สิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องทำเพื่อโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก & ช่องว่าง 33 คะแนนบนตาราง EPL ของ หงส์แดงและแมนฯยู

[OPINION] สิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องทำเพื่อโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

แม้จะเข่น ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ในศึก เอฟเอ คัพ ขาดลอย 6-0 แต่ผลจากการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่ พรีเมียร์ลีก  พ่ายแพ้ให้กับ เบิร์นลีย์ คาถิ่นแบบน่าอับอาย คือนอกจากแพ้หมดรูปแล้ว ดูเหมือนว่าแฟนบอลก็ยังแสดงอาการเอือมระอาใส่ทีมของตัวเองอีกต่างหาก



เก้าอี้ของ โอเล กุนนาร์ โซลชา กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากที่เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวโยก เดี๋ยวแข็ง อยู่ร่วมหลายเดือน และเชื่อว่าครั้งนี้น่าจะเป็นความร้อนระดับลาวาในภูเขาไฟเลยก็ว่าได้

ว่าแล้วในขณะที่ยังไม่มีข่าวโดนปลดออกจากตำแหน่งและเวลาใน ตลาดซื้อขายนักเตะ ยังเหลืออีกพอให้ได้หายใจกันอีกเฮือก ทั้งบอร์ดบริหารและตัวกุนซือเองก็ควรที่จะอยู่ในอาการ ‘จะทำอะไรก็รีบทำ’ เป็นการด่วน

หากมองโลกกันในแง่ดีชนิดวิ่งผ่ากลางทุ่งลาเวนเดอร์ เราจะพบว่าคะแนนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้ห่างจาก เชลซี ทีมอันดับ 4 โควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก  ซักเท่าไหร่ท่ามกลางเกมที่ยังเหลืออยู่ระดับ 14 เกม 

ไหนจะยังอยู่บนเส้นทางการลุ้นแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ยูโรป้า ลีก อ่ะ ขออนุญาตนับเอา ลีกคัพ เข้าไปด้วยก็ได้ เผื่อจะมีดรามาเหมือนปาฏิหาริย์ที่ปารีส

ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ใช่ว่าจะหมดหวังกันไปซะทีเดียว หากต้องการกลับไปเล่นในฟุตบอลรายการใหญ่ของยุโรป และมีชื่อเป็นแชมป์อะไรก็ได้ซักรายการในซีซันนี้

นี่คือสิ่งที่พวกเขาต้องทำในช่วงที่เหลือ

1. เสริมทัพโดยด่วน



ผลการแข่งขันหรือแม้กระทั่งตามรางอันดับมันเป็นสิ่งที่บอกได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าทีม ปีศาจแดง ยังขาดหายอะไรไปบ้าง และที่พูดกันปากเปียกปากแฉะก็คือตำแหน่ง เพลย์เมคเกอร์ ซึ่งก็น่ายินดีที่พวกเขาก็อยากจะได้ใครซักคนเหมือนกัน แต่ด้วยความที่ฟ้าฝนมันไม่เป็นใจ มันก็เลยยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนบัดนี้

บรูโน แฟร์นันเดส ที่ว่ารออีก 48 ชั่วโมง จนป่านนี้ปาไปกว่า 168 ชั่วโมงแล้ว ดูท่าว่าดีลจะล้มแหล่ มิล้มแหล่ เพราะคนขายก็อยากได้ตังเพิ่ม ส่วนคนซื้อก็กลัวจะย้อมแมว ยื้อกันจนนักเตะบอกว่า ไม่เป็นไร ผมอยู่ที่เดิมแหล่ะ ดีแล้ว

ช่วงเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะมีตัวเลือกอื่นอีกหรือไม่ นี่ยังไม่นับกรณีที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ดันมาได้รับบาดเจ็บต้องพักยาวหลายเดือนอีก ถ้าจะซื้อจะดึงตัวหรือจะไฮแจ็คใครก็คงต้องรีบโดยด่วน เพราะบอกเลยว่าถ้ายังอยู่ในสภาพนี้ การไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ของพวกเขาอาจจะกลายเป็นเป้าหมายในซีซันใหม่อีกครั้งก็ได้

2. ตามหาผอ.กีฬาด่วน

หลายสโมสรแต่งตั้ง ผอ. กีฬา หรือ ผอ.ฟุตบอล กันโครม ๆ ลิเวอร์พูล , แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และ อาร์เซนอล ทีมใหญ่ ๆ เหล่านี้มีไว้เป็นการส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว แต่ทีมที่ยิ่งใหญ่และมีมูลค่าสูงสุด 1 ใน 3 ของโลกอย่าง เร้ดเดวิลส์ กลับกำลังตามหาคนในตำแหน่งนี้กันให้ขวั่ก

ที่ผ่านมา เอ็ด วู้ดเวิร์ด ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเก่งเรื่องการตลาด แต่เรื่องฟุตบอลนั้นให้เป็นงานของคนอื่นเถอะ เพราะตำแหน่งนี้นอกจากจะเข้ามาดูเรื่องซื้อขายรวมทั้งการเสาะหานักเตะที่เหมาะสมกับทีมด้วยแล้ว ยังเป็นตำแหน่งที่ช่วยงานด้านเทคนิคต่าง ๆ ให้กับทีม ถือเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับผู้จัดการทีมให้โฟกัสที่เรื่องในสนามเพียงอย่างเดียว และถ้ายิ่งเป็นคนที่เข้าใจฟุตบอลมาก ๆ แล้วก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์กับสโมสรในระยะยาวอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตามดังนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง หลังจากที่มีข่าวว่าพวกเขาเตรียมดึงเพื่อนสนิทของ โชเซ มูรินโญ อย่าง หลุยส์ คัมโปส ผอ.ฟุตบอลของสโมสร ลีลล์ ผู้ค้นพบ คิลิยัน เอ็มบัปเป้ และ ฟาบินโญ สมัยที่ทำงานที่ โมนาโก มาทำงานในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด เจ้าตัวก็ได้ออกมาปฏิเสธเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ ยูไนเต็ด ยังต้องทำการค้นหาคนที่เหมาะสมในตำแหน่งนี้กันต่อไป

ถ้ายังอยากมีความหวังในการไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ยังไงก็ต้องรีบกันหน่อย อาจจะบอกไม่ได้ว่าช่วงเวลาที่เหลือการมี ผอ.กีฬา จะช่วยอะไรได้ แต่อย่างน้อย โซลชา ก็น่าจะมีที่ปรึกษาในการวางแผนงานให้กับทีมไม่ให้มันออกมาเละไปกว่านี้

3. เปลี่ยนผู้จัดการทีม

นี่เป็นทางเลือกสุดท้าย แต่เด็กผีหลายคนคงอยากจะให้เป็นทางเลือกเดียวในตอนนี้ และขอให้บอร์ดรีบลงมือโดยด่วน เพราะผลงานของ น้าโอเล นั้นมันยากเกินใจจะทนไหว

มีอย่างที่ไหนตอนเป็นกุนซือชั่วคราวเก็บชัยชนะรวด แซงพรวดขึ้นมามีลุ้นอันดับ 4 หน้าตาเฉย เล่นเอาตอนนั้น แกรี เนวิลล์ ถึงกับถามอดีตเพื่อนร่วมทีมว่า อยากได้สัญญากี่ปี และอยากให้ตั้งรูปปั้นเอาไว้ตรงไหนของสนาม แต่ถ้าเป็นตอนนี้ถ้าเฮียเนฟมีโอกาสถามใหม่ คงเปลี่ยนคำถามว่า อยากจะไปตอนไหน เดี๋ยวจะให้รถมารับ อะไรทำนองนี้ 

สำหรับตัวเต็งก็หน้าเดิม ทั้ง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ แม็กซ์ อัลเลกรี 2 กุนซือฝีมือดีผู้ยังไม่มีงานทำ ซึ่งหลังเกมพ่าย เบิร์นลีย์ เด็กผีทั้งโลกก็แอบลุ้นอยู่ว่าจะเป็นใครดีนะ เพราะบ่อนถูกกฎหมายในอังกฤษออกราคา 2 คนนี้มาอย่างสูสี แถมยกให้ โซลชา เป็นเต็งหนึ่งที่จะโดนปลดด้วย แต่เหมือนฟ้าถล่มดินทลายเมื่อบอร์ด ปีศาจแดง ออกมาให้ข่าวว่าพวกเขายังหนุนหลังน้าโอเลอยู่นะ แถมน้าเองก็ให้สัมภาษณ์ทับอีกว่า น้าจะอยู่ต่อนะ น้ามีแผนสร้างทีมเพื่ออนาคต น้ามั่นใจ

เราไม่รู้หรอกว่าการเปลี่ยนใหม่นั้นจะดีหรือไม่ แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ด้วยช่องว่างคะแนนที่ไม่ห่างมากและเหลือให้ลุ้นอีก 14 นัด จะทำอะไรก็ต้องรีบแล้วตอนนี้

cr : www.90min.com/th

# ผมไม่เห็นด้วยกับข้อ 3 เพราะเบื่อมากกับการ change for change sake  ปีศาจแดงต้องหาผู้จัดการที่เหมาะสมให้ได้ก่อน ถึงจะปลดโซลชาร์ได้ ไม่งั้นก็จะวนลูพ ได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ ได้ผลดี ชม ได้ผลแย่ ด่า ด่า ด่า แล้วปลดอีก แบบนี้ไปเรื่อยๆ

[OPINION]ช่องว่าง 33 คะแนนบนตาราง พรีเมียร์ลีก ของ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

​หลังจบแข่งขันหลังเกม​ พรีเมียร์ลีก ศึกแดงเดือดที่ ​ลิเวอร์พูล จัดการเปิดบ้านเอาชนะ ​แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และในเกมล่าสุดที่ลูกทีมของ โอเล กุนนาร์ โซลชา เพิ่งโดน เบิร์นลีย์ บุกมากำชัยเป็นใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปีนั้น กลายเป็นช่วงเวลาที่ ‘ดิ่ง’ ที่สุดของแฟนบอล ปีศาจแดง 

ในขณะที่ หงส์แดง ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ คนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำนายเอาไว้ว่าถ้าไอ้หมอนี่ไปทำงานในถิ่น แอนฟิลด์ ก็เตรียมตัวคลุมปี๊ปกันได้เลย ก็กำลังเดินหน้าพร้อมทำลายสถิติตอะไรมากมายที่ขวางทางอยู่ให้ย่อยยับชนิดที่อาจจะทำให้ ​อาร์เซนอล ชุดไร้พ่ายและ ​แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชุดร้อยแต้มต้องค้อนขวับ

ต้องยอมรับกันว่า เร้ดแมชีน ในช่วง 4-5 ปีหลังจากที่อดีตกุนซือ ดอร์ทมุนด์ เข้ามารับหน้าที่หัวเรือใหญ่ พวกเขาเหมือนค่อย ๆ คลานออกจากอุโมงค์ที่ไร้แสงไฟเพื่อมาพบกับความสว่างจ้าที่กำลังรออยู่

ทิศทางของ ลิเวอร์พูล นั้นชัดเจนมาตั้งแต่ต้น คล็อปป์ รู้ตัวว่าจะต้องทำอะไร และมีแผนในใจอย่างไร สิ่งที่ออกมาคือสิ่งที่เขาคิดไว้ตังแต่วันแรกที่รับงานที่ แอนฟิลด์ ไม่ว่าจะเป็นแผนและระบบการเล่น แท็คติก ซึ่งนำไปสู่การนำนักเตะที่ต้องการเข้าสู่ทีม และเดินตามแผนงานที่วางไว้จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายอย่างคาดไม่ถึงเมื่อซีซันที่แล้ว นั่นคือแชมป์ ​ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ได้ชูถ้วย พรีเมียร์ลีก แต่ก็ถือว่าเดินมาได้เกินครึ่งทางที่วางไว้เป็นที่เรียบร้อย รอเพียงแค่รถผ้าป่าจะไม่คว่ำก่อนเข้าวัดแค่นั้นเอง

โดยทั้งหมดนี้มาจากการบรรดาผู้บริหารที่มองว่า นายใหญ่ชาวเยอรมันคือคนที่พวกเขาต้องการให้พาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่



ต่างจากอีกฟากฝั่งอดีตแชมป์ พรีเมียร์ลีก 13 สมัยและเจ้าของสถิติแชมป์ลีกสูงสุด 20 สมัยที่ ณ เวลานี้กำลังโดนแฟนบอลตั้งคำถามว่า ตกลงสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้มันใช่หรือเปล่าและอาจจะหันไปถามกันเองว่าเราจะไปทางไหนกันดี

ในขณะที่ ลิเวอร์พูล กำลังเดินหน้าสร้างฟุตบอลที่ดุดัน น่าเกรงขาม เกมรับเหนียว เกมรุกแน่น ตลอดสมัยของ คล็อปป์ แต่ ยูไนเต็ด กลับดูเหมือนกำลังเต้นลีลาศในวิชาพละศึกษาตอน ม.ปลาย ที่อาจารย์มักเปิดเพลงคลอพร้อมออกลีลาเดินหน้า 2 ก้าวถอยหลัง 3 ก้าว พร้อมหมุนตัว 2 รอบ แล้วกลับมาอยู่ที่เดิม

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างขนาด 33 คะแนนระหว่างทั้งสองทีมได้ขนาดนี้

คริส ซัตตัน อดีตหัวหอก แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ชุดแชมป์ พรีเมียร์ลีก 94-95 ออกมาพูดถึงความเหลวเป๋วของ เร้ดเดวิลส์ หลังจบศึก เร้ดวอร์ โดยพุ่งเป้าไปที่ โอเล กุนนาร์ โซลชา ว่า

"ยูไนเต็ด เป็นทีมที่จมอยู่กับอดีต ในขณะที่ ลิเวอร์พูล กำลังอยู่กับปัจจุบันและอนาคต พวกเขากำลังเอาตัวรอดภายใต้การคุมทีมของ โซลชา พวกเขากลายเป็นทีมธรรมดาและไม่มีทางจะเข้าใกล้ ลิเวอร์พูล ได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้"



ถามว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ ซัตตัน พูดหรือไม่ ก็ตอบแค่ว่า โซลชา เป็นเพียงผลผลิตหนึ่งของความล้มเหลวในด้านการบริหารของสโมสรที่ขึ้นชื่อว่ามีมูลค่าสูงสุด 1-3 ของโลกฟุตบอล

ฟันธงตรงประเด็นกันไปเลยว่าปัญหามันคือ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารสโมสร นั่นแหล่ะ

นับตั้งแต่ที่ป๋าเฟอร์กี้ พร้อม เดวิด กิลล์ ผู้เปรียบเสมือนทั้งซีอีโอและ ผอ.ฟุตบอล พากันล้างมือในอ่างทองคำ และมีการเซ้งกิจการต่อโดย เอ๊ด วู้ดเวิร์ด ผลงานของพวกเขาก็มีแต่ถดถอยลงอย่างน่าใจหาย

อาจจะหลงทางกับ เดวิด มอยส์ อยู่ 4-5 เดือน แต่หลังจากนั้นก็จัดการดึงโคตรกุนซืออย่างอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล หรือ โชเซ มูรินโญ มาทำทีมได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ววิสัยทัศน์และนโยบายใน ​ตลาดซื้อขายนักเตะ มันไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นสาเหตุให้พวกเขานั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เพื่อเป็นหลักฐานยืนยัน หลังเกมพ่าย เบิร์นลีย์ ชนิดคาบ้าน ริโอ เฟอร์ดินานด์ อีกหนึ่งตำนานของทีม ปีศาจแดง ถึงกับระบุชื่อผู้เล่นที่จัดอยู่ในกลุ่ม ‘อิหยังวะ’ หรือกลุ่มนักเตะที่ไร้ประโยชน์ที่เข้ามาสู่ทีมหลังหมดยุครุ่งเรืองของป๋า โดย 7 ปีที่ผ่านมามี 6 รายชื่อไล่กันไปตั้งแต่ มาร์กอส โรโฮ, ราดาเมล ฟัลเกา, มารูยาน เฟลไลนี่, มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน, มัตเตโอ ดาร์เมียน และ เมมฟิส เดปาย ที่ยอดกองหลังทีมชาติอังกฤษเห็นว่าสิ้นเปลืองอย่างที่สุด


พร้อมกับจวกยับทีมชุดปัจจุบันว่าเงินทุนกว่า 600 ล้านปอนด์ที่ลงทุนไป เขามองไม่เห็นเลยว่ามันออกดอกออกผลอะไรมาบ้าง

ไม่รู้ว่า 600 ล้านปอนด์ที่พี่ ริโอ เค้านับไว้นั้นได้รวมบรรดาแข้งอื่น ๆ อย่าง เนมันยา มาติช, อองโตนี มาร์กซิยาล, โรเมลู ลูกากู หรือ อเล็กซิส ซานเชซ ไว้ด้วยหรือเปล่า ไหนจะยังมีขาใหญ่อย่าง ปอล ป็อกบา ที่กลับมาสู่อ้อมอกด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกถึง 89 ล้านปอนด์ แต่จนถึงวันนี้มีแต่ข่าวย้ายทีมดังอยู่ทุกชั่วโมง ซึ่งนักเตะเหล่านี้กว่าครึ่งประสบความล้มเหลวขนิดสวนทางกับชื่อชั้น

สอดคล้องกับความเห็นก่อนหน้านั้นของ แกรี เนวิลล์ ที่อัดใส่ทีมเก่าของตัวเองอย่างไม่ยั้งเช่นกันในเกมแดงเดือด หลังเห็นความมะร๊องก๊องแก๊งของรุ่นน้องที่โดน ลิวเอร์พูล อัดไป 2-0 คาตาว่า

"ผมไม่อยากเชื่อว่านี่คือการลงทุนซื้อนักเตะใหม่ในช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันกลายเป็นผู้เล่นในแบบที่เราเห็นในสนาม ผมเห็นสถิติเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่จ่ายค่าเหนื่อยสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และนี่เหรือคือนักเตะที่เรามี มันช่างน่าอายมาก ๆ"

"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้าของทีมจึงยังไว้ใจทีมงานบริหารชุดนี้ โดยให้พวกเขาสร้างทีมเพื่อลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลาทีมไป"



(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่