เดธสตาร์ "Death Star "
นาซาประกาศเมื่อวันพุธ 2015 ว่า ยานเคปเลอร์ได้ค้นพบพฤติกรรมประหลาดของดาวแคระขาวดวงหนึ่ง มันได้ใช้แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของมันฉีกดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่โคจรอยู่ใกล้ๆจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นฝุ่นผงตกลงสู่ดาวแคระขาวมรณะนั้น
ดาวแคระห์ขาวคือสภาพดาวฤกษ์ในวัยชราหลังจากเผาไหม้เชื้อเพลิงหมดแล้ว แรงที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์สู้แรงโน้มถ่วงไม่ไหวทำให้ดาวยุบตัวลง กลายเป็นดาวขนาดจิ๋วที่มีความหนาแน่นสูงมาก ดวงอาทิตย์ของเราก็จะมีบั้นปลายเช่นนี้
แต่ดาวแคระห์ขาวที่ยานเคปเลอร์พบว่ากำลังทำลายดาวเคราะห์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีหลักฐานยืนยันความก้าวร้าวของมัน ดาวเคราะห์ที่ถูกทำลายเป็นดาวเคราะห์หินฝุ่นดวงเล็กที่เรียกว่าดาวเคราะห์ชนิด planetesimal มีคาบการโคจรรอบละ 4.5 ชม.รอบดาวแคระห์ขาว และสุดท้ายก็ถูกทำลาย
ถือเป็นหนังสือหน้าใหม่ให้นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาต่อไป
อ้างอิง
http://www.cnet.com/news/nasa-spots-real-death-star-vaporizing-a-mini-planet/
เรียบเรียงโดย @MrVop
Cr.
https://stem.in.th/นาซาพบดาวมรณะของจริง-ไม/
เนเมซิสดาวคู่มหาภัย
ดาวมรณะที่จ้องคอยทำลายดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่อยู่ในวงโคจรของดวงอาทิตย์ ดาวดวงนี้ชื่อว่า เนเมซิส (Nemesis) โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเนเมซิสเป็นดาวมืดที่โคจรรอบๆ ดวงอาทิตย์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ โดยทุก 26 ล้านปี เนเมซิสจะโคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์ และสิ่งที่ตามมานั้นคือความหายนะ ทฤษฎีนี้จะเป็นจริงหรือไม่รอดูกันไป
เนเมซิสนี้ก็มีเส้นทางโคจรในบางช่วงที่ตัดผ่านเมฆออร์ตเป็นเหตุใหผลักดันรบกวนฝูงดาวหางผสงบจำนวนหนึ่งหลุดออกจากเส้นทางปกติและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ทำให้ฝูงดาวหางมหาภัยนี้วิ่งตรงเข้าสู่ระบบสุริยะชั้นในทุกครั้งที่เนเมซิสมาถึงเมฆออร์ต ซึ่งจากคาบการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ที่มีทุก 26 ล้านปีมันก็เป็นระยะเวลาที่มีความสอดคล้องกับเส้นทางและขนาดรัศมีโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวที่จะเป็นเนเมซิสนี้ที่จะมีวงโคจรที่กว้างใหญ่มากพอดีเช่นกัน
เชื่อว่าเนเมซิสก็เป็นดาวชนิด "ดาวแคระแดง" ที่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า เราจึงยังไม่พบมันจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ทฤษฎีเนเมซิสก็ยังคงเป็นเพียงทฤษฎีที่น่าฟังที่สุดในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดใดเกี่ยวสาเหตุของการผลักดาวหางออกมาจากจุดแคบๆเดียวกัน ขณะนี้ยาน New Horizons ของนาซ่าที่มีภารกิจการถ่ายภาพดาวพูลโตในระยะใกล้ขณะบินผ่าน และผ่านพูลโตออกไปสำรวจแถบไคเปอร์อีกจะอยู่ในระยะที่ใกล้เมฆออร์ตมากกว่าเครื่องมือสำรวจตัวใดในโลกนี้ บางทียานสำรวจขอบนอกระบบสุริยะลำนี้อาจมีคำตอบในเรื่องเนเมซิสก็ได้
ที่มา:
https://www.youtube.com/watch?v=U3Ff1Czt5X4
Cr.
http://loksarakadee.blogspot.com/2014/12/blog-post_22.html
Cr.
http://pichanonz.blogspot.com/2014/02/blog-post.html โดย Radamantis Media
นิบิรุ ผู้มาเยือนจากต่างดาว
(Nibiru) นิบิรุเข้าชนโลก เป็นแนวคิดที่เสนอว่าอาจมีการชนกันครั้งหายนะระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ชื่อนิบิรุ ขนาดใหญ่กว่าโลก 10 เท่า ประมาณดาวพฤหัสบดี สามารถมองเห็นได้แม้เวลากลางวัน
เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่าวันสิ้นโลก คาดว่าจะชนโลกแค่เฉียดๆ แต่จะสร้างหายนะให้โลกอย่างมหาศาล ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 21 (2001-2100) ไม่ทราบวันเเน่ชัด เหล่านักวิจิยสมาคมผู้คลั่งไคล้ยูเอฟโอสันนิษฐานโดยรวมว่า นิบิรุเคยโคจรเข้ามาใกล้โลกครั้งนึงแล้วเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน
หากดาวดวงนี้โคจรมาที่ระบบสุริยะของเราอีกครั้ง ซึ่งกำลังจะเกิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ มันจะทำให้เกิดมหันตภัยชนิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ทั้งดาว เพราะแกนของดาวนิบิรุมีสนามแม่เหล็กอยู่มาก ซึ่งมันจะทำปฎิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลก อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนครั้งใหญ่ เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ เกิดภาวะน้ำขึ้นกระทันหัน เกิดซุปเปอร์สึนามิ เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เกิดภูเขาไฟระเบิด เกิดพายุซุปเปอร์ทอร์นาโด เกิดสิ่งต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน
คาดการณ์ไว้แล้วว่าภายในปี 2030 เราจะสามารถจะเห็นดาวนิบิรุขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีได้ เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ แต่นักดาราศาสตร์ชั้นนำของโลกทั้งหลาย เเละผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีนี้ว่ามีความเป็นไปได้สูง
เมื่อปี ค.ศ. 2013 หนังไซไฟเรื่องสตาร์เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด (Star Trek: Into Darkness) ฉากเริ่มเรื่องเผยให้เห็นดาวชื่อว่านิบิรุ ดาวเคราะห์สีเเดง มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เเต่เทคโนโลยีอยู่ในช่วงยุคหิน โดยเกิดภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ พระเอกเป็นมนุษย์ชาวโลกต้องนำยานอวกาศมาช่วยเผ่าพันธุ์ดาวนิบิรุ เพื่อให้เผ่าพันธุ์ดาวนิบิรุไม่สูญพันธุ์
ขอบคุณภาพจาก : pixabay
อ้างอิง : wikipedia /
https://www.ufocia.com/2018/09/blog-post_22.html
Cr.
https://palungjit.org/ติดตามสถานะการณ์.497341/page-2020 by UFOCIA (โดย สุกิจSukit)
ดาวมรณะที่ล้อมรอบไปด้วยแสงสว่าง
กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ (Very Large Telescope–VLT) และกล้องโทรทรรศน์อื่นๆ ของหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรปเผยภาพแหล่งชุกชุมของดาวฤกษ์และกลุ่มเมฆที่เต็มไปด้วยก๊าซ ภายในกาแล็กซีขนาดเล็กหรือดาราจักรแคระที่ชื่อ เมฆแมเจลแลนเล็ก (Small Magellanic Cloud–SMC) ซึ่งเป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างจากโลกของเรา 200,000 ปีแสง รูปภาพดังกล่าวช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถระบุข้อมูลเกี่ยวกับซากดาวฤกษ์ที่ตายแล้วและมีความลึกลับ ซึ่งเกิดจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวาเมื่อ 2,000 ปีก่อน
การค้นพบเกิดขึ้นเมื่อทีมนักดาราศาสตร์ใช้เครื่องมือชื่อเดอะ มิวส์ (The Muse instrument) เป็นเครื่องมือสเปกโตรทราฟมาวิเคราะห์ พวกเขาพบว่ามีวัตถุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางความหนาแน่นของกลุ่มก๊าซที่มีแสงสว่างไสว พร้อมกับใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra X-ray Observatory) ยืนยันถึงเอกลักษณ์ โดยระบุว่า เป็นซากดาวนิวตรอนที่เหลือจากการยุบตัวของการระเบิดซุปเปอร์โนวา และเผยให้เห็นการขยายตัวอย่างช้าๆเป็นวงแหวนของก๊าซในระบบที่เรียกว่า 1E 0102.2-7219 ซึ่งมีเส้นใยของก๊าซและฝุ่นเข้มข้นและเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว
นักดาราศาสตร์เผยว่า โครงสร้างที่ดูยุ่งเหยิงเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการกระจายธาตุหนักที่ช่วยก่อเกิดดาวฤกษ์มวลมาก โดยที่พวกมันจะมีชีวิตและตายไปจนกลายเป็นมวลสารระหว่างดาว (interstellar medium) ซึ่งในที่สุดก็จะกำเนิดดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ดวงใหม่ๆขึ้นมา ที่สำคัญการพบครั้งนี้ทำให้เครื่องเดอะ มิวส์ กลายเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นช่องทางใหม่ของการค้นหาและศึกษาดาวฤกษ์ที่ยากจะอธิบายเหล่านี้ได้.
Cr.
https://www.thairath.co.th/news/foreign/1257909
โปรเจค Death Star (ดาวมรณะ)
“Death Star” หรือ ดาวมรณะ ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์ไซไฟสงครามอวกาศชื่อดัง “Star Wars” สถานีอวกาศเพื่อการรบและใช้สำหรับการปกครองกาแล็กซี ในภาพยนตร์สถานีอวกาศนี้เปรียบดังฐานทัพขนาดยักษ์ที่เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ในอวกาศ ซึ่งรองรับจำนวนทหารมากกว่า 2 แสนคน ยานอวกาศต่อสู้อีกกว่า 7 พันลำ นี่ยังไม่รวมกับระบบป้องกันด้วยปืนเลเซอร์อีก 10,000 กระบอก จัดเป็นหนึ่งในฐานทัพอวกาศในอุดมคติของใครหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้คลั่งไคล้หนังไซไฟชาวอเมริกัน
ดาวมรณะ หรือ Death Star เป็นสถานีรบอวกาศขนาดยักษ์ในนิยายและภาพยนตร์ชุด Star Wars ตลอดทั้งเรื่องมีการสร้าง Death Star ออกมาทั้งหมดสองรุ่น ทั้งสองรุ่นมีขนาดใหญ่มาก มีรัศมีเป็นร้อยๆ กิโลเมตร และมีอาวุธทรงพลังจำนวนมาก
เพราะเมื่อปี 2016 เรื่องราวของดาวมรณะถูกพูดถึงอย่างจริงจังในแง่ของความยอดเยี่ยมที่ไม่ควรมีแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น ได้เกิดการล่ารายชื่อเพื่อเสนอนโยบายสร้างสถานีอวกาศ Death Star ขึ้นมาจริงๆ เพื่อเสนอต่อทำเนียบขาว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อการสำรวจอวกาศและจักรวาล รวมถึงยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพสหรัฐฯ เหนือกว่าชาติอื่นๆ
จนกระทั่งเดือนมกราคม 2016 นายบารัค โอบามา ได้ส่งตัวแทนออกมาเปิดแถลงการณ์และพูดถึงนโยบายนี้ ภายใต้อำนาจของทำเนียบขาว ใจความว่าไม่สามารถอนุมัติสร้าง Death Star ได้ เนื่องจากอาจส่งผลในแง่ลบต่อโลกหลายๆอย่าง และงบประมาณการสร้างนั้นอาจสูงถึง 850 ล้านล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่ารัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะสร้าง เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ขัดต่อนโยบายลดการขาดดุลของประเทศอีกด้วย
ที่มา – washingtonpost
Cr.
https://www.flagfrog.com/death-star-project/ By ManoshFiz
มหันตภัยดาวหาง
เมื่อปี 2529 ชาวโลกได้ตระหนกอีกครั้งของการกลับมาของ ”ทูตมรณะแห่งจักรวาล” หรือ ดาวหางฮัลเลย์ เพราะรอบของการเดินทางของดาวหางดวงนี้กินเวลานานถึง 76 ปี ซึ่งการมาถึงครั้งก่อนๆของดาวหางดวงนี้ เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายสิ่งต่างๆได้น้อย ความเชื่อและเรื่องราวทางโหราศาสตร์จึงเข้ามาเชื่อมโยงการมาของดาวหางกับประวัติศาสตร์ในแง่ของการสูญเสียในทุกอารยธรรมของโลก
แต่การมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์ครั้งนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ต่อวงการดาราศาสตร์ของโลกมาก เพราะเป็นดาวหางดวงหนึ่งที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และในปี พ.ศ. 2529 หรือ ค.ศ. 1986 ถือเป็นศตวรรษที่20 ที่วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางด้านดาราศาสตร์ได้กว้างขวาง การปรากฏของดาวหางฮัลเลย์ในครั้งนั้นจึงเป็นที่เฝ้าสังเกตการณ์ของผู้คนไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเอง
และเมื่อปี 2556 ได้เกิดอุกาบาตขนาดใหญ่ตกสู่ประเทศรัสเซียสร้างความเสียหาย ก่อให้เกิดกระแสความวิตกต่อเทหวัตถุจากฟากฟ้าขณะที่ปลายปี 2557 ยานโรเซตตาได้ส่งยานลูกลงจอดลงบนดาวหาง 67P เป็นผลสำเร็จ ซึ่งหลายฝ่ายก็อ้างว่านั่นคือการวิจัยวงโคจรของดาวหางเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการปะทะกับโลกในอนาคตข้างหน้า
ที่มา "จากหน้าหนึ่งถึงวันนี้"
Cr.
https://www.youtube.com/watch?v=SeIH6apY7xU
WR104 หรือวูฟล์ราเย
อสูรกายของดาวมรณะอย่างแท้จริง ดาวฤกษ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอกภพ ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 30 เท่า ถูกค้นพบ โดย ชาร์ล วูฟล์ และ จอร์ช ราเย ในปี 1867 พวกมันมีรูปแบบ อายุน้อย ตายเร็ว และทิ้งซากที่สวยงามไว้ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งตายเร็ว และอย่างรุนแรง อาจมีอายุเพียง 20-30 ล้านปีเท่านั้น มันมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอกภพของเราจึงหามันพบได้ง่าย
ซึ่งจากการค้นพบและคำนวณนั้น มันมีระยะห่างจากโลก ประมาณ 8000 ปีแสง มันมีเมฆฝุ่นล้อมรอบซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 20 เท่าของระบบสุริยะของเรา ซึ่งจากการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 6 ปี พบว่ามันผลิตม่านฝุ่นรูปเกลียวประหลาด ซึ่งจากการศึกษาลึกเค้าไปนั้นพบว่า WR104 ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง โดยมันถูกล็อคอยู่ในวงโคจรกับดาวอีกดวงนึงในระบบดาวคู่
วูฟล์ราเย นั้นเปรียบเหมือนระเบิดเวลา เมื่อมันเผาพลาญเชื้อเพลิงหมดมันจะยุบตัวแล้วระเบิดออกอย่างรุนแรง จนกลายเป็น Supernova ที่รุนแรงและสว่างไสวที่สุดในเอกภพ
ซึ่งจากการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ WR104 หรือวูฟล์ราเย จะต้องพบจุดจบในอีก 200,000-300,000 ปีข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดการระเบิดรังสีแกมม่าขึ้นบนโลกได้ มันจะเหมือนการระเบิดอาวุธนิวเคลียทุกจุดบนโลกระเบิดพร้อมกันซึ่งมีความรุนแรงเป็นล้านล้านล้านล้านล้านเท่าของอาวุธนิวเคลีย
นักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบเกี่ยวกับการพุ่งตรงมาที่โลกของรังสีแกมม่าเมื่อ WR104 เกิดระเบิดขึ้นในอีก 2-3แสนปีขัางหน้า ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
Cr.
https://th-th.facebook.com/mostertoys/posts/385328128286040/ ท่องอวกาศ
ขอขอบคุณที่มาข้อมูลทั้งหมด
"ดาวมรณะ" ดาวทำลายล้างในระบบสุริยะ
นาซาประกาศเมื่อวันพุธ 2015 ว่า ยานเคปเลอร์ได้ค้นพบพฤติกรรมประหลาดของดาวแคระขาวดวงหนึ่ง มันได้ใช้แรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของมันฉีกดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่โคจรอยู่ใกล้ๆจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นฝุ่นผงตกลงสู่ดาวแคระขาวมรณะนั้น
ดาวแคระห์ขาวคือสภาพดาวฤกษ์ในวัยชราหลังจากเผาไหม้เชื้อเพลิงหมดแล้ว แรงที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์สู้แรงโน้มถ่วงไม่ไหวทำให้ดาวยุบตัวลง กลายเป็นดาวขนาดจิ๋วที่มีความหนาแน่นสูงมาก ดวงอาทิตย์ของเราก็จะมีบั้นปลายเช่นนี้
แต่ดาวแคระห์ขาวที่ยานเคปเลอร์พบว่ากำลังทำลายดาวเคราะห์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีหลักฐานยืนยันความก้าวร้าวของมัน ดาวเคราะห์ที่ถูกทำลายเป็นดาวเคราะห์หินฝุ่นดวงเล็กที่เรียกว่าดาวเคราะห์ชนิด planetesimal มีคาบการโคจรรอบละ 4.5 ชม.รอบดาวแคระห์ขาว และสุดท้ายก็ถูกทำลาย
ถือเป็นหนังสือหน้าใหม่ให้นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาต่อไป
อ้างอิง http://www.cnet.com/news/nasa-spots-real-death-star-vaporizing-a-mini-planet/
เรียบเรียงโดย @MrVop
Cr.https://stem.in.th/นาซาพบดาวมรณะของจริง-ไม/
เนเมซิสดาวคู่มหาภัย
ดาวมรณะที่จ้องคอยทำลายดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่อยู่ในวงโคจรของดวงอาทิตย์ ดาวดวงนี้ชื่อว่า เนเมซิส (Nemesis) โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเนเมซิสเป็นดาวมืดที่โคจรรอบๆ ดวงอาทิตย์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ โดยทุก 26 ล้านปี เนเมซิสจะโคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์ และสิ่งที่ตามมานั้นคือความหายนะ ทฤษฎีนี้จะเป็นจริงหรือไม่รอดูกันไป
เนเมซิสนี้ก็มีเส้นทางโคจรในบางช่วงที่ตัดผ่านเมฆออร์ตเป็นเหตุใหผลักดันรบกวนฝูงดาวหางผสงบจำนวนหนึ่งหลุดออกจากเส้นทางปกติและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ ทำให้ฝูงดาวหางมหาภัยนี้วิ่งตรงเข้าสู่ระบบสุริยะชั้นในทุกครั้งที่เนเมซิสมาถึงเมฆออร์ต ซึ่งจากคาบการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ที่มีทุก 26 ล้านปีมันก็เป็นระยะเวลาที่มีความสอดคล้องกับเส้นทางและขนาดรัศมีโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวที่จะเป็นเนเมซิสนี้ที่จะมีวงโคจรที่กว้างใหญ่มากพอดีเช่นกัน
เชื่อว่าเนเมซิสก็เป็นดาวชนิด "ดาวแคระแดง" ที่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า เราจึงยังไม่พบมันจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ทฤษฎีเนเมซิสก็ยังคงเป็นเพียงทฤษฎีที่น่าฟังที่สุดในตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปใดใดเกี่ยวสาเหตุของการผลักดาวหางออกมาจากจุดแคบๆเดียวกัน ขณะนี้ยาน New Horizons ของนาซ่าที่มีภารกิจการถ่ายภาพดาวพูลโตในระยะใกล้ขณะบินผ่าน และผ่านพูลโตออกไปสำรวจแถบไคเปอร์อีกจะอยู่ในระยะที่ใกล้เมฆออร์ตมากกว่าเครื่องมือสำรวจตัวใดในโลกนี้ บางทียานสำรวจขอบนอกระบบสุริยะลำนี้อาจมีคำตอบในเรื่องเนเมซิสก็ได้
ที่มา:https://www.youtube.com/watch?v=U3Ff1Czt5X4
Cr. http://loksarakadee.blogspot.com/2014/12/blog-post_22.html
Cr.http://pichanonz.blogspot.com/2014/02/blog-post.html โดย Radamantis Media
นิบิรุ ผู้มาเยือนจากต่างดาว
(Nibiru) นิบิรุเข้าชนโลก เป็นแนวคิดที่เสนอว่าอาจมีการชนกันครั้งหายนะระหว่างโลกกับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ชื่อนิบิรุ ขนาดใหญ่กว่าโลก 10 เท่า ประมาณดาวพฤหัสบดี สามารถมองเห็นได้แม้เวลากลางวัน
เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่าวันสิ้นโลก คาดว่าจะชนโลกแค่เฉียดๆ แต่จะสร้างหายนะให้โลกอย่างมหาศาล ซึ่งเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 21 (2001-2100) ไม่ทราบวันเเน่ชัด เหล่านักวิจิยสมาคมผู้คลั่งไคล้ยูเอฟโอสันนิษฐานโดยรวมว่า นิบิรุเคยโคจรเข้ามาใกล้โลกครั้งนึงแล้วเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน
หากดาวดวงนี้โคจรมาที่ระบบสุริยะของเราอีกครั้ง ซึ่งกำลังจะเกิดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ มันจะทำให้เกิดมหันตภัยชนิดที่ว่าสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ทั้งดาว เพราะแกนของดาวนิบิรุมีสนามแม่เหล็กอยู่มาก ซึ่งมันจะทำปฎิกิริยากับสนามแม่เหล็กโลก อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนครั้งใหญ่ เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ เกิดภาวะน้ำขึ้นกระทันหัน เกิดซุปเปอร์สึนามิ เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เกิดภูเขาไฟระเบิด เกิดพายุซุปเปอร์ทอร์นาโด เกิดสิ่งต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน
คาดการณ์ไว้แล้วว่าภายในปี 2030 เราจะสามารถจะเห็นดาวนิบิรุขนาดใหญ่เท่าดาวพฤหัสบดีได้ เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ แต่นักดาราศาสตร์ชั้นนำของโลกทั้งหลาย เเละผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีนี้ว่ามีความเป็นไปได้สูง
เมื่อปี ค.ศ. 2013 หนังไซไฟเรื่องสตาร์เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด (Star Trek: Into Darkness) ฉากเริ่มเรื่องเผยให้เห็นดาวชื่อว่านิบิรุ ดาวเคราะห์สีเเดง มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เเต่เทคโนโลยีอยู่ในช่วงยุคหิน โดยเกิดภูเขาไฟระเบิดขนาดใหญ่ พระเอกเป็นมนุษย์ชาวโลกต้องนำยานอวกาศมาช่วยเผ่าพันธุ์ดาวนิบิรุ เพื่อให้เผ่าพันธุ์ดาวนิบิรุไม่สูญพันธุ์
ขอบคุณภาพจาก : pixabay
อ้างอิง : wikipedia / https://www.ufocia.com/2018/09/blog-post_22.html
Cr.https://palungjit.org/ติดตามสถานะการณ์.497341/page-2020 by UFOCIA (โดย สุกิจSukit)
ดาวมรณะที่ล้อมรอบไปด้วยแสงสว่าง
กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ (Very Large Telescope–VLT) และกล้องโทรทรรศน์อื่นๆ ของหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรปเผยภาพแหล่งชุกชุมของดาวฤกษ์และกลุ่มเมฆที่เต็มไปด้วยก๊าซ ภายในกาแล็กซีขนาดเล็กหรือดาราจักรแคระที่ชื่อ เมฆแมเจลแลนเล็ก (Small Magellanic Cloud–SMC) ซึ่งเป็นกาแล็กซีเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างจากโลกของเรา 200,000 ปีแสง รูปภาพดังกล่าวช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถระบุข้อมูลเกี่ยวกับซากดาวฤกษ์ที่ตายแล้วและมีความลึกลับ ซึ่งเกิดจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวาเมื่อ 2,000 ปีก่อน
การค้นพบเกิดขึ้นเมื่อทีมนักดาราศาสตร์ใช้เครื่องมือชื่อเดอะ มิวส์ (The Muse instrument) เป็นเครื่องมือสเปกโตรทราฟมาวิเคราะห์ พวกเขาพบว่ามีวัตถุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางความหนาแน่นของกลุ่มก๊าซที่มีแสงสว่างไสว พร้อมกับใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra X-ray Observatory) ยืนยันถึงเอกลักษณ์ โดยระบุว่า เป็นซากดาวนิวตรอนที่เหลือจากการยุบตัวของการระเบิดซุปเปอร์โนวา และเผยให้เห็นการขยายตัวอย่างช้าๆเป็นวงแหวนของก๊าซในระบบที่เรียกว่า 1E 0102.2-7219 ซึ่งมีเส้นใยของก๊าซและฝุ่นเข้มข้นและเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว
นักดาราศาสตร์เผยว่า โครงสร้างที่ดูยุ่งเหยิงเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญสำหรับการกระจายธาตุหนักที่ช่วยก่อเกิดดาวฤกษ์มวลมาก โดยที่พวกมันจะมีชีวิตและตายไปจนกลายเป็นมวลสารระหว่างดาว (interstellar medium) ซึ่งในที่สุดก็จะกำเนิดดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ดวงใหม่ๆขึ้นมา ที่สำคัญการพบครั้งนี้ทำให้เครื่องเดอะ มิวส์ กลายเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นช่องทางใหม่ของการค้นหาและศึกษาดาวฤกษ์ที่ยากจะอธิบายเหล่านี้ได้.
Cr.https://www.thairath.co.th/news/foreign/1257909
โปรเจค Death Star (ดาวมรณะ)
“Death Star” หรือ ดาวมรณะ ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์ไซไฟสงครามอวกาศชื่อดัง “Star Wars” สถานีอวกาศเพื่อการรบและใช้สำหรับการปกครองกาแล็กซี ในภาพยนตร์สถานีอวกาศนี้เปรียบดังฐานทัพขนาดยักษ์ที่เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ในอวกาศ ซึ่งรองรับจำนวนทหารมากกว่า 2 แสนคน ยานอวกาศต่อสู้อีกกว่า 7 พันลำ นี่ยังไม่รวมกับระบบป้องกันด้วยปืนเลเซอร์อีก 10,000 กระบอก จัดเป็นหนึ่งในฐานทัพอวกาศในอุดมคติของใครหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้คลั่งไคล้หนังไซไฟชาวอเมริกัน
ดาวมรณะ หรือ Death Star เป็นสถานีรบอวกาศขนาดยักษ์ในนิยายและภาพยนตร์ชุด Star Wars ตลอดทั้งเรื่องมีการสร้าง Death Star ออกมาทั้งหมดสองรุ่น ทั้งสองรุ่นมีขนาดใหญ่มาก มีรัศมีเป็นร้อยๆ กิโลเมตร และมีอาวุธทรงพลังจำนวนมาก
เพราะเมื่อปี 2016 เรื่องราวของดาวมรณะถูกพูดถึงอย่างจริงจังในแง่ของความยอดเยี่ยมที่ไม่ควรมีแต่ในภาพยนตร์เท่านั้น ได้เกิดการล่ารายชื่อเพื่อเสนอนโยบายสร้างสถานีอวกาศ Death Star ขึ้นมาจริงๆ เพื่อเสนอต่อทำเนียบขาว โดยให้เหตุผลว่าเพื่อการสำรวจอวกาศและจักรวาล รวมถึงยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพสหรัฐฯ เหนือกว่าชาติอื่นๆ
จนกระทั่งเดือนมกราคม 2016 นายบารัค โอบามา ได้ส่งตัวแทนออกมาเปิดแถลงการณ์และพูดถึงนโยบายนี้ ภายใต้อำนาจของทำเนียบขาว ใจความว่าไม่สามารถอนุมัติสร้าง Death Star ได้ เนื่องจากอาจส่งผลในแง่ลบต่อโลกหลายๆอย่าง และงบประมาณการสร้างนั้นอาจสูงถึง 850 ล้านล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่ารัฐบาลไม่มีเงินมากพอที่จะสร้าง เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ขัดต่อนโยบายลดการขาดดุลของประเทศอีกด้วย
ที่มา – washingtonpost
Cr. https://www.flagfrog.com/death-star-project/ By ManoshFiz
มหันตภัยดาวหาง
เมื่อปี 2529 ชาวโลกได้ตระหนกอีกครั้งของการกลับมาของ ”ทูตมรณะแห่งจักรวาล” หรือ ดาวหางฮัลเลย์ เพราะรอบของการเดินทางของดาวหางดวงนี้กินเวลานานถึง 76 ปี ซึ่งการมาถึงครั้งก่อนๆของดาวหางดวงนี้ เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายสิ่งต่างๆได้น้อย ความเชื่อและเรื่องราวทางโหราศาสตร์จึงเข้ามาเชื่อมโยงการมาของดาวหางกับประวัติศาสตร์ในแง่ของการสูญเสียในทุกอารยธรรมของโลก
แต่การมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์ครั้งนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ต่อวงการดาราศาสตร์ของโลกมาก เพราะเป็นดาวหางดวงหนึ่งที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า และในปี พ.ศ. 2529 หรือ ค.ศ. 1986 ถือเป็นศตวรรษที่20 ที่วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางด้านดาราศาสตร์ได้กว้างขวาง การปรากฏของดาวหางฮัลเลย์ในครั้งนั้นจึงเป็นที่เฝ้าสังเกตการณ์ของผู้คนไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเอง
และเมื่อปี 2556 ได้เกิดอุกาบาตขนาดใหญ่ตกสู่ประเทศรัสเซียสร้างความเสียหาย ก่อให้เกิดกระแสความวิตกต่อเทหวัตถุจากฟากฟ้าขณะที่ปลายปี 2557 ยานโรเซตตาได้ส่งยานลูกลงจอดลงบนดาวหาง 67P เป็นผลสำเร็จ ซึ่งหลายฝ่ายก็อ้างว่านั่นคือการวิจัยวงโคจรของดาวหางเพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการปะทะกับโลกในอนาคตข้างหน้า
ที่มา "จากหน้าหนึ่งถึงวันนี้"
Cr.https://www.youtube.com/watch?v=SeIH6apY7xU
WR104 หรือวูฟล์ราเย
อสูรกายของดาวมรณะอย่างแท้จริง ดาวฤกษ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอกภพ ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ 30 เท่า ถูกค้นพบ โดย ชาร์ล วูฟล์ และ จอร์ช ราเย ในปี 1867 พวกมันมีรูปแบบ อายุน้อย ตายเร็ว และทิ้งซากที่สวยงามไว้ ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งตายเร็ว และอย่างรุนแรง อาจมีอายุเพียง 20-30 ล้านปีเท่านั้น มันมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอกภพของเราจึงหามันพบได้ง่าย
ซึ่งจากการค้นพบและคำนวณนั้น มันมีระยะห่างจากโลก ประมาณ 8000 ปีแสง มันมีเมฆฝุ่นล้อมรอบซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 20 เท่าของระบบสุริยะของเรา ซึ่งจากการศึกษาโดยนักวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 6 ปี พบว่ามันผลิตม่านฝุ่นรูปเกลียวประหลาด ซึ่งจากการศึกษาลึกเค้าไปนั้นพบว่า WR104 ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง โดยมันถูกล็อคอยู่ในวงโคจรกับดาวอีกดวงนึงในระบบดาวคู่
วูฟล์ราเย นั้นเปรียบเหมือนระเบิดเวลา เมื่อมันเผาพลาญเชื้อเพลิงหมดมันจะยุบตัวแล้วระเบิดออกอย่างรุนแรง จนกลายเป็น Supernova ที่รุนแรงและสว่างไสวที่สุดในเอกภพ
ซึ่งจากการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ WR104 หรือวูฟล์ราเย จะต้องพบจุดจบในอีก 200,000-300,000 ปีข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดการระเบิดรังสีแกมม่าขึ้นบนโลกได้ มันจะเหมือนการระเบิดอาวุธนิวเคลียทุกจุดบนโลกระเบิดพร้อมกันซึ่งมีความรุนแรงเป็นล้านล้านล้านล้านล้านเท่าของอาวุธนิวเคลีย
นักวิทยาศาสตร์กำลังหาคำตอบเกี่ยวกับการพุ่งตรงมาที่โลกของรังสีแกมม่าเมื่อ WR104 เกิดระเบิดขึ้นในอีก 2-3แสนปีขัางหน้า ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
Cr.https://th-th.facebook.com/mostertoys/posts/385328128286040/ ท่องอวกาศ
ขอขอบคุณที่มาข้อมูลทั้งหมด