่คือชารีส แต่งหน้าออกมาจนจำไม่ได้เลยจริงๆ และค่อนข้างเหมือนตัวละคนในชีวิตจริง
ส่วนนิโคล ถ้าเทียบการแต่งหน้าให้เหมือนเกรทเช่น คือยังไม่เหมือน ที่สำคัญคือ เกรทเช่นตัวจริงแสียงจะเหน่อมาก ซึ่งนิโคลยังไม่สามารถเหน่อได้ขนาดนั้น
สบายใจละ ได้บ่น