สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 27
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งเลยครับ อัตราการคิดเงินเพิ่มมีบัญญัติอยู่ในประมวลรัษฎากร
ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์เท่ากันกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เบี้ยปรับ เป็นโทษของการไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามหน้าที่ของตนเอง
ส่วนใหญ่จะ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง แล้วที่โดนปรับกันบ่อยๆก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม
ถ้ามีภาษีต้องชำระ 10,000 บาท คิดเบี้ยปรับ 4,000 บาทนั้น คือสรรพากรเขาคงลดให้แล้ว
อาจเพราะให้ความร่วมมือด้วยดี ถ้าปรับกันเต็มจำนวนจริงๆคือ 20,000 บาท
เงินเพิ่ม ภาษาบ้านๆก็เปรียบเสมือนดอกเบี้ย ซึ่งคิดเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง
คิดแบบลดต้นลดดอก และจะคิดเงินเพิ่มสูงสุดไม่เกิน 1 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งตั้งแต่แรก
เมื่อก่อนนู้น เงินเพิ่มเคยมีอัตราร้อยละ 20 และเปลี่ยนมาเป็นร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 18 ต่อปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2525
ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือภาษีที่ผู้ขายเป็นผู้เก็บจากผู้ซื้อสินค้า แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร
ถ้าราคาสินค้า 100 บาท ผู้ขายก็จะต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 บาทจากผู้ซื้อ รวมเป็นราคา 107 บาท
แล้วนำ 7 บาทส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือน
เงิน 7 บาทนี้จึงไม่ใช่เงินของผู้ขาย แต่เป็นเงินของผู้ซื้อหรือผู้บริโภคซึ่งผู้ขายมีหน้าที่ต้องนำส่ง
เมื่อผู้ขายไม่ยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษี กฎหมายจึงมีบทกำหนดโทษที่หนักหน่อย
อารมณ์คงประมาณยักยอกเงินภาษีซึ่งไม่ใช่เงินของตัวเองนั่นแหละครับ
ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีศักดิ์เท่ากันกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เบี้ยปรับ เป็นโทษของการไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามหน้าที่ของตนเอง
ส่วนใหญ่จะ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง แล้วที่โดนปรับกันบ่อยๆก็คือภาษีมูลค่าเพิ่ม
ถ้ามีภาษีต้องชำระ 10,000 บาท คิดเบี้ยปรับ 4,000 บาทนั้น คือสรรพากรเขาคงลดให้แล้ว
อาจเพราะให้ความร่วมมือด้วยดี ถ้าปรับกันเต็มจำนวนจริงๆคือ 20,000 บาท
เงินเพิ่ม ภาษาบ้านๆก็เปรียบเสมือนดอกเบี้ย ซึ่งคิดเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง
คิดแบบลดต้นลดดอก และจะคิดเงินเพิ่มสูงสุดไม่เกิน 1 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งตั้งแต่แรก
เมื่อก่อนนู้น เงินเพิ่มเคยมีอัตราร้อยละ 20 และเปลี่ยนมาเป็นร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือร้อยละ 18 ต่อปีตั้งแต่ปี พ.ศ.2525
ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือภาษีที่ผู้ขายเป็นผู้เก็บจากผู้ซื้อสินค้า แล้วนำส่งให้กรมสรรพากร
ถ้าราคาสินค้า 100 บาท ผู้ขายก็จะต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 บาทจากผู้ซื้อ รวมเป็นราคา 107 บาท
แล้วนำ 7 บาทส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือน
เงิน 7 บาทนี้จึงไม่ใช่เงินของผู้ขาย แต่เป็นเงินของผู้ซื้อหรือผู้บริโภคซึ่งผู้ขายมีหน้าที่ต้องนำส่ง
เมื่อผู้ขายไม่ยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษี กฎหมายจึงมีบทกำหนดโทษที่หนักหน่อย
อารมณ์คงประมาณยักยอกเงินภาษีซึ่งไม่ใช่เงินของตัวเองนั่นแหละครับ
แสดงความคิดเห็น
ทำไมสรรพากรถึงคิดดอกเบี้ยแพงยิ่งกว่าหนี้นอกระบบ ?
ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไม่ให้คิดดอกเบี้ยเงินกู้เกิน 15% ต่อปี
แต่ค่าปรับยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้าของสรรพากร มีทั้งเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และค่าปรับแบบ
รวมแล้วเป็นค่าปรับที่สูงยิ่งกว่าดอยอินทนนท์
สมมติยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มล่าช้า 10,000 บาทไป 1 ปี
1. ค่าปรับแบบ = 500 บาท
2. เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน = 1,800 บาท/ปี
3. เบี้ยปรับ 20% คูณ 2 เท่า = 4,000 บาท
รวมเป็น 6,300 บาท เสมือนหนึ่งต้องเสียดอกเบี้ย 63%
เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ หนูยังไม่เคยเห็นหนี้นอกระบบที่ไหน กล้าคิดดอกเบี้ยถึง 63%
ทำไมสรรพากรถึงคิดค่าปรับโหดยิ่งกว่าหนี้นอกระบบ คิดดอกเบี้ยสูงยิ่งกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดได้?
ใจคอสรรพากรทำด้วยอะไรกันคะ