JJNY : 80.14% ส.ส.กดบัตรแทนไร้จิตสำนึก/คนมองฝ่ายค้านทำงานดีขึ้น/หอค้าเผยลดใช้ถุงทำยอดขายตก/จีนพบหวัดนก-ตายโคโรนา304

NIDAโพล80.14%สส.กดบัตรแทนไร้จิตสำนึกจี้รับผิดชอบ
https://www.innnews.co.th/politics/news_589476/
 
 
"นิด้าโพล" เผย คนมอง ส.ส.เสียบบัตรแทนกันไร้จิตสำนึก ชี้ ผู้มีส่วนร่วมควรลาออกจากตำแหน่ง
 
“นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,254 หน่วยตัวอย่าง ประชาชน เรื่อง “ส.ส. เสียบบัตร แทนกัน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม 2563 เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข่าว ส.ส. เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการโหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2563 พบว่า 
 
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.14 ระบุว่า เป็นการกระทำที่ไร้จิตสำนึกของ ส.ส. 
รองลงมา ร้อยละ 13.56 ระบุว่า เป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นบ่อย 
ร้อยละ 9.81 ระบุว่า เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศ หาก ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณต้องตกไป 
ร้อยละ 5.18 ระบุว่า เป็นเรื่องของความประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ ส.ส. 
ร้อยละ 2.31 ระบุว่า เป็นเรื่องของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต้องการแก้แค้นที่สอบตก ส.ส. พัทลุง 
และร้อยละ 0.96 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ 2560
 
ทั้งนี้เมื่อถามถึงผู้ที่ควรรับผิดชอบต่อกรณี ส.ส. เสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ในการโหวตร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2563 พบว่า 
 
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.85 ระบุว่า ส.ส. ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรลาออกจากตำแหน่ง 
รองลงมา ร้อยละ 19.62 ระบุว่า นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรร่วมรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง 
ร้อยละ 19.54 ระบุว่า สภาควรมีมติขับไล่ ส.ส. ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ให้ออกจากตำแหน่ง 
ร้อยละ 11.96 ระบุว่า ส.ส. ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต 
ร้อยละ 11.56 ระบุว่า พรรคการเมืองที่มี ส.ส. ร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ควรร่วมรับผิดชอบด้วยการถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล 
ร้อยละ 10.13 ระบุว่า ส.ส. ที่มีส่วนร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ที่ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป 
ร้อยละ 9.01 ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ควรร่วมรับผิดชอบ ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 
ร้อยละ 8.61 ระบุว่า พรรคการเมืองที่มี ส.ส. ร่วมในการเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ที่ทำให้การใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้องล่าช้าออกไป
 

 
“ดุสิตโพล”คนมองฝ่ายค้านทำงานดีขึ้นแต่การพัฒนาประเทศแย่ลง
https://www.innnews.co.th/politics/news_589493/
 

"ดุสิตโพล" ดัชนีการเมืองไทยม.ค.63 ได้ 3.88 เต็ม10 คนมองการทำงานฝ่ายค้านดีขึ้น การพัฒนาประเทศแย่ลง แนะรบ.เร่งแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตปชช.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิตดัชนีการเมืองไทยโดยมีตัวชี้วัดรวม25 ประเด็นในเดือนมกราคมนี้เป็นการสำรวจดัชนีการเมืองไทยครั้งที่ 6“โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น2,429คน (จำแนกเป็น กรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 597 คน 24.58% ภาคกลาง 505 คน  20.79% ภาคเหนือ 385 คน 15.85% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 641 คน 26.39% และภาคใต้ 301 คน 12.39%) ระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2563 สรุปผลได้ ดังนี้ 
 
ภาพรวม“ดัชนีการเมืองไทย เดือน ม.ค.63” ได้เพียง 3.88 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่ง เมื่อจำแนกตามตัวชี้วัด 25 ประเด็น เรียงลำดับคะแนนจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

1. การปฏิบัติงานของฝ่ายค้าน คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 5.20 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 5.30
1. จริยธรรม /วัฒนธรรมของคนในชาติ คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.70 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 5.30
3. ความสามัคคีของคนในชาติ คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.56 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 4.84
4. ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.74 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 4.77
5. การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.36 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 4.55
6. การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.23 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 4.30
7. การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.28 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 4.21
8. สภาพของสังคมโดยรวม คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.07 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 4.01
9. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.14 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.99
10. ความมั่นคงของประเทศ /การก่อการร้าย คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.92 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.88
11. การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคีของนักการเมือง คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.67 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.79
12. การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.63 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.79
13. ผลงานของนายกรัฐมนตรี คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.07 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.63
14. ผลงานของรัฐบาล คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 4.14 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.56
15. การแก้ปัญหาคอรัปชั่น คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.41 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.55
16. การแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาลในภาพรวม คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.65 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.53
17. การแก้ปัญหายาเสพติด คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.31 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.47
18. ค่าครองชีพ /เงินเดือน /ค่าจ้าง /สวัสดิการ คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.29 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.42
19. การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรอิสระ คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.58 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.41
20. ความเป็นอยู่ของประชาชน คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.43 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.40
21. การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.68 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.39
22. สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.29 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.22
23. การแก้ปัญหาการว่างงาน คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.25 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.22
24. ราคาสินค้า คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.20 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.08
25. การแก้ปัญหาความยากจน คะแนนเดือน ธ.ค. 62 = 3.14 คะแนนเดือน ม.ค. 63 = 3.05
 
เมื่อเทียบแล้วผลดัชนีชี้วัดของ “เดือนมกราคม 63” ที่ดีกว่า “เดือนธันวาคม 62” มี 11 ประเด็น ดังนี้ 
1. การปฏิบัติงานของฝ่ายค้าน 
2. จริยธรรม /วัฒนธรรมของคนในชาติ 
3. ความสามัคคีของคนในชาติ
4. ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ 
5. การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน 
6. การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม 
7. การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคีของนักการเมือง
8. การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล 
9. การแก้ปัญหาคอรัปชั่น 
10. การแก้ปัญหายาเสพติด
11. ค่าครองชีพ /เงินเดือน /ค่าจ้าง /สวัสดิการ
 
ส่วนดัชนีชี้วัดของ “เดือนมกราคม 63” ที่แย่กว่า “เดือนธันวาคม 62” มี 14 ประเด็น ดังนี้
1. การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า 
2. สภาพของสังคมโดยรวม 
3. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 
4. ความมั่นคงของประเทศ /การก่อการร้าย 
5. ผลงานของนายกรัฐมนตรี
6. ผลงานของรัฐบาล 
7. การแก้ปัญหาต่างๆของรัฐบาลในภาพรวม 
8. การมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรอิสระ 
9. ความเป็นอยู่ของประชาชน 
10. การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ 
11. สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 
12. การแก้ปัญหาการว่างงาน 
13. ราคาสินค้า 
14. การแก้ปัญหาความยากจน

ทั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนอยากเสนอแนะทางด้านการเมือง ณ วันนี้ พบว่า ร้อยละ 36.92 ระบุ เร่งแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 และไวรัสโคโรนา ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน รองลงมาร้อยละ 30.32 ระบุ ปฏิรูปการเมืองไทยให้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตย ร้อยละ 25.12 ระบุ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปากท้องที่ดีขึ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่