............. ประสบการณ์ งานเขียน ของข้าพเจ้า ๒.........@@ โดย ลุงแผน

กระทู้สนทนา







.......( ประสบการณ์ งานเขียน ของข้าพเจ้า  ๒ )...........
 

......นิยาย นิยาย นิยาย
 
 
........สวัสดีครับ ทุกท่าน วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องเบา ๆ ให้ท่านฟัง เหตุผลคือ ต้องการเขียนเรื่องสั้น ๆ สักเรื่อง เพราะงานเขียนซึมเข้าไปในสายเลือดแล้ว วันไหนไม่ได้เขียน รู้สึกเหมือนจะกระวนกระวายแปลก ๆ 
       
        ทีนี้ เรื่องแต่ง ก็คิดว่าไม่น่ามีกาลเวลา ค่อย ๆ ทวน แล้วทยอยลงมา คงไม่เป็นไร ลงเมื่อไร อ่านได้เมื่อนั้น ไม่มีคำว่าช้าไป หรือเร็วไป 
       
         เลยคิดถึงงานหัดเขียนที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่ม มาจนถึงนิยายเรื่องที่สอง ที่ยิ่งเขียน ยิ่งอืด เวลายิ่งยืดออกไปเรื่อย ๆ จากอาทิตย์ละตอน กลายเป็นแปดวัน เก้าวัน สิบวัน  จนตอนล่าสุด ซัดเข้าไปสิบสองวัน และมีแนวโน้มว่า จะใช้เวลามากขึ้นกว่านี้อีก ถ้าการทำงานยังเป็นรูปแบบเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับปรุงแต่อย่างใด  ปัญหา ถ้าเกิดขึ้น  ต้องมองหาว่าเป็นเพราะอะไร แก้ได้หรือไม่ได้ ค่อยว่ากันอีกที
        
        ผมจึงมานั่งดูแบบฝึกหัดงานเขียนของตัวเอง ตั้งแต่เริ่มหัดวันแรก จนถึงประถมต้น คือ นิยาย เรื่อง รักซ้อน ซ่อนพิษ และต่อเรื่องที่สอง คือ เสือ สิงห์ กระทิง อินทรี นำการทำงานทั้งสองเรื่องมาเปรียบเทียบกัน เลยมองเห็นหลายอย่างที่แตกต่าง ทั้งในร่างแบบ การเดินเรื่อง จำนวนนักแสดง และเนื้อเรื่อง ขออนุญาตนำบันทึก ที่เก็บไว้เพื่อทบทวน และเป็นบทเรียนสำหรับการทำงานครั้งต่อไป มาเล่าสู่ทุกท่านฟัง  
        
 
        ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมจะขอบอกทุกท่านว่า สิ่งที่ผมมองเห็น อาจเป็นคนละจุดกับที่ท่านเห็น และเป็นมุมมองจากตัวผมเองล้วน ๆ บางอย่าง อาจมีประโยชน์กับท่านบ้างเล็กน้อย แต่ บางอย่าง ท่านอาจรู้มาก่อนแล้ว หรือไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับท่านเลย ผม ก็ขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ให้ท่านถือซะว่า พี่ ๆ น้อง ๆ มานั่งเล่าเรื่องสัพเพเหระให้ฟัง ก็แล้วกัน....
 
          ....เรื่อง รักซ้อน ซ่อนพิษ ผมคิดเก็บไว้ในใจนานแล้ว กะว่ามีโอกาสเมื่อไร จะเขียนทันที เนื้อเรื่องที่ร่างไว้ มีอยู่ว่า ครอบครัวหนึ่ง พ่อ แม่ และลูกสองคน อยู่กันอย่างอบอุ่น และมีความสุขมาเป็นเวลาหลายปี
        
          ฝ่ายผู้เป็นพ่อ มีอาชีพที่ต้องออกต่างจังหวัดบ่อย ๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะเป็นลูกจ้าง นายสั่งไปไหนก็ต้องไป เพื่อรายได้ที่ต้องนำกลับมาเลี้ยงครอบครัว
        
          มีอยู่วันหนึ่ง เขาเกิดอุบัติเหตุไกลออกไปจากบ้านตัวเอง และฟื้นขึ้นมาจำอะไรไม่ได้ ก็เดินเร่ร่อนไปแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง จนหนวดเครายาว ผมยาว เสื้อผ้าเก่าขาด กลายเป็นคนเร่ร่อน ขอข้าว ขอน้ำตามทางกินไปวัน ๆ 
        
          ฝ่ายทางบ้าน ภรรยา และลูก เมื่อเขาหายไปหลายวัน หาทางติดต่อไม่ได้ ก็ออกตามหา เป็นเดือน จนหลาย ๆ เดือนก็ไม่เจอ
 
          ฝ่ายชายนั้น ความจำในอดีตไม่หลงเหลืออยู่ แต่ความเป็นคนดี มีคุณธรรมยังเต็มหัวใจ ในกลางดึกคืนหนึ่ง เขาจึงได้ช่วยเหลือหญิงสาว จากคนร้ายสามคนที่ตั้งใจฉุดไปทำไม่ดี  จนพวกนั้นหนีไป แต่เขาเองก็โดนทำร้ายจนบอบช้ำทั้งตัว
        
          การรอดชีวิตของฝ่ายหญิง ทำให้มุมมองที่เธอมีให้กับชายเร่ร่อนเปลี่ยนไป เธอพยายามนำเขากลับไปที่พักของเธอจนสำเร็จ และให้อาบน้ำ โกนหนวด ตกแต่งทรงผมให้ หาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน รูปร่างหน้าตาที่สะอาด ดูดี ของเขาจึงกลับคืนมา
       
          การรักษาแผลจากการโดนทำร้ายในครั้งนี้ ด้วยยานานาชนิด เท่ากับได้รักษาการบาดเจ็บเดิม ในร่างกายที่มีอยู่อย่างไม่ตั้งใจ  บวกกับทานอาหารอย่างสม่ำเสมอ และได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ทุกส่วนในร่างกายของเขาจึงค่อย ๆ ฟื้นคืนขึ้นมาช้า ๆ พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างของทั้งสองคน เริ่มเกิดขึ้นในใจ
        
          ในที่สุด การใกล้ชิด บวกกับความเห็นใจ ตามประสาหญิงกับชายอยู่ด้วยกันตามลำพัง ความรัก ก็ก่อเกิดขึ้น ทั้งคู่จึงตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน ขณะที่การติดตามหาตัวเขา ของทางฝ่ายภรรยาที่แท้จริง เริ่มตีวงแคบเข้ามา
        ให้เวลาทุกท่าน สตั๊น สิบวินาที...
 
 
          ครับผม นั่นคือเนื้อเรื่องคร่าว ๆ ที่เก็บไว้ในใจ แนวคิดที่แทรกฉากเสียน้ำตาจะมีเป็นระยะ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่เกือบจะพบกัน แล้วก็ต้องพลาดจากกันหลายต่อหลายคราว
       
          แล้วเกิดอะไรขึ้น กับบทที่ร่างไว้  พี่เลิศ แม่เลี้ยง เจ้าดำ  มายังไง นั่นคือ สิ่งที่ผมจะเล่าให้ทุกท่านฟังต่อไป       
        
          ตอนแรกผมก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะรู้ได้ยังไงเกิดมาผมไม่เคยเขียนนิยายสักที เพิ่งหัดเรื่องแรก จะรอดหรือไม่รอดยังเดาไม่ออก ก็ไม่ได้คิดอะไร นั่งตั้งค่าหน้ากระดาษเสร็จ ก็เตรียมเขียนไปตามโครงเรื่องที่ร่างไว้ในใจ
        
          ตอนที่หนึ่ง ตันตั้งแต่บรรทัดแรกเลย จริง ๆ ครับ ไม่ต้องมองหน้าผม ตัน แบบว่า มึนไปหมด คิดไม่ออก ว่าจะให้ คุณเชิด เกิดอุบัติเหตุที่ไหน เอาแล้วไง คนอื่นเค้าเขียนไปสักพักจึงคิดไม่ออก ผมเจ๋งกว่าเค้าอีกแน่ะ บรรทัดแรกปาไปสามวัน ปวดหัว ตุบ ตุบ ตุบ เอาไงดีหว่าทีนี้
        
          ถ้าจะให้โดนรถชน ยังไงก็ต้องเป็นข่าว ถึงทางบ้านคุณเชิดจะยังไม่รู้ในตอนแรก แต่หลักฐานในตัวต้องมีบางอย่างโยงไปที่ทำงานได้ และที่ทำงานต้องติดต่อทางบ้าน จนพบกันภายในไม่กี่วัน
        
          นั่งปวดหัวเข้าวันที่สี่ พูดไปแล้วนี่ ว่าจะเขียนนิยาย คนดูเริ่มมุงเข้ามาเรื่อย ๆ  มือไม้สั่นแล้วทีนี้ จะไม่เขียน พรรคพวกก็จ้องตาไม่กะพริบอยู่รอบตัว นึกไปนึกมา ในหุบเขาแหละดีที่สุด ตกไปตุบ ไม่มีใครมาเจอ ให้นอนหลับไปสักแป๊บ เดี๋ยวค่อยตื่นมาเดินเร่ร่อน 
        
          ก็เขียนไปตามนั้น ได้สามสี่บรรทัด เอาอีกแล้ว  ทีนี้ปวดหัวจี๊ดเลย ไม่ ตุบ ตุบ แล้ว  หล่นลงไปหลับอยู่ในหุบเขา แล้วฟื้นมา จะไปเดินขออะไรใครกินตรงไหนล่ะ อ้าว เอาแล้วไง คิดว่าลงตัวแล้วเชียว ยุ่งแล้ว เวลาที่จะวางก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ  ตอนที่  ๑  เพิ่งได้สามบรรทัด กองเชียร์ก็ เฮ เฮ เฮ มือชักสั่นแล้วผม
         
          เลยตัดสินใจ ให้ เจ๊แตง ออกฉากแรกเลย เปลี่ยนเป็นให้มีคนมาเจอ แทนที่จะให้ คุณเชิด เดินเปะปะไปมา ไม่งั้นเป็นเรื่องสั้นกุดแน่ พระเอก ตกเขา สลบไปพักหนึ่ง ตื่นขึ้นมา เดินไปสามก้าว เสือกระโดดตะครุบ หมับ ตาย จบ
        
          ทีนี้ถ้าเจ๊แตงจะเจอ คุณเชิดได้ ก็ต้องเป็นที่ที่มีคนเดินไปมา พลุกพล่านพอควร ไม่ใช่ว่าขับรถผ่านหน้าผาแล้วมีคนร่วงตุบมาต่อหน้า คนขับเลยถอยรถมาดู แหม่ ฟังแปลก ๆ แฮะ นั่งนึกอยู่พักหนึ่ง ผมเลยให้คุณเชิดไปร่วงที่อุทยาน ฟังดูดีกว่าข้างทางนิด 
        
          พอเจ๊แตงมาเจอแล้วทำไง บัตรอะไรก็ต้องอยู่ในกระเป๋า ได้ที่อยู่เสร็จพาส่งโรงพยาบาล แจ้งทางบ้าน จบ เลยต้องให้หลักฐานหายไปก่อน หายได้ยังไงเดี๋ยวค่อยคิด เพราะถ้าตกจากเนิน ขนาดข้าวของในตัวกระเด็นไปคนละทิศละทาง คงไม่ไหวละ ตกมาแรงขนาดนั้น คนคงเละไม่เหลือแน่ ๆ ทีแรกจะให้โดนขโมยลัก ตอนสลบอยู่ พอนึกถึงชื่อเสียงของทางอุทยาน แล้วคิดว่าเขียนไปอย่างนั้นน่าจะไม่ดีแน่นอน เลยเปลี่ยนใจ แต่ยังนึกไม่ออก เลยเว้นไว้อย่างนั้นก่อน  แล้วเขียนไปจนจบตอนแรก ที่สั้นมาก ๆ  จนคนอ่าน งง
        
          พอเริ่มตอนที่สอง ไปได้สักหน่อย ผมเริ่มมีความรู้สึกว่า ตัวละครในนิยาย มีชีวิต พวกเขามีชีวิต มีอารมณ์ มีความรู้สึก และมีความคิดเป็นของตัวเอง ตอนแรก ที่กำหนดอุปนิสัยของแต่ละตัวละครไว้นั้น ปรากฏว่า เป็นนิสัยพื้นฐานของแต่ละคนเท่านั้นเอง ลึก ๆ แล้ว ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละอย่าง การแสดงออกของแต่ละคน ไม่ใช่นิสัยเดิมจะออกมาทุกครั้งไป 
        
          ตัวอย่างเช่น นักแสดง ก. กำหนดไว้ว่า อารมณ์ดี โรแมนติก ยิ้มหวานหว่านเสน่ห์ ไปทั่ว แต่ พอถึงเวลาเดินอยู่กลางแดดจัด ๆ บวกกับหิวข้าวเข้าไป เขาก็เริ่มหงุดหงิด หนาตาเริ่มไม่สบอารมณ์ เป็นไปได้จริง ๆ นะครับ บรรยากาศโดยรอบ มีผลต่ออารมณ์จริง ๆ 
        
          หรือ กำหนดให้ นักแสดง ข. เป็นคนร้ายกาจ เพราะเป็นนักเลงโต ใจถึงพึ่งได้ ลุยไหนลุยกัน ไปมาแล้วทั่วทิศ หน้าไหนก็ไม่กลัวเกรง  แต่พอมาถึงตอนที่เขากินข้าวอิ่มใหม่ ๆ นั่งเล่นชมวิวอยู่ริมระเบียง ลมเย็น ๆ พัดผ่าน มีเสียงเพลงลูกทุ่งแผ่ว ๆ แว่วมา เขาก็นั่งยิ้ม อย่างสบายใจ
        
          นั่นคือธรรมชาติของมนุษย์ เป็นเรื่องจริง และเป็นชีวิตจริงๆ ของตัวละครด้วยเช่นกัน ถ้าจะกำหนดไว้เป๊ะ ๆ แบบว่าพระเอก จะต้องเดินยิ้มทั้งเรื่อง ขนาดนางเอกลื่นหกล้มก้นจ้ำเบ้า พระเอกก็ยังหัวเราะ ก้าก ๆ ๆ ๆ  แล้วก็ยิ้ม ขำทั้งวัน 
 
          ส่วนนางเอกก็เขิน อาย ทั้งเรื่อง กิริยามารยาทเรียบร้อยตั้งแต่เปิดฉากมายันจบ โดนด่าโดนตบก็ร้องไห้ม้วนไปม้วนมา เลิกร้องไห้ ก็ไปล้างจาน ถูบ้าน ซักผ้าต่อ พระเอกเดินผ่านมาก็อาย พระเอกคุยด้วยก็อาย ไปตลาดโดนตัวโกงแซวก็อาย 
 
          พอมาถึงตาผู้ร้าย ก็ร้ายจนไม่เหลือดี เจอใครไล่ซัดหมด หมูหมามองหน้าก็ไม่เว้น ลูกเต้าร้องหิวข้าวจับโยนลงน้ำเกลี้ยง จะเป็นยังไงถ้าทำตามที่ร่างไว้โดยไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว
       
          ทีนี้ เมื่อตัวละครมีความรู้สึกนึกคิด และแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาได้ ก็ต้องมี เหตุการณ์ ที่เป็นต้นเหตุของอารมณ์นั้น ๆ 
        
          เหตุการณ์ ก็ต้องเกิดจาก บุคคล เป็นผู้กระทำ และการกระทำ ต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในโลกแห่งความเป็นจริง  ดังนั้น หน้าที่ของผมก็คือ ต้องสร้างฉาก กำหนดสถานที่  และหานักแสดงมาเพิ่ม ให้เหมาะสม กับเหตุการณ์ และเวลา 
      
          พี่เลิศ   จึงถือกำเนิดเกิดขึ้นมาในวงการ ในเวลาต่อมาไม่นาน....

        ( มีต่อครับ )
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่